หวนชะตารัก

หวนชะตารัก: Chapter 003 ตอนที่ 3

#3Chapter 003

บทที่ 3 ไม่ให้คนก็ส่งเงินมา

“นางมีหนังสือหมั้น?”

ข่าวที่นายหญิงสามกับนายหญิงสี่ผู้ไปแล้วกลับมานำมาบอก ทำให้ห้องนั่งเล่นของนายหญิงใหญ่ตระกูลหนิงที่เดิมหอมกรุ่นผ่อนคลายกลับตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง

เด็กสาวที่ตลอดมาถูกมองว่ารังควานติดพันคนนั้นกลับหยิบหนังสือหมั้นออกมา

มีหนังสือหมั้นนี้จะพูดว่าเด็กสาวรังควานติดพันก็ไม่ได้แล้ว

เด็กสาวสามคนในห้องเห็นได้ชัดว่าประหลาดใจมากเหมือนกัน

“ต้องเป็นของปลอมแน่” หนิงอวิ๋นเยี่ยนตะโกนขึ้น

หนังสือหมั้นถึงกับมีชื่อย่อของคนสามรุ่นของฝ่ายชาย ยิ่งกว่านั้นยังมีดวงชะตาเวลาตกฟากของหนิงอวิ๋นเจา ของพวกนี้ต่อให้เป็นคนอำเภอหยางเฉิงเหมือนกันอย่างตระกูลฟางก็ไม่อาจสืบรู้ได้ นับประสาอะไรกับตระกูลจวินตระกูลนี้ที่รกรากอยู่ที่หรู่หนาน

แม้จะไม่มีค่าให้กล่าวถึง แต่ตามคำกล่าวรู้เขารู้เรา ครึ่งปีก่อนเมื่อตระกูลฟางที่ไม่เคยไปมาหาสู่กันมาบอกว่าหลานสาวของฝ่ายตนหมั้นหมายไว้กับตระกูลของพวกเขา พวกเขาก็ยังสืบเรื่องราวของตระกูลจวินนี้ทันที

ตระกูลจวินเป็นชาวหมู่บ้านผิงจางอำเภอหรู่หนานเมืองไช่โจวมณฑลเหอหนาน บรรพบุรุษแต่ละรุ่นทำโรงหมอแห่งหนึ่ง ทุกรุ่นเป็นหมอที่มีเมตตาใจบุญสุนทาน ที่หมู่บ้านผิงจางมีชื่อเสียงอยู่พอตัว

เพียงแต่เพราะใจบุญสุนทานเช่นนี้ ตลอดมาตระกูลจวินจึงมีฐานะทางบ้านยากจน ทั้งคนในตระกูลก็น้อยนิด จวินอิ้งเหวินบิดาของคุณหนูจวินเป็นลูกคนเดียวรุ่นที่สามของตระกูล เพราะว่าตั้งแต่เล็กฉลาดเฉลียวร่ำเรียนประสบความสำเร็จ จึงไม่ได้เรียนวิชาแพทย์อีกแต่มุ่งสอบขุนนางเข้าสู่เส้นทางขุนนาง

จวินอิ้งเหวินเป็นขุนนางผู้เที่ยงตรงสุจริตรักประชาชนดั่งบุตร สืบทอดต่อนิสัยใจบุญสุนทานของตระกูลจวิน แต่ในเวลาเดียวกันก็สืบทอดข้อด้อยเรื่องการมีบุตรยากของตระกูลจวินมาด้วย ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้ลูกสาวมาหนึ่งคน แม้ว่านางฟางภรรยาจะรับภรรยาน้อยสองคนมาให้เขาจนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีบุตรธิดาอีก

