หวนชะตารัก

หวนชะตารัก: Chapter 012 ตอนที่ 12

#12Chapter 012

บทที่ 12 ต่างก็ไม่คุ้นอยู่บ้าง

นายหญิงผู้เฒ่าฟางใช้สายตาเดาไม่ออกมองไปที่คุณหนูจวิน

ตายไปครั้งหนึ่งรู้ความขึ้นมาจริงหรือไม่นั่นยังไม่พูด แต่ปากนี่คมขึ้นมาอยู่หลายส่วน

แต่ก่อนปากคุณหนูจวินก็คม แต่นั่นคมแบบโง่เง่า ด่าคนอื่นตัวเองก็หาดีไม่ได้ทำนองนั้น

“มีหนังสือหมั้นย่อมเจรจาง่ายกว่า จัดการได้ดีกว่า” นางพูดขึ้นเสียงเรียบ

“ใจป่วยยังต้องหาหมอ ข้าคิดไม่ตกเอง จัดการดีเพียงใดก็จัดการไม่ได้” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น

หึ

นายหญิงผู้เฒ่าฟางพูดในใจ

“เจ้าคิดตกแล้ว คืนหนังสือหมั้น ตระกูลของพวกเขาก็รับหรือ?” นางถามขึ้น

คุณหนูจวินตอบรับ

นั่นไม่แปลก ตระกูลหนิงไม่รับสิถึงจะแปลก นายหญิงผู้เฒ่าฟางถามเสร็จก็เสียใจเล็กน้อย รู้สึกว่าคำพูดของตนเขลายู่บ้าง คงเพราะไร้คำพูดต้องหาเรื่องพูดกระมัง

ในเมื่อเป็นการหาเรื่องพูด นั่นย่อมสื่อว่าไม่มีสิ่งใดให้พูดแล้ว นายหญิงผู้เฒ่าฟางพลันลุกยืนขึ้น

“เรื่องผ่านไปแล้ว เจ้าทนทุกข์มานานขนาดนี้ ก็นับว่าวางทุกข์หนักลงแล้ว ตอนนี้ก็พักผ่อนเสียเถิด มีอะไรพรุ่งนี้ค่อยพูดกัน”

นางพูดจบก็ไม่รอคุณหนูจวินตอบเดินตรงออกไปข้างนอก

หญิงรับใช้กับสาวใช้ที่นอกประตูได้ยินเสียงฝีเท้าก็รีบเลิกผ้าม่านขึ้น

นายหญิงผู้เฒ่าฟางเดินไปถึงประตูก็หยุด หันกลับมามองคุณหนูจวิน

“เสื้อผ้าประหลาดชุดนี้ไม่ต้องใส่อีกล่ะ” นางกล่าวขึ้นหน้านิ่งขึง

คุณหนูจวินก้มศีรษะมองตัวเองทีหนึ่ง ที่สวมอยู่บนร่างคือชุดกระโปรงผ้าหยาบเก่าตัวนั้น

นี่เป็นชุดที่คุณหนูจวินให้หลิ่วเอ๋อร์หามา เพื่อแสดงว่าตนเองยากจนแต่มีเกียรติ

มีเกียรติ ไม่ใช่สิ่งที่อาศัยเสื้อผ้าพิสูจน์ได้

คุณหนูจวินยิ้มขึ้นมาขานรับคำ

นายหญิงผู้เฒ่าฟางไม่พูดอะไรอีก เดินจากไปอย่างว่องไวมีหญิงรับใช้สาวใช้รายล้อม คุณหนูจวินผู้ทำอะไรรวดเร็วยังไม่ทันยอบกายคารวะส่ง

“คุณหนู” หลิ่วเอ๋อร์นำสาวใช้หลายคนยกสำรับอาหารเดินเร็วรี่เข้ามา “ท่านยืนอยู่ด้านนอกทำไมเจ้าคะ? หิวแล้วหรือ?”

“ส่งนายหญิงผู้เฒ่า” คุณหนูจวินบอก

หลิ่วเอ๋อร์ตอบรับแบบไม่ใส่ใจคำหนึ่ง

“ไปก็ไปสิ ใครสนกัน” นางกล่าวขึ้นน้ำเสียงเปี่ยมความห่วงใย “คุณหนูท่านเหนื่อยแล้วสินะ หิวแล้วสินะ กินข้าวเสร็จพักผ่อนเร็วหน่อยเถอะเจ้าค่ะ”

ท่าทางที่แสดงออกว่าใต้หล้านี้มีเพียงคุณหนูใหญ่ที่สุดผู้เดียวทำให้คุณหนูจวินยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง

ทั้งชีวิตของนางรอบด้านรายล้อมด้วยคนที่ดีกับนาง นางไม่เคยรู้ว่าสีหน้าเย็นชาคือสิ่งใด ยิ่งไม่เคยเจอคำรังเกียจถากถาง ต่อให้เป็นตอนแรกที่ตามตื้ออาจารย์เรียนวิชาแพทย์ อาจารย์ก็ไม่เคยเย็นชาไม่สนใจ แต่รักษาระยะห่างอย่างให้เกียรติ

ทุกคนต่างชมชอบเคารพเอาอกเอาใจนาง แม้กระทั่งคนคนนั้น...

