หวนชะตารัก: Chapter 011 ตอนที่ 11
ตอนที่ 11 ถามดูด้วยตนเอง
ผู้ใหญ่ก้มหัวยอมลงให้ผู้น้อย นายหญิงใหญ่ฟางชินเสียแล้ว ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับเรื่องนี้ แต่พอได้ยินนายหญิงผู้เฒ่าฟางพูดว่าถามเรื่องกับคุณหนูจวิน ดวงหน้าก็วิตกขึ้นมา
“ท่านแม่ เวลาไม่เช้าแล้ว เจินเจินก็นั่งรถมาเหนื่อย ไม่สู้พักผ่อนเสียก่อน” นางกล่าวขึ้นน้ำเสียงละมุน
เสนอนายหญิงผู้เฒ่าฟาง ตอนนี้ยังไงก็อย่าไปกระตุ้นคุณหนูจวินอีก
นายหญิงผู้เฒ่าฟางเข้าใจความหมายของนาง แต่ไม่หยุด
“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ” นางเอ่ยขึ้น
นายหญิงใหญ่ฟางไม่เคยขัดคำสั่งแม่สามี ไม่เกลี้ยกล่อมอีกขานรับคำ พร้อมกันนั้นก็มองไปทางคุณหนูจวิน เห็นเด็กสาวมองตรงมาที่นางเช่นกัน ดวงตาดำวาวบนผิวขาวดุจหิมะสุขุมทั้งยังนิ่งสงบ
สุขุมนิ่งสงบ สองคำนี้ใช้พรรณนาจวินเจินเจินผิดคาดอยู่บ้าง นายหญิงใหญ่ฟางนิ่งงันไปชั่วครู่
เด็กสาวผู้สุขุมนิ่งสงบหลุบสายตาลง
“เจินเจิน ข้าให้ครัวเตรียมพร้อมไว้แล้ว เจ้าอยากทานอะไรก็บอกพวกเขา” นายหญิงใหญ่ฟางเก็บความรู้สึกพิกลในใจลงไป พูดขึ้นเสียงละมุน
เพราะอารมณ์ร้ายผิดธรรมดาของคุณหนูจวิน อาหารที่นางทานนายหญิงใหญ่ฟางไม่กล้าจัดการ ดังนั้นจึงจัดครัวแยกต่างหากให้คุณหนูจวินไปเสียเลย
คุณหนูจวินตอบรับคำหนึ่งยอบกายเคารพแล้วจึงเดินจากไป
ตามหลักแล้วนางควรกล่าวขอบคุณท่านป้าสักคำ แต่ในเมื่อธรรมดาแล้วคุณหนูจวินไม่ทำเรื่องเหล่านี้ ก็ค่อยเป็นค่อยไปแล้วกัน
ถึงจะเป็นเช่นนี้ นายหญิงใหญ่ฟางก็ยังทำสีหน้าราวกับเห็นผี มองนายหญิงผู้เฒ่าฟางกับคุณหนูจวินที่เดินไปตามทางเดินแคบ หนึ่งหน้า หนึ่งหลัง เข้าไปยังเรือนหลังหนึ่ง
“ไม่รู้ว่าจะเล่นลูกไม้อะไรอีก” นางพูดกับตัวเอง ท่าทางอันจนปัญญาอยู่หลายส่วน มองไปทางหญิงรับใช้ที่ยืนรอคำสั่งอยู่ด้านข้าง คิดถึงข่าวที่เพิ่งได้ฟังขึ้นมาได้ “บอกว่าถอนหมั้นกับตระกูลหนิงแล้วจริงหรือ? นางเป็นฝ่ายถอนหมั้นเองงั้นเหรอ?”
หญิงรับใช้ขานตอบใช่
“นางบอกเช่นนี้ รายละเอียดของเรื่องนายหญิงผู้เฒ่าสั่งคนไปสืบที่หมู่บ้านเป่ยหลิวแล้วเจ้าค่ะ” นางกล่าวตอบ
หัวคิ้วของนายหญิงใหญ่ฟางหมุ่นนิดๆ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นายหญิงผู้เฒ่าทำไมยังต้องไปถามนางด้วยตัวเอง?” นางพูดขึ้น “คำพูดของนาง ยังนับว่าเป็นคำพูดคนหรือ? ฟังได้เสียที่ไหน”
คำวิจารณ์คุณหนูจวินทำนองนี้ ทั้งนายทั้งบ่าวตระกูลฟางล้วนเห็นด้วย สิ่งที่ทำไม่ใช่สิ่งที่คนทำ คำที่พูดก็ย่อมไม่ใช่คำคนพูด แต่ก่อนนายหญิงผู้เฒ่าคร้านจะมองนางมากขึ้นอีกสักทีด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงจะไปถามเรื่องราวกับนางด้วยตัวเอง
“บางทีอาจเพื่อปลอบนาง” หญิงรับใช้คิดๆ แล้วเดาพูดขึ้นมา “อย่างไรตระกูลของพวกเราก็ทนให้นางก่อเรื่องอีกไม่ไหวแล้วจริงๆ”
“ปลอบนาง? ตระกูลนี้ของพวกเรา นางไม่เคยจะสนใจ จะปลอบอะไรได้” นายหญิงใหญ่ฟางเอ่ยขึ้น จะพูดบางอย่างแต่ที่สุดก็หยุด มองไปทางนั้นอีกครั้งหันกายกลับ “กลับกันเถอะ”
.......................................................