นางฟางภรรยาของจวินอิ้งเหวินจากไปเพราะโรคร้ายตั้งแต่คุณหนูจวินอายุสิบปี จวินอิ้งเหวินไม่ได้แต่งงานใหม่ พาคุณหนูจวินกับสองภรรยาน้อยเดินทางไปรับตำแหน่ง แต่คิดไม่ถึงเมื่อคุณหนูจวินอายุสิบสามปี จวินอิ้งเหวินก็ป่วยตายกะทันหันด้วยเหน็ดเหนื่อยเกินไปจากการซ่อมบำรุงเส้นทางน้ำ ตระกูลจวินจึงเหลือคุณหนูจวินเพียงหน่อเดียว

นายท่านผู้เฒ่าจวินจากไปนานแล้ว คุณหนูจวินจึงได้แต่มายังอำเภอหยางเฉิงพึ่งพิงตระกูลฝั่งมารดา

ตระกูลเล็กที่กำลังจะสิ้นตระกูลเช่นนี้จะมีความสามารถที่ไหนมาแอบสืบตระกูลหนิง แล้วยังกล้าทำหนังสือหมั้นปลอมขึ้นมาหลอก

ขนาดตระกูลฟางที่เงินหนาชื่อดังยังทำไม่ได้

นายหญิงทั้งสามในห้องล้วนไม่สนใจคำพูดของหนิงอวิ๋นเยี่ยน

หนังสือหมั้นฉบับนี้เป็นของจริงแน่นอน

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้ก็ได้แต่ทำตามนี้แล้ว” นายหญิงใหญ่หนิงถอนหายใจเบาๆ ทีหนึ่งพูดขึ้น “ฝั่งท่านแม่ข้าจะไปพูดเองแล้วกัน”

“ต่อให้หนังสือหมั้นเป็นของจริง ก็ไม่จำเป็นต้องยอมรับหมั้นหมายนี้ก็ได้นี่” หนิงอวิ๋นเยี่ยนรีบพูดขึ้น “ใครบอกว่าเขียนหนังสือหมั้นแล้วต้องแต่งงาน? แบบนั้นคนที่มอบของหมั้นหมายแล้วถอนหมั้นก็มีมากมาย เรื่องอะไรต้องกลัวนางด้วย!”

ท่านแม่นิสัยโอนอ่อน เป็นคนแสนดีที่กลัวจะทำผิดต่อผู้อื่น แต่นายหญิงสามกับนายหญิงสี่นั้นไม่ใช่ คำพูดนี้ของหนิงอวิ๋นเยี่ยนแน่นอนว่าพูดกับพวกนาง

“พี่สิบแม้ว่าจะเป็นพี่ชายแท้ๆ ของข้า แต่เขาก็เป็นหน้าตาของตระกูลหนิงเรา เขามีงานแต่งเช่นนี้ บรรดาพี่น้องคนอื่นต้องโดนเยาะเย้ยด้วยแน่ ใครอยากจะนับผู้หญิงแบบนั้นเป็นพี่น้องสะใภ้กัน”

คำพูดนี้ย่อมเป็นการตำหนินายหญิงสามกับนายหญิงสี่ว่าเพราะเห็นหนิงอวิ๋นเจาไม่ใช่บุตรชายของพวกนางเอง จึงกลัวความยุ่งยากไม่ยุ่งแล้ว

หนิงอวิ๋นเยี่ยนในฐานะลูกหลานคนหนึ่งพูดเช่นนี้เสียมารยาทเกินไปแล้ว นายหญิงใหญ่ตระกูลหนิงพลันทำสีหน้าไม่พอใจ

“เยี่ยนเยี่ยน!หุบปาก!” นางดุขึ้น

หนิงอวิ๋นเยี่ยนเอาแต่ใจมาตลอด โดนมารดาตำหนิก็ทำเพียงตีหน้าบึ้ง

“ข้าไม่หยุดพูด เรื่องอะไรต้องกลัวนาง นางนับเป็นตัวอะไรได้ นางกล้าบีบพวกเรา แกล้งทำเป็นจะฆ่าตัวตาย ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยนางตายไปสิ” นางพูดด้วยความเกลียดชัง “ตระกูลหนิงใหญ่ขนาดนี้ยังต้องกลัวมดตัวหนึ่งอย่างนางด้วยหรือ?”