ทั้งที่เป็นศัตรูของนาง แต่จนถึงนาทีที่นางจะสังหารเขา ก็ยังคงดีกับนางอย่างกับจะคว้าเดือนคว้าดาวมาให้

คิดถึงคนผู้นั้น มือใต้แขนเสื้อของคุณหนูจวินก็กำแน่น สูดหายใจลึกหลายครั้งกดเรื่องเหล่านี้ไว้ในก้นบึ้งหัวใจ

เพียงแต่ว่าการดีด้วยเหล่านั้นไม่มาอย่างมีมารยาทก็ซ่อนไว้อย่างชาญฉลาดรู้จักเหมาะควรอย่างยิ่ง ดีด้วยอย่างอย่างโจ่งแจ้งจนโง่เง่าจนนำภัยมาให้ ก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

คุณหนูจวินยกมือขึ้นลูบศีรษะหลิ่วเอ๋อร์

“ก็ดี” นางเอ่ยขึ้น

..................................................

ได้ยินเสียงนายหญิงผู้เฒ่าฟางกลับมาแล้ว นายหญิงใหญ่ฟางก็ออกมารับหน้าประตูเรือนด้วยตัวเอง

“น้ำร้อนต้มไว้แล้ว อาหารก็เตรียมเสร็จแล้ว” นางเอ่ยขึ้น “มีสิ่งใดท่านแม่อาบน้ำคลายเหนื่อยล้าค่อยพูดนะคะ”

นายหญิงผู้เฒ่าฟางยึดมือของนางพยุงตัว

“ไม่มีอะไรให้พูด” นางกล่าวขึ้น “โจวหมัวหมัวอยู่ที่หมู่บ้านเป่ยหลิว รอนางกลับมาก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว” นายหญิงใหญ่ฟางประคองนางก้าวเข้ามาในห้อง ในห้องอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ นางรับผ้าเช็ดมือร้อนที่สาวใช้ส่งมาเช็ดมือให้แก่นายหญิงผู้เฒ่าด้วยตัวเอง

“ถ้าอย่างนั้นเรื่องถอนหมั้นจริงหรือ? คุณหนูจวินว่าอย่างไร?” นางถามขึ้น

นายหญิงผู้เฒ่าเข้าประตู หญิงรับใช้สาวใช้ต่างกลับมา นายหญิงใหญ่ฟางรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็เป็นเรื่องธรรมดา

นายหญิงผู้เฒ่าแค่นเสียงทีหนึ่ง นั่งลงบนเก้าอี้

“ที่นางพูดย่อมอ้างหลักการดูน่าเชื่อถือ” นางเอ่ยขึ้น “ไม่มีอะไรในใจ”

มือที่ยกชาของนายหญิงใหญ่ฟางชะงัก

พูดอีกอย่างก็คือนายหญิงผู้เฒ่ายังคงเหมือนก่อนหน้า ไม่เชื่อและไม่สนคำพูดของคุณหนูจวินโดยสิ้นเชิง แต่ถ้าเช่นนั้นทำไมครั้งนี้ยังไปฟังนางพูดเล่า?

นายหญิงผู้เฒ่าพูดจบก็ตระหนักได้ถึงจุดนี้ ตนเองก็ชะงักไป

“ข้าเหนื่อยจะพักผ่อนแล้ว เจ้ารอโจวหมัวหมัวกลับมาแล้วกัน” นางเอ่ยขึ้น ไม่อธิบายและไม่พูดเรื่องนี้ต่อ รับชาแล้วส่งแขก

นายหญิงใหญ่ฟางรีบรับคำ เรียกบรรดาสาวใช้มาปรนนิบัตินายหญิงผู้เฒ่าอาบน้ำแล้วถอยออกไป หลังนางออกไป โคมในเรือนก็ค่อยๆ มืดลง

“นายหญิง” หญิงรับใช้คนหนึ่งตามมาติดๆ พูดกับนางเสียงเบา “ถอนหมั้นแล้วจริงหรือเจ้าคะ? คุณหนูจวินพูดว่าอย่างไร?”

