สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย

สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 2 เลือดชโลมลาน ตอนที่ 2

#2ภาค 1 บทที่ 2 เลือดชโลมลาน

บทที่ 2 เลือดชโลมลาน

ตอนที่ฉู่ฉีฮุยล้มลงพื้น ดวงตายังเบิกกว้างอย่างมิอาจทำใจให้เชื่อได้…

เป็นไปได้อย่างไร น้องหญิงกับท่านพ่อผูกพันลึกซึ้ง ทำไม? ทำไมนางถึงฆ่าท่านพ่อด้วยมือของนางเองได้ลง?

ในเวลาเดียวกันนั้น กองทหารองครักษ์ที่ปิดล้อมอยู่รอบลานประหารพากันหยุดหายใจ ต่างคนต่างกระชับทวนที่อยู่ในมือแน่น สายตาทั้งเตรียมพร้อมทั้งขลาดกลัว...

ท่านหญิงสวินหยางคนนี้บ้าไปแล้ว!

ฉู่สวินหยางกลับไม่ได้ใส่ใจกับปฏิกิริยาของผู้คน หลังจากที่กระชากทวนกลับมาก็พลันหรี่ตาลง ค่อยๆ เงยหน้ามองย้อนแสงไปทางหอเล็กหลังน้อยซอมซ่อซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามแท่นประหาร

ตรงนั้นมีแสงแดดเพียงพอ ชายหนุ่มในชุดผ้าไหมสีขาวพระจันทร์คนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้แสงตะวัน สายตาจับจ้องมาที่นาง

ชั้นบนกับชั้นล่างห่างกันเพียงไม่กี่จั้ง แต่คล้ายจะไกลกันดั่งมีมหาสมุทรกั้นขวาง

สายตาที่มักเยือกเย็นไร้อารมณ์ของฉู่สวินหยางพลันมีหมอกหนาปกคลุม ความสนใจทั้งหมดกลับรวมอยู่ที่ชายวัยกลางคนข้างๆ เขา ซึ่งถูกมัดมือไพล่หลังและมีองครักษ์หลวงสองนายคุมตัวเอาไว้อยู่

“ท่านพ่อ!” ฉู่สวินหยางกระซิบแผ่ว น้ำตาหยดโตพลันร่วงลงมาจากกรอบตา

ในเวลาเดียวกัน องครักษ์เกราะทองร้อยกว่านายก็กรูกันออกมาจากหอเล็ก ล้อมสกัดนางเอาไว้ทั้งสามด้าน

“สวินหยาง เจ้าไม่ควรมา!” ชายในชุดผ้าไหมบนหอเล็กพลันทอดถอนใจคราหนึ่ง ภายใต้ใบหน้าเย็นชา ในสายตานั้นกลับมีความรู้สึกปะปนทับซ้อนและจนใจ

“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องอยู่ที่นี่!” เมื่อมองเห็นคนผู้นั้น ความเย็นเยียบเฉยชาบนใบหน้าของฉู่สวินหยางก็มีรอยปริแตกเสี้ยวหนึ่งในที่สุด น้ำเสียงที่เอ่ยพูดคล้ายเป็นการยั่วเย้า แต่ยิ่งเหมือนเยาะหยัน “ทำไม ข้าทำให้เจ้ารอนานหรือ”

คิ้วของชายหนุ่มเลิกขึ้นเล็กน้อย เสียงแข็งฟังดูไม่สบอารมณ์ “อย่าพูดเช่นนี้กับข้า ข้าไม่อยากฟัง”

“เช่นนั้นข้าก็ไม่พูดแล้ว” มุมปากฉู่สวินหยางยกโค้ง เผยรอยยิ้มงดงามเย็นชา ข้อมือพลิกหมุนคราหนึ่ง ชี้ทวนยาวใส่ชายชุดผ้าไหมผู้สูงศักดิ์บนหอเล็กนั้น เอ่ยพูดไม่กี่คำอย่างเฉียบขาดปราดเปรียว “ข้ามาพาท่านพ่อของข้าไป ถ้าเจ้าไม่สามารถทำเป็นมองไม่เห็นได้ เช่นนั้นก็ลงมือเถอะ!”

ยังไม่ทันจบคำ ทวนยาวพลันพุ่งออก แทงทะลุอกองครักษ์เกราะทองที่อยู่ใกล้นางที่สุด

บนหอเล็ก ฉู่ฉีเหยียนในชุดผ้าไหมสีหน้าสงบนิ่ง สองมือไพล่หลังหยัดตัวตรง มองดูเงียบๆ ไร้วาจา

ฝีมือการสังหารคนของฉู่สวินหยางเรียบง่ายรวบรัด ไม่มากท่าพิรี้พิไร นี่คือทักษะที่นางได้จากการเคี่ยวกรำควบม้าอยู่กลางสนามรบเป็นเวลาหกปี...