อายุยังน้อยพูดเรื่องฆ่าฟันออกมาอย่างง่ายดายไม่น่าดูจริงๆ นายหญิงใหญ่โมโหจนให้หญิงรับใช้คนสนิทลากนางออกไป แล้วขอโทษนายหญิงสามกับนายหญิงสี่

“เรื่องนี้พวกเจ้าไม่ต้องยุ่งแล้ว เรื่องทั้งหมดให้ข้าจัดการเอง” นางตัดสินใจเด็ดขาดกล่าวขึ้น

นายหญิงสามกับนายหญิงสี่ยืนนิ่งไม่ขยับ ทั้งไม่ใช่เพราะถูกคำพูดของหนิงอวิ๋นเยี่ยนจี้ให้โกรธจะหันกลับ พุ่งออกไปสั่งสอนเด็กสาวผู้ไม่รู้จักฟ้าสูงดินต่ำคนนั้นเดี๋ยวนั้น และไม่ใช่ไม่พอใจกับการยอมลงให้ของนายหญิงใหญ่ จะแสดงออกว่าต้องยุ่งเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด พวกนางเพียงแต่ยืนอยู่ที่เดิมสีหน้าท่าทางแลดูประหลาดพิกล

“พี่สะใภ้ใหญ่ ไม่ใช่ นางตกลงถอนหมั้น” นายหญิงสี่กล่าวขึ้น

นายหญิงใหญ่อึ้งไป หนิงอวิ๋นเยี่ยนที่ถูกหญิงรับใช้ดึงอยู่ก็หยุดนิ่ง ตั้งสติไม่ทันไปชั่วครู่

“นางตกลงถอนหมั้น?”นายหญิงใหญ่อดถามย้ำอีกครั้งขึ้นมาไม่ได้ “จริงหรือ?”

“ใช่แล้ว” นายหญิงสามพยักหน้า บนใบหน้ายังคงมีร่องรอยความประหลาดใจจากตอนที่ได้ยินประโยคนี้ และสีหน้าทำอะไรไม่ถูกอยู่หลายส่วน “แต่ว่า นางมีเงื่อนไข”

เงื่อนไข?

“นางต้องมีเล่ห์กลอีกแน่!” หนิงอวิ๋นเยี่ยนตะโกนขึ้นมา สะบัดหญิงรับใช้ที่จับนางออก “ท่านแม่ ไม่ต้องสนนาง”

นายหญิงใหญ่ตระกูลหนิงไม่ได้สนใจนาง

“นางมีเงื่อนไขอะไร” นางถามขึ้นมาตรงๆ

......................................................................................

“พวกท่านรู้หรือไม่ตอนแรกเหตุใดนายท่านผู้เฒ่าตระกูลหนิงถึงกำหนดสัญญาหมั้นไว้กับท่านปู่ของข้า?”คุณหนูจวินถามขึ้น

คำพูดของนางแช่มช้า ยิ่งขับให้เสียงนุ่มละมุนเด่นขึ้น ทำให้อารมณ์คนอดไม่ได้ผ่อนคลายลงไปเอง

ความคิดแล่นผ่าน นายหญิงสามได้สติขึ้นมา

เด็กสาวเช่นนี้จะเป็นอย่างที่ปากหนิงอวิ๋นเยี่ยนพูด หยาบคายเอาแต่ใจ เบาปัญญาชวนให้คนเกลียดชังได้อย่างไร แต่ว่านายหญิงสามหนิงก็เข้าใจได้ เด็กสาวเหล่านี้สายตาคับแคบดุจแท่งเข็ม ต่างก็รู้สึกว่าตัวเองถึงจะเป็นผู้ที่ดีที่สุดในใต้หล้า นอกจากตัวเองที่เป็นนางฟ้า เด็กสาวคนอื่นล้วนแต่เป็นภูตผีปีศาจ