โคมไฟริมทางจุดสว่างขึ้นมาแล้ว คุณหนูจวินยึดมือของหลิ่วเอ๋อร์พยุงตัวเดินตามนายหญิงผู้เฒ่าฟางที่อยู่ข้างหน้าไป ไม่เร็วไม่ช้า
จากประตูชั้นในจนถึงเรือนที่พักของนางดูแล้วไม่ไกล แต่เดินผ่านโถงหลัก ลานกว้าง ขึ้นบันได ผ่านกำแพงบุปผาอ้อมไปอ้อมมาเดินจนขาปวดถึงเพิ่งมองเห็นเรือนหลังหนึ่ง
ต้องรังเกียจมากเพียงไรถึงจัดให้คุณหนูจวินมาอยู่ในที่ไกลหูไกลตาเช่นนี้
แต่ถึงจะอยู่ไกล ตัวเรือนกลับหรูหรางดงามยิ่ง ทางเดินใต้หลังคาจุดโคมสว่างขึ้นมาแล้ว สาวใช้สี่คนยืนอยู่ ยอบกายเคารพอย่างพร้อมเพรียงพร้อมกับเลิกม่านประตูปักลายผืนหนาหนักขึ้น
“นายหญิงผู้เฒ่า คุณหนูจวิน” เสียงไพเราะรื่นหูของพวกนางเรียกขานขึ้น
คุณหนูจวินอยู่ที่บ้านท่านยายตามลำดับรุ่นควรเรียกว่าคุณหนูเล็ก แต่คุณหนูจวินไม่ชอบถูกดึงฐานะลงต่ำ ดังนั้นทุกคนจึงเรียกขานนางอย่างคนนอกว่าคุณหนูจวิน
คุณหนูจวินเม้มปากเบาๆ ตามนายหญิงผู้เฒ่าฟางเดินเข้าไปในห้อง
ในห้อง โคมไฟสว่าง อุ่นราวฤดูใบไม้ผลิ หอมอบอวล
คุณหนูจวินกวาดตามองห้องกว้างขวางทั้งสาม โถงกลาง ห้องทำงานรวมถึงห้องนอน เทียบกับความหรูหราอย่างแอบแฝงของตระกูลหนิง ที่นี่ตกแต่งไปทางเรียบง่ายแต่ทรงภูมิ
ก็เป็นเช่นเสื้อผ้าเก้าที่คุณหนูจวินสวมอยู่บนร่างตอนนี้
สาวใช้นอกประตูไม่ได้รับคำอนุญาตจากคุณหนูจวินไม่กล้าเข้ามา หลิ่วเอ๋อร์ไปยกชาร้อนมาจากเตาอุ่นอย่างคล่องแคล่วชำนาญ
“คุณหนูรีบดื่มชาทำให้ร่างกายอุ่นเถิดเจ้าคะ” นางเอ่ยขึ้น
ครั้งแรกที่นั่งรถม้านานขนาดนี้กลางฤดูหนาวของภาคเหนือ คุณหนูจวินรู้สึกว่ามือไม้ร่างกายแข็งอยู่บ้างจริงๆ นางยื่นมือไปรับ รู้สึกว่าความอุ่นจากกลางฝ่ามือกระจายไปทั่วร่าง ราวกับว่าจนกระทั่งถึงตอนนี้นางถึงเพิ่งมั่นใจว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่จริงๆ
หลิ่วเอ๋อร์ไม่ได้ยกชาถ้วยที่สองออกมาอีก ไม่ได้สนใจแม้แต่นิดว่าในห้องโถงนี้เจ้าบ้านตัวจริงยังนั่งอยู่ในห้องด้วย
นายหญิงผู้เฒ่าฟางไม่ได้สนใจ หนึ่งหญิงรับใช้สองสาวใช้ที่ติดตามนางมาก็ยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ดูท่าคงชินเสียแล้ว
ในเมื่อชินชาแล้ว เรื่องเล็กน้อยบางอย่างเปลี่ยนได้ บางอย่างก็ไม่จำเป็น จงใจเกินไปกลับจะไม่ดี ยังคงไม่สนเรื่องเล็กน้อย อิสระทำตามใจ
ทุกคนต่างก็อิสระ
คุณหนูจวินดื่มชาคำหนึ่ง กุมถ้วยชาไว้ในมือ
หลิ่วเอ๋อร์กำลังเรียกสาวใช้ด้านนอกถามหาน้ำร้อนสั่งให้เตรียมอาหาร
“ข้าอยากกินน้ำแกงเลือดเป็ดกับลูกชิ้น” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น “เจ้าไปกำชับพวกนางทำ ข้าจะสนทนากับนายหญิงผู้เฒ่า”
เรื่องเช่นนี้กำชับคำหนึ่งก็ได้แล้ว แต่หลิ่วเอ๋อร์ขบคิด คุณหนูเพิ่มคำว่าไปขึ้นมาคำหนึ่ง ทั้งยังพูดสนทนากับนายหญิงผู้เฒ่าเพิ่มขึ้นมาอีกประโยค ถ้าเช่นนั้นความหมายก็คือให้นางหลบออกไป