นายหญิงใหญ่ฟางส่ายศีรษะ

“นายหญิงผู้เฒ่าบอกว่ารอโจวหมัวหมัวกลับมาถึงจะรู้ว่ารายละเอียดว่าเป็นอย่างไร” นางเอ่ยขึ้น

“ถ้าเช่นนั้นนายหญิงผู้เฒ่าทำไมยังไปหาคุณหนูจวินล่ะเจ้าคะ” หญิงรับใช้สีหน้างงงัน

ในเมื่ออย่างไรก็ไม่เชื่อและไม่สนคำพูดของคุณหนูจวิน ทำไมต้องไปเรือนคุณหนูจวินต่อหน้าทุกคน? หรือนายหญิงผู้เฒ่าไม่รู้ว่าในสายตาของคนทั้งตระกูลเป็นการไว้หน้าคุณหนูเพียงใด

“ปลอบกระมัง” นายหญิงใหญ่ฟางเอ่ยขึ้น “คุณหนูจวินถึงกับฆ่าตัวตายขึ้นมาจริงๆ”

หญิงรับใช้แค่นเสียงขึ้นจมูก

“จริงอะไรกัน นางก็แค่ตั้งใจขู่น่ะสิ” นางเอ่ยขึ้น “ละครแบบนี้ที่บ้านก็เล่นมากี่ครั้งแล้ว นายหญิงผู้เฒ่าเชื่อสิถึงแปลก”

นายหญิงใหญ่ฟางยิ้ม

“ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ก็ยังเป็นหลานสาว” นางเอ่ยขึ้น

มองสีหน้าอึมครึมไม่ชัดภายใต้แสงโคมขยับไหวยามราตรีของนายหญิงใหญ่ หญิงรับใช้ก็เงียบลงไป

“ถ้าเช่นนั้นไม่ว่าอย่างไร ตัวหายนะนี่ก็ยังคงต้องอยู่ที่ตระกูลของพวกเรา” นางพูดขึ้นเสียงเบา

นายหญิงใหญ่ฟางใบหน้าไร้อารมณ์

“ตระกูลนี้เป็นของนายหญิงผู้เฒ่า จะจัดการตระกูลอย่างไร ก็ตามแต่ที่นายหญิงผู้เฒ่าเห็นควร” นางเอ่ยขึ้น

ลมราตรีพัดมาหอบหนึ่ง เย็นยะเยือก

ไอน้ำระอุลอยล่องอยู่ในห้อง สาวใช้สองคนเทน้ำลงไปอย่างระมัดระวัง นายหญิงผู้เฒ่าฟางหลับตานอนอยู่ในถังน้ำ สาวใช้อีกสองคนนวดสระผมของนางอย่างเบามือ

ทำไมทั้งที่ไม่เชื่อและไม่สนใจคำพูดของเด็กนั่นชัดๆ ครั้งนี้กลับจะไปฟังนางพูด?

นายหญิงผู้เฒ่าฟางอดคิดคำถามนี้ขึ้นมาไม่ได้ ตอนลงรถม้าเทพผีดลใจให้คิดขึ้นมา หรือเพราะว่าเป็นหลานของตนเองเลยสงสารขึ้นมาจริงๆ

หัวใจที่ถูกทำร้ายขัดเกลาครั้งแล้วครั้งเล่าจนแข็งราวกับหินเหล็กจะเกิดอารมณ์อ่อนไหวน่าหัวเราะเช่นนั้นได้อย่างไร

นายหญิงผู้เฒ่าฟางขมวดคิ้วน้อยๆ บรรดาสาวใช้เห็นเข้า การกระทำยิ่งนุ่มนวล เกรงว่าจะรบกวนนาง

“ท่านยายไม่จำเป็นต้องเล่นละครให้พวกเขาดูเพื่อปกป้องข้าแล้ว”

ในหูของนายหญิงผู้เฒ่าฟางพลันได้ยินประโยคนี้ดังขึ้น นางลืมตาขึ้นอย่างเร็ว ราวกับจะเห็นสีหน้านิ่งสงบของเด็กสาวท่ามกลางไอน้ำ

ปกป้องข้า

นางบอกว่าตนเองทำสิ่งเหล่านี้เพื่อปกป้องนาง

นางรู้ไหมว่าตระกูลหนิงเป็นใคร หาเรื่องไม่ได้?

นางรู้ไหมในฐานะครอบครัวถ้าหากไม่ตำหนินาง ตระกูลหนิงย่อมต้องสั่งสอนนาง?

นางรู้ไหมชื่อเสียงของนางเลวร้ายจนตระกูลหนิงไม่ต้องลงมือก็โดนผู้คนถ่มน้ำลายให้จมตายได้

ประหลาดแท้ นางกลับพูดสามคำนี้ออกมา ที่แท้นางเข้าใจสามคำนี้ นางทำได้หรือ? ได้หรือ?