“คุณหนูจวิน ข้าบอกไปแล้วว่า ท่านพ่อไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้” นายหญิงสามพูดขึ้น

“บุญคุณที่ช่วยชีวิตก็ไม่เคยพูดถึง?” คุณหนูจวินพูดขึ้นมา “ท่านผู้เฒ่าหนิงแท้จริงเป็นคนเช่นนี้เองหรือ”

นายหญิงสามพูดไม่ออก

เรื่องหมั้นหมายไม่พูดก็แค่เรียกว่ากลืนคำพูดตนเอง ถ้าบุญคุณช่วยชีวิตยังไม่รับนั่นเป็นการเนรคุณแล้ว

นายหญิงสามกับนายหญิงสี่ย่อมไม่กล้าให้นายท่านผู้เฒ่าหนิงถูกต่อว่าเช่นนั้น

“ท่านพ่อตอนยังอยู่ เคยพูดมากกว่าหนึ่งครั้งว่าท่านหมอจวินวิชาแพทย์สูงส่ง ทำให้ท่านจากตายกลับมาเป็น” นายหญิงสี่พูดขึ้น

นางเน้นเสียงหนักที่วิชาแพทย์สองคำ ย้ำเตือนเด็กสาวผู้นี้ อย่าลืมว่าท่านปู่ของนางเป็นหมอ รักษาโรคร้ายช่วยชีวิตคนเป็นหน้าที่

“ได้ยินว่าตระกูลของพวกเจ้าเป็นหมอสืบต่อกันมาที่นั่น คงช่วยคนไว้นับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่าบุญคุณช่วยชีวิตทำให้ได้คู่เรียงเคียงหมอนมามากเท่าไรแล้วล่ะ?” นายหญิงสามยิ้มหยันขึ้น

คุณหนูจวินยิ้มน้อยๆ

“เวลาที่ข้าได้อยู่ที่บ้านเกิดมีไม่มาก ปีใหม่เทศกาลถึงตามบิดามารดากลับบ้านเกิด ข้าจำได้ว่าเดินไปบนถนน พวกชาวบ้านได้ยินว่าข้าเป็นหลานสาวของท่านหมอเฒ่าจวินก็ดีกับข้าถึงที่สุด บ้างก็หยิบไข่ไก่ที่ไก่เพิ่งตกออกมามาให้ข้า บ้างก็ส่งขนมถั่วที่เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ มาให้ข้า บ้างก็ส่งพื้นรองเท้าอย่างดีที่เพิ่งได้มาใหม่มาให้ข้า รู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรหยิบออกมาให้ได้ ก็ส่งรอยยิ้มเอียงอายจริงใจให้ข้า”

เสียงของนางนุ่มละมุน แช่มช้าแต่ก็ไม่ทำให้คนร้อนใจ ทำให้คนอดไม่ได้อยากฟังต่อไปเรื่อยๆ

“ท่านปู่ของข้ารักษาโรคร้ายช่วยชีวิตคน มีเงินเก็บเงิน ไม่มีเงินก็ไม่เก็บ ท่านทำเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาตอบแทน แต่เพราะรู้ว่าเป็นจรรยาของคนเป็นหมอ แต่คนเหล่านั้นที่ท่านช่วยรักษาไว้ มีเงินก็ให้เงินเป็นจรรยา ไม่มีเงินก็ให้ความเคารพและซาบซึ้งใจก็เป็นจรรยา”

นี่จะกล่าวว่านายท่านผู้เฒ่าหนิงไร้จรรยา?

นายหญิงสามกับนายหญิงสี่ตอนนี้ถึงได้สติกลับมา ชั่วครู่โกรธจัดขึ้นมาอีกครั้ง

เด็กสาวคนนี้ดูแล้วท่าทางนิ่มนวล ทำไมเปิดปากประโยคสองประโยค แต่ละประโยคด่าคนไม่ใช้คำหยาบไปได้?