ทันทีที่ทวนพุ่งออกไป ไม่มีใครหนีรอด

ผู้คนมักจะพูดว่าสิบก้าวสังหารหนึ่งคน ตอนนี้นางก้าวเท้ายากลำบาก แต่ทวนที่พุ่งออกไปล้วนแต่ได้เลือด ไร้ซึ่งความปราณี

สายตาเฉยเมยและน่ากลัวของสตรีแกร่งผู้นี้ ทำให้ผู้คนที่ได้เห็นขยาดกลัว ในใจหนาวยะเยือก

องครักษ์เกราะทองจำนวนมากนอนเสื้อโชกเลือดอยู่แทบเท้านาง นางเหยียบลงบนศพของพวกเขา ก้าวคืบไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก เข้าใกล้หอเล็กทีละก้าวอย่างไม่ละความพยายาม

ด้านหลังยังมีองครักษ์อีกมากที่เรียงแถวดาหน้าเข้าใส่ นางลงมือซ้ำอีกครั้ง ใช้กระดูกขาวของพวกเขาปูเป็นทางสำหรับก้าวต่อๆ ไป

ฉู่ฉีเหยียนที่อยู่บนหอเล็กหลับตาลง สดับฟังเสียงฆ่าฟันเบื้องล่างด้วยดวงหน้านิ่งเฉย ในใจก็กำลังนับเลข

หนึ่ง สอง สาม...ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งนับถึงสามร้อยหกสิบเจ็ด หว่างคิ้วก็กระตุก พลันเบิกตาขึ้นอย่างไม่มีสัญญาณ

ขณะนั้นเอง เป็นครั้งแรกที่องครักษ์ซึ่งถูกทวนยาวของฉู่สวินหยางแทงเข้าใส่ บาดเจ็บเพียงบริเวณท่อนแขนเท่านั้น

“หยุดมือ!” ฉู่ฉีเหยียนส่งสายตาเย็นชา พลันตวาดเสียงน่ากลัว “ทุกคนหยุดมือ!”

เหล่าองครักษ์เกราะทองตัวสั่นเทา แม้จะหยุดมือแล้วแต่ก็ยังไม่กล้าประมาท ตั้งท่าป้องกันอย่างตึงเครียด

ฉู่สวินหยางก็ลดทวนในมือลงเช่นกัน เงยหน้าขึ้นมองฉู่ฉีเหยียนอย่างเย็นชา “ให้ข้าคุยกับท่านพ่อไม่กี่ประโยค คุยจบแล้ว ข้าจะให้เจ้าสำเร็จโทษตามใจ”

ฉู่ฉีเหยียนเม้มปากแน่น ไม่เอ่ยความ

นางแหงนหน้ามองใบหน้าที่แสนจะคุ้นเคย สุดท้ายเผยแค่รอยยิ้มเศร้าออกมา จู่ๆ ก็ยกมือขึ้นสูง ทวนในมือกระทบแสงวับวาว องครักษ์เกราะทองที่โอบล้อมอยู่พากันตกใจขวัญหนี สถานการณ์ตึงเครียด

พริบตาต่อมา กลับเห็นนิ้วมือของนางค่อยๆ คลายออกทีละนิ้ว

เสียงโลหะกังวาน ทวนยาวร่วงลงพื้น ทุกคนต่างเบิกตา มองด้วยสายตาเหลือเชื่อ สิ่งที่ตามมาคือเสียงถอนหายใจของฉู่ฉีเหยียนจากด้านบนของหอเล็ก

“ราชโองการของฮ่องเต้ บัญชาให้สังหารคนในวังบูรพาทั้งหมดไม่มียกเว้น ข้าสามารถอนุญาตคำขอร้องสุดท้ายของเจ้าได้ แต่ว่า...” เขาเอ่ยไปได้ครึ่งเดียว ทันใดนั้นก็พลันเปลี่ยนเรื่อง ยกมือชี้นิ้วสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า “แทงที่กระดูกสะบัก[footnoteRef:1]ของนาง!” [1: การแทงที่กระดูกสะบัก เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีในการควบคุมนักโทษ การใช้ตะขอแทงเข้าไปที่บริเวณนั้น จะไม่ทำให้เลือดออกมาก ไม่ส่งผลต่อการเดินเหิน เป็นการทำลายช่วงแขน ส่งผลให้ไม่อาจทำการขัดขืนหรือวิ่งหลบหนีได้ ]