ดังนั้นสิ่งนี้ทำให้อดไม่ได้ไปที่เรือนของนางโดยไม่ทันรู้ตัว คิดอยากฟังนางพูด อยากพิสูจน์ให้แน่ชัด

นายหญิงผู้เฒ่าฟางยิ้มหยัน พิงกลับไปที่ขอบถังน้ำ บรรดาสาวใช้กำลังจะเทน้ำเพิ่ม นางก็ผุดลุกขึ้นมาอีกครั้ง

“พอแล้ว” นางบอก นางเดินออกมาจากห้องอาบน้ำโดยมีบรรดาสาวใช้ปรนนิบัติ

ไม่ต้องคิดให้วุ่นวายไป รอแม่เฒ่าโจวเอาข่าวกลับมาค่อยว่ากันเถอะ

...............................................

ค่ำคืนนี้ไม่ว่าตระกูลฟางแห่งนี้จะมีกี่คนหลับไม่สบาย คุณหนูจวินหลับสบายมาก คงเพราะเหนื่อยจนถึงขีดสุด ลืมตาขึ้นมาฟ้าก็สว่างแล้ว

ในห้องอบอวลไออุ่น ถึงแม้ว่าจะแห้งไปบ้าง แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีอย่างอื่นไม่ดี

คุณหนูจวินยื่นมือไปเลิกม่านมุ้ง แสงอรุณลอดผ่านกระจกส่องเข้ามาในห้อง แจกันทรงหญิงสาวริมหน้าต่างมีแสงรัศมีชวนมองชั้นหนึ่งอยู่เลือนราง ดอกสุ่ยเซียนที่วางอยู่บนโต๊ะชูคอเหยียดร่าง

ในห้องเล็กๆ ห้องนี้ตกแต่งได้ทั้งหรูหราทั้งอบอุ่น

“...ชาทำไมเย็นได้? ข้าไม่ได้บอกพวกเจ้าว่าต้องอุ่นน้ำงั้นหรือ?”

ด้านนอกเสียงของหลิ่วเอ๋อร์ลอยเข้ามา ตำหนิบรรดาสาวใช้ท่าทางวางโตอยู่หลายส่วน

พูดด้วยใจเป็นกลาง แต่ก่อนหลิ่วเอ๋อร์กับคุณหนูของนางไม่ได้ใช้ชีวิตสบายเท่ากับตอนนี้เป็นแน่ ตระกูลจวินเป็นครอบครัวยากจนมาตลอด แต่เมื่อมาถึงที่นี่หลิ่วเอ๋อร์กลับไม่รู้สึกต้อยต่ำแม้แต่น้อย

ต่อให้เป็นหลิ่วเอ๋อร์ที่ไม่เคยได้รับมาก่อนยังยืดอกรับ ทั้งยังรับไว้ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

นี่ก็นับว่าจะสุขจะทุกข์ก็ไม่หวั่นได้สินะ

คุณหนูจวินยิ้ม ลุกขึ้นเปิดกล่องลงลักใบหนึ่งบนโต๊ะเครื่องแป้ง ตั๋วเงินใบหนึ่งวางอยู่บนปิ่นทองกำไลหยกที่ซ้อนเป็นชั้นๆ นี่เป็นตั๋วเงินห้าพันตำลึงที่นางเรียกมาได้จากตระกูลหนิงเมื่อวาน

นี่นับว่าเป็นเงินที่เป็นของนางจริงๆ

ห้าพันตำลึงจะบอกว่าน้อยก็ไม่น้อย พอให้คนผู้หนึ่งใช้ชีวิตสงบๆ ทั้งชีวิต แต่จะว่ามากก็ไม่มาก เงินเท่านี้พานางไปยังเมืองหลวงได้ แต่ไม่อาจรับรองได้ว่านางจะเข้าใกล้คนผู้นั้นได้

ไม่พอ ไม่พออีกมาก

คุณหนูจวินปิดฝากล่องเครื่องประดับ นิ้วมือลูบไปตามอัญมณีที่ประดับอยู่ข้างบน

ขนาดกล่องที่ใส่เครื่องประดับยังทำเสียหรูหราถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าตระกูลฟางเป็นครอบครัวที่มีเงินมากตระกูลหนึ่ง

เพียงแต่ตระกูลฟางให้พวกนางนายบ่าวเสพได้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าหากจะใช้ เกรงว่าคงไม่ง่ายขนาดนั้น ยิ่งกว่านั้นพวกนางสองนายบ่าววันนี้จะอยู่ในตระกูลฟางก็ยังอยู่ยาก

……………………………………….

หวนชะตารัก: Chapter 012 ตอนที่ 12