ตอนนี้พวกนางกลับเชื่อคำบรรยายของหนิงอวิ๋นเยี่ยนแล้ว คุณหนูจวินผู้นี้ช่างชวนให้คนชัง

“ใช่แล้วควรให้เงินก็ให้เงิน ควรเก็บเงินก็เก็บเงิน เรื่องใหญ่งานมงคลของบุตรธิดาผู้อื่น ย่อมไม่ใช่ไข่ไก่ ขนมถั่วและพื้นรองเท้า แต่เป็นชีวิตทั้งชีวิตของคนคนหนึ่ง” นายหญิงสี่หัวเราะประชดพูดขึ้น

คุณหนูจวินมองไปที่นาง

“เพราะว่านายท่านผู้เฒ่าตระกูลท่านไม่ได้ให้เงิน” นางพูดขึ้น

นายหญิงสามกับนายหญิงสี่อึ้งไป

“อย่างไร เป็นไปได้อย่างไร!” นายหญิงสี่พูดติดอ่างขึ้นมา

“ท่านปู่ของข้าพูดเอง” คุณหนูจวินไม่มีลังเลแม้แต่น้อยกล่าวขึ้น “ว่าไม่มีเงินก็ไม่เก็บเงิน แต่นายท่านผู้เฒ่าของตระกูลพวกท่านยืนยันบอกว่าตระกูลของตนมีเงิน บอกว่าตอนนี้โดนโจรขโมยไป รอกลับถึงบ้านก็จะรีบส่งมาให้ ท่านปู่ของข้าบอกย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ต้อง นายท่านผู้เฒ่าของตระกูลท่านกลับไม่ยินยอมติดค้างบุญคุณ พอรู้ว่าบิดามารดาของข้าเพิ่งแต่งงานกันก็พูดขึ้นมาเองว่าอยากให้ลูกชายกับลูกสาวแต่งงานกัน”

นายหญิงสามกับนายหญิงสี่ได้ยินก็ตาโตอ้าปากค้าง

จริงหรือหลอก?

นายท่านผู้เฒ่าหนิงไม่เคยเล่ารายละเอียดของเรื่องนี้ เด็กสาวคนนี้คงไม่ได้เปิดปากเล่าความเท็จหรอกนะ?

แต่ว่านายท่านผู้เฒ่าหนิงทำเรื่องเช่นนี้จริงหรือ?

คุณหนูจวินยื่นมือมาลูบหนังสือหมั้นบนโต๊ะเบาๆ

“ถ้าพวกท่านยอมรับการหมั้นหมายนี้สิ่งนี้ก็เป็นหนังสือหมั้น แต่ในเมื่อพวกท่านไม่ยินดียอมรับหนังสือหมั้น ไม่อยากมอบท่านชายตระกูลพวกท่านให้กับข้า เช่นนั้นมันก็เป็นหนังสือแจ้งหนี้ใบหนึ่ง” นางดันหนังสือหมั้นมาข้างหน้า สองนิ้วเหมือนง่ามต้นหอมจิ้มลงบนนั้น “ไม่ให้คน เช่นนั้นก็ให้เงิน”

ไม่ให้คนก็ให้เงิน?

หมายความว่าอะไร?

“พวกท่านคืนเงินค่ารักษาโรคช่วยชีวิตมา หนังสือหมั้นก็คืนพวกท่านไป ทุกคนไม่ติดค้างกันอีก” คุณหนูจวินกล่าวขึ้น

นายหญิงสามยังตั้งสติไม่ทันอยู่บ้าง

“เงินเท่าไร?” นางหลุดปากถามออกไปโดยไม่รู้ตัว

คุณหนูจวินเงยขึ้นมองนาง สีหน้าสงบนิ่ง

“สองพันตำลึง” นางพูดขึ้น

……………………………………….