ท่านหญิงสวินหยางฝีมือล้ำเลิศ อาศัยแค่กำลังของนางคนเดียวก็สามารถทะลวงออกจากวงล้อมนับหมื่นพันของกองทหารได้ วันนี้ถึงขนาดสังหารองครักษ์หลวงนับร้อยล้มลงแทบเท้าในลานประหารสำคัญของเมืองหลวง หากยังทำลายพลังการโจมตีของนางไม่ได้ ใครจะกล้าวางใจลง

นัยน์ตาของฉู่สวินหยางเย็นใส ไม่ปรากฏคลื่นอารมณ์แม้สักริ้ว

เด็กสาวยืดหลังตรงแน่ว ยืนอยู่ท่ามกลางซากศพที่เลือดนองเต็มพื้นอย่างไม่หวั่นเกรง

เมื่อเห็นพวกพ้องที่ตายอนาถอยู่แทบเท้า นัยน์ตาของเหล่าองครักษ์เกราะทองมีเปลวเพลิงเผาไหม้ลุกโชน

ตอนที่ตะขอเงินคมกริบแทงทะลุไหล่บางทว่าดื้อรั้นนั้น ผิวเนื้อของนางฉีกขาด เสียงสยดสยองนั้นพาให้ผู้คนหนังศีรษะชาหนึบ

ตอนที่ตะขอเงินทะลุผ่านร่างออกไป เลือดสดๆ กระเซ็นใส่หน้าของฉู่สวินหยาง

และสิ่งที่ร่วงหล่นบนพื้นพร้อมๆ กัน คือหยดน้ำตาของรัชทายาทองค์ปัจจุบันที่อยู่บนหอเล็ก

นางเป็นลูกสาวของเขา เขาเคยสาบานว่าจะปกป้องและดูแลนางไปชั่วชีวิต แต่ยามนี้นี้ไม่เพียงปกป้องนางไม่ได้ ซ้ำยังทำให้นางต้องมาเสี่ยงอันตรายตามลำพังเพราะเขา ทำให้นางต้องข้ามผ่านเคราะห์กรรมความเป็นตายนี้ด้วยความอัปยศและน่าเวทนา

ฉู่สวินหยางถูกตะขอเหล็กแทงทะลุแผ่นหลัง แม้จะกัดฟันทนอย่างสุดชีวิต แต่ก็ยังอดครางออกมาไม่ได้ เหงื่อเม็ดโตกลิ้งลงมาจากหน้าผากอย่างไม่ขาดสาย

ร่างบางโอนเอน เข่าข้างหนึ่งกระแทกลงพื้นดังตุ้บ

นางก้มศีรษะ สองมือยันพื้น ร่างกายไม่ขยับเขยื้อน โลหิตพรั่งพรูออกจากบาดแผลที่ไหล่ทั้งสองข้าง ชโลมย้อมทั่วเกราะอ่อนบนตัว เลือดอุ่นไหลตามแขนลงไปหาฝ่ามือ เมื่อเจอกับพื้นดินที่ผ่านการแผดเผาจนร้อนของดวงอาทิตย์ ก็เกิดเป็นรอยประทับที่ยากจะลบเลือน

นางผ่านสนามรบมานานถึงหกปีเต็ม ยังไม่เคยเสียเลือดมากขนาดนี้มาก่อน

ถึงแม้จะรู้ว่านี่เป็นกับดัก แต่สุดท้ายนางก็มิอาจทนมองบิดากับพี่ชายต้องเดินทางสู่แม่น้ำเหลืองสายนั้นอย่างโดดเดี่ยวได้

ฉู่ฉีเหยียนมองดูอยู่บนหอเล็ก ส่วนลึกในนัยน์ตาเข้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ถึงค่อยส่งสายตาให้องครักษ์ข้างกาย เอ่ยว่า “พาเขาลงไปเถอะ!”

องครักษ์สองนายรับคำสั่ง คุมตัวรัชทายาทฉู่อี้อันที่ไร้ซึ่งกำลังและถูกมัดมือไพล่หลัง เดินลงบันไดด้านหลังไป

“สวินหยาง ฮ่องเต้ทรงรู้ว่าเจ้าจะต้องมา ถึงได้สั่งให้ข้าวางกับดักนี้ หวังจะถอนรากถอนโคน!” ฉู่ฉีเหยียนเอ่ยปาก น้ำเสียงนิ่งสงบไร้คลื่นลม “สิ่งที่ข้าทำได้ก็มีเพียงเท่านี้ เวลาที่ข้าให้เจ้าได้มีจำกัด เจ้าอยากจะพูดอะไรก็รีบๆ เข้าเถอะ!”