ถึงแม้จะไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมคุณหนูให้นางหลบออกไป แต่คำพูดของคุณหนูย่อมต้องฟัง หลิ่วเอ๋อร์รับคำแล้วออกไป
“เจ้าก็ออกไปได้” นายหญิงผู้เฒ่าฟางบอกกับบรรดาหญิงรับใช้สาวใช้ของตน
หญิงรับใช้รับคำแล้วพาสาวใช้ถอยออกไป
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” นายหญิงผู้เฒ่าฟางเปิดปากก็เข้าเรื่องถามขึ้น “ถอนหมั้นกับตระกูลหนิงหมายความว่าอย่างไร?”
“เล่าแล้วก็ยาว” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น “แต่ก็ง่าย”
นายหญิงผู้เฒ่าฟางขมวดคิ้ว
“เดิมทีข้าฆ่าตัวตายเพื่อข่มขู่ตระกูลหนิงกับท่าน” คุณหนูจวินพูดต่อ
คุณหนูจวินหนึ่งเกลียดตระกูลหนิงที่ตระบัดสัตย์ไม่ยอมรับสัญญาหมั้น สองเกลียดตระกูลฟางใจจืดใจดำไม่ออกหน้าช่วยนาง ดังนั้นจึงจะใช้ความตายมาบอกเตือนทั้งสองตระกูล ให้ผู้คนได้เห็นแจ้งความต่ำช้าของพวกเขา และให้พวกเขาหวาดกลัว
นายหญิงผู้เฒ่าฟางแค่นจมูก
“ผลสุดท้ายข้าเกือบตายไปจริงๆ” คุณหนูจวินพูดต่อไป
เสียงของนางละมุนแช่มช้า น้ำเสียงราบเรียบไม่มีอารมณ์ใดๆ แต่ประโยคนี้กลับทำให้ใจคนอดสะท้านขึ้นมาไมได้ ทั้งยังรู้สึกสลดโดยไม่รู้สาเหตุขึ้นมา
นายหญิงผู้เฒ่าฟางอดไม่ได้มองนาง สีหน้าของเด็กสาวนิ่งสงบเช่นเดียวกันกับน้ำเสียง ดวงตาทั้งสองยิ่งราวกับห้วงน้ำลึก
ทุกคนต่างพูดกันว่าคุณหนูสามตระกูลฟางถอดพิมพ์มาจากนายหญิงผู้เฒ่าฟาง แต่เมื่อได้เห็นคุณหนูจวิน นายหญิงผู้เฒ่าฟางก็รู้หลานสาวคนนี้เหมือนนางมากกว่า โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น
เพียงแต่ว่าความยินดียามแรกพบไม่นานเปลี่ยนไปเป็นความหงุดหงิด ยิ่งไม่คิดอยากเหมือนเด็กคนนี้แม้แต่นิด หน้าเหมือนเด็กคนนี้มีแต่ทำให้หงุดหงิดมากกว่าเดิม
สิ่งที่นางพูดคือความจริง
ยามนี้เพราะได้มองดวงตาคู่นี้ ความคิดนี้จึงโผล่ขึ้นมาเองอย่างไม่อาจควบคุมไม่ได้ นายหญิงเฒ่าฟางขมวดคิ้วขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงของคุณหนูจวินเปลี่ยนไปทีหนึ่งแล้วพูดต่อ
“เมื่อความตายของจริงมาเยือน ข้าถึงเพิ่งเข้าใจ ไม่มีสิ่งใดสำคัญกว่ามีชีวิต” นางเอ่ย “ดังนั้นข้าจึงตระหนักขึ้นมาว่าตนเองช่างบ้าบอเสียจริง ทำไมถึงทำร้ายตัวเองเพื่อคนอื่นเล่า ผลไม้ฝืนปลิดย่อมไม่หวาน แต่งงานหาใช่สร้างแค้น พวกเขาไม่ยินดีแต่ง เช่นนั้นก็ช่างเถิด ข้าเลยพาหลิ่วเอ๋อร์ไปหาถึงบ้าน พูดกับพวกเขาให้ชัด คืนหนังสือหมั้น”
ฟังประโยคแรกๆ นายหญิงผู้เฒ่าฟางยังคงสีหน้าเรียบเฉย ฟังจนถึงประโยคสุดท้ายสีหน้าก็เปลี่ยน
“หนังสือหมั้น?” นางหลุดปากถามขึ้น “ไม่ใช่เจ้าบอกว่าไม่มีหนังสือหมั้นรึ?”
