หวนชะตารัก: Chapter 013 ตอนที่ 13
บทที่ 13 นี่ไม่ใช่การหลอกเอาเงิน
เมื่อคุณหนูจวินลืมตาตื่นลุกขึ้นมา นายหญิงผู้เฒ่าฟางที่เรือนห่างออกไปอีกหลายหลังก็กำลังทานอาหารเช้าแล้ว
เสียงฝีเท้ารีบร้อนดังมาจากนอกประตู ดังคู่กับเสียงของบรรดาสาวใช้ที่ส่งเสียงเคารพนายหญิงใหญ่
นายหญิงผู้เฒ่าฟางรับช้อนที่สาวใช้ส่งมาให้ สีหน้านิ่งสงบส่งช้อนมาถึงปากกลืนลงไป
“เต้าหู้นี่ทำได้ไม่เลว” นางกล่าวขึ้น
สาวใช้ที่รับใช้อยู่รีบซ่อนรอยยิ้มยกจานที่วางเต้าหู้เข้ามา
นายหญิงใหญ่ฟางสาวเท้าเร็วเข้ามา ด้านหลังมีหญิงรับใช้คนที่รั้งอยู่ที่หมู่บ้านเป่ยหลิวเมื่อวานคนนั้น
“ท่านแม่ ถามรู้เรื่องแล้วเจ้าค่ะ” นางหญิงใหญ่ฟางรีบร้อนพูดขึ้น
นายหญิงผู้เฒ่าฟางมองนางทีหนึ่ง
“เจ้าทานอาหารหรือยัง?” นางเอ่ยขึ้น
นายหญิงใหญ่ฟางชะงักไป รู้ว่าตนเสียมารยาททำให้นายหญิงผู้เฒ่าไม่พอใจแล้ว
“ทานแล้วเจ้าค่ะ” นางรีบตอบ สงบสติอารมณ์ลง “ท่านแม่ สอบถามแน่ชัดแล้ว ถอนหมั้นแล้วจริงเจ้าค่ะ”
นายหญิงผู้เฒ่าฟางรับช้อนที่สาวใช้ส่งมาให้อีกครั้ง มองไปทางหญิงรับใช้คนนั้น
“จริงเจ้าค่ะ มีหนังสือหมั้นจริง ตระกูลหนิงก็รับหนังสือหมั้นไปแล้ว ตอนนั้นนายหญิงทั้งสามของตระกูลหนิงล้วนอยู่ที่นั่น ทั้งยังรายงานนายหญิงผู้เฒ่าหนิงแล้วด้วยเจ้าค่ะ” หญิงรับใช้รีบกล่าวรายงาน
ถอนหมั้นแล้วจริงๆ ในที่สุดเรื่องก็สงบลงเสียที
นายหญิงผู้เฒ่าฟางพรูลมหายใจออกมาส่งเต้าหู้เข้าปาก
“แต่ว่า” หญิงรับใช้ลังเลอยู่ชั่วครู่ “คุณหนูจวินหลอกเอาเงินจากตระกูลหนิงมาห้าพันตำลึงเจ้าค่ะ”
นายหญิงผู้เฒ่าฟางสำลักเต้าหู้ที่อยู่ในปาก ไอขึ้นมาอย่างรุนแรง
“ท่านแม่! ”
“นายหญิงผู้เฒ่า! ”
ฉับพลันในห้องวุ่นวายขึ้นมา
...........................................................................................
“นี่เรียกว่าหลอกได้อย่างไร?”
มองไปที่นายหญิงผู้เฒ่าฟางที่ยืนสอบถามอยู่ตรงหน้า คุณหนูจวินที่กำลังทานอาหารอยู่วางตะเกียบลง เช็ดปาก เสียงนุ่มละมุนเอ่ยขึ้น
“ตระกูลหนิงสัญญาแต่ทำไม่ได้ ติดหนี้คืนเงินก็เป็นเรื่องสมควร ถ้าจะพูดว่าหลอกเอาเงิน ก็เป็นตระกูลหนิงที่หลอกเอาเงินตระกูลจวินก่อน”
“ใช่แล้ว นายท่านผู้เฒ่าหนิงคนนั้นเอาเรื่องแต่งงานมาหลอกให้นายท่านผู้เฒ่าของพวกเรารักษาโรคให้เขา ใช้เงินของตระกูลเราไปตั้งมาก...ยังใช้เครื่องยาหายากของตระกูลเรา เครื่องยาใช่มั้ยนะเจ้าคะคุณหนู?” หลิ่วเอ๋อร์พองแก้มข้างหนึ่งพูดขึ้น “สรุปคือมูลค่ามหาศาล มีค่าควรเมือง หลังจากนั้นกลับตัดรอนทำไม่รู้จัก พวกเขาต่างหากหลอกเอาเงินตระกูลของพวกเรา”
นายหญิงผู้เฒ่าฟางแค่นจมูกทีหนึ่ง
ที่จริงตระกูลหนิงจะบอกว่าไม่รับรู้การหมั้นหมายครั้งนี้ นางก็ไม่แปลกใจ ในฐานะญาติผ่านการแต่งงานของตระกูลจวิน ทั้งยังอยู่ในแถบเดียวกับตระกูลหนิง สิบกว่าปีนี้ตระกูลฟางก็ไม่เคยรับรู้ว่าเจินเจินหลานสาวหมั้นหมายอยู่กับตระกูลหนิง
ลูกเขยลูกสาวล้วนไม่เคยพูด ลองจินตนาการดูก็รู้ได้ถึงความตกตะลึงของตระกูลฟางเมื่อตอนรับหลานสาวมาแล้วหลานสาวอยู่ดีๆ ก็พูดว่าตนเองกับตระกูลหนิงมีสัญญาหมั้นกัน
เมื่อถามรายละเอียดเพิ่มจากเจินเจิน นางก็บอกรายละเอียดไม่ได้ บอกแต่ว่าบิดาก่อนเสียบอกนางมา เพราะว่าจวินอิ้งเหวินล้มป่วยกะทันหัน จากไปก็กะทันหัน คำพูดยังไม่ทันสั่งเสียจบก็จากไปแล้ว
ขนาดรายละเอียดยังไม่รู้ ตอนนี้กลับพูดอะไรรักษาโรคใช้เงินไปมากมาย เครื่องยาล้ำค่าอะไร พวกนี้นางแต่งขึ้นมาตอนนี้น่ะสิ
“พูดจาเหลวไหลให้น้อยหน่อย ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นพวกเจ้าจะรู้ได้อย่างไร” นางเอ่ยขึ้น
“ตอนนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกคนต่างไม่รู้ จะบอกว่าพวกเราพูดจาเหลวไหลได้อย่างไร? ” คุณหนูจวินพูดขึ้นน้ำเสียงนิ่งสงบ
ความหมายของนางคือตระกูลหนิงก็กำลังพูดจาเหลวไหล
สองนายท่านผู้เฒ