กล่าวจบก็หมุนกายเข้าไปที่ด้านหลังของหอเล็ก เก็บตัวไร้เงา

ไม่นานฉู่อี้อันก็ถูกองครักษ์สองคนผลักออกมาจากหอเล็กหลังนั้น

สติของฉู่สวินหยางค่อนข้างจะเลือนราง ครั้นได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยถึงได้เงยหน้าขึ้น

องครักษ์สองนายนั้นไม่ให้นางสัมผัสถึงตัวฉู่อี้อัน พวกเขาหยุดเท้าลงตรงหน้าของนางห่างออกไปสองก้าว

ฉู่สวินหยางคุกเข่าอยู่บนพื้น เพราะเสียเลือดและความเจ็บปวด ต่อให้แข็งแกร่งดั่งเหล็กเพียงใด ก็ยากจะยันตัวลุกขึ้นเดินเข้าไปหาได้

นางเค้นแรงกำมือแน่นพลางเงยหน้า เมื่อเห็นว่าหว่างคิ้วของฉู่อี้อันมีสีดำกระจุกตัวอยู่แน่นหนา ในใจก็พลันกระจ่างแจ้ง...

เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ พวกเขาบังคับท่านพ่อให้ดื่มยาพิษซึ่งจะกำเริบภายในเวลาที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นหากวันนี้นางไม่ยอมตายอยู่ที่นี่ แต่คิดจะมาชิงตัวคนจริงๆ สุดท้ายสิ่งที่นำไปได้ก็มีเพียงศพร่างหนึ่งเท่านั้น

“ท่านพ่อ ข้ามาช้าไป!” ฉู่สวินหยางยิ้มขื่น

เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมา ที่รอยยิ้มของนางไม่องอาจผึ่งผาย แต่เป็นความจนใจอย่างถึงที่สุด

ฉู่อี้อันมองนางผ่านม่านน้ำตา มองดูรอยยิ้มเจ็บปวดอันไม่คุ้นเคยที่อยู่บนใบหน้านาง ในใจเหมือนถูกมีดกรีดแทง ผ่านไปพักหนึ่งถึงได้พ่นคำพูดไม่กี่คำออกมาอย่างรวดร้าวว่า “เด็กโง่!”

ได้ยินเสียงของบิดา รอยยิ้มในดวงตาของฉู่สวินหยางถึงค่อยปรากฏ ก่อนจะกลายเป็นความเจิดจ้าในพริบตา “ลูกไร้กำลัง ลูกทำผิดต่อท่านพ่อ! วันนี้ต่อให้ข้าช่วยท่านออกไปไม่ได้ แต่ยังไงก็ต้องมาเจอท่านเป็นครั้งสุดท้าย”

ฉู่อี้อันตะลึงไปครู่หนึ่ง มองดูรอยยิ้มบนหน้านางอีกครั้ง หัวใจก็ยิ่งร้าวราน...

อันที่จริงนางมองออกว่ามีอะไรรออยู่ในโศกนาฏกรรมฉากนี้ แต่ท้ายที่สุดนางก็ยังปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่สนใจสิ่งใด

ในสมองฉู่อี้อันอัดแน่นไปด้วยความระทม ราวกับว่าอะไรบางอย่างกำลังจะแตกสลาย จู่ๆ ก็กระอักเลือดสีดำคล้ำออกมา

องครักษ์สองคนไม่ทันตั้งตัว กำลังจะเข้าไปดึงตัวออกมา แต่ร่างของฉู่อี้อันกลับล้มตึง กระแทกกับเศษดินบนพื้นอย่างแรง นอนกองอยู่ข้างกายฉู่สวินหยาง

ฉู่สวินหยางยื่นมือออกไปลูบใบหน้าเขา นัยน์ตามีรอยยิ้มล้นปรี่ ทว่าหยาดน้ำตากลับยิ่งชิงร่วงรินลงมาอย่างไม่ขาดสาย ใช้เสียงแผ่วเบามั่นคงเอ่ยหารือกับเขาอย่างไม่รีบร้อนว่า “ท่านพ่อ! หากชาติหน้ามีจริง ข้าก็จะเป็นลูกสาวของท่านอีก ดีหรือไม่”

จมูกและปากของฉู่อี้อันมีเลือดดำทะลักออกมาอีกครั้ง แววตาเลือนรางเจ็บปวด มองนางเนิ่นนานอย่างเงียบๆ

ก่อนที่สติสุดท้ายจะดับสิ้นไป ฉู่สวินหยางได้ยินสี่คำที่ท่านพ่อใช้พลังชีวิตสุดท้ายเอ่ยลอดริมฝีปากมาว่า...

“ซินเป่า! ต้องรอด!”

------------------------------------------------------------------------

สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 2 เลือดชโลมลาน ตอนที่ 2