“ข้าตั้งใจยั่วโมโหท่านป้า” คุณหนูจวินเอ่ยตอบ
นายหญิงผู้เฒ่าฟางหางตากระตุก
นางคิดไปถึงตอนนั้นที่คุณหนูจวินกับนายหญิงใหญ่ฟางเถียงกัน ก็เข้าใจความหมายของคุณหนูจวิน เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ใช้เรื่องจะเอามาระบายอารมณ์หรือ?
หนังสือหมั้นเป็นถึงกุญแจสำคัญของเรื่องนี้ นางก็เหลือเกิน โยนหนังสือหมั้นทิ้งไม่ใช้ อาศัยรังควานตอแย ทำไมเรื่องหลักรองไม่แบ่ง บุญคุณความแค้นไม่แยก ไม่สนขาวดำ โง่ถึงเพียงนี้?
ถ้าไม่ใช่นางเป็นคนส่งคนไปรับมาจากตระกูลจวินด้วยตัวเอง นางคงสงสัยว่าเด็กคนนี้รับมาผิดคนใช่หรือเปล่าแล้ว
ลูกเขยแซ่จวินถึงจะหัวแข็งไปบ้าง แต่อย่างไรก็เป็นบัณฑิตที่สอบขุนนางสำเร็จ ลูกสาวตนถึงจะนุ่มนิ่ม แต่ก็ไม่เลอะเลือน
“ยั่วโมโหนางแล้วเจ้าได้ประโยชน์อะไร” นางเอ่ยขึ้น กลั้นความโมโหไว้ “ทำไมเจ้าไม่เอาออกมาก่อนหน้านี้”
“เอาออกมาก่อนหน้านี้ แล้วตระกูลหนิงจะตกลงงั้นหรือ? ” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น มองนายหญิงผู้เฒ่าฟาง “พวกท่านจะทำเรื่องที่ต่างไปจากเดิมหรือ? ”
นายหญิงผู้เฒ่าฟางคิ้วกระตุก
เอาออกมาก่อนหน้านี้ ตระกูลหนิงก็ยังคงไม่ยอมรับการหมั้นหมาย สิ่งที่ตระกูลหนิงไม่ยอมรับคือการหมั้นหมาย ไม่ใช่มีหรือไม่มีหลักฐาน
ประโยคนี้เข้าใจง่ายนัก แต่ประโยคถัดมาแฝงการเสียดสี
พวกท่านจะทำเรื่องที่ต่างไปจากเดิมหรือ?
ตอนไม่มีหนังสือหมั้นตระกูลหนิงไม่ยอมรับการแต่งงาน ตระกูลฟางก็ไม่ไปเยือนทั้งไม่ไปบีบบังคับถามเอาความจากตระกูลหนิง
ถ้าหากมีหนังสือหมั้น ตระกูลหนิงยังคงไม่ยอมรับการแต่งงาน ถ้าเช่นนั้นตระกูลฟางจะถือหนังสือหมั้นไปเผชิญหน้าถามเอาความกับตระกูลหนิงหรือ?
แน่นอนว่าไม่
นางไม่ร่ำไห้คร่ำครวญหรือลุกขึ้นเต้นด่าพวกนางใจจืดใจดำกลัวอิทธิพลเลี่ยงภัย แต่ย้อนถามให้พวกเขาตอบ
ตนเองตอบย่อมไม่มีทางเถียงแทนตัวเองได้ ดังนั้นนี่คือนางกำลังถากถางหรือเปล่า?
……………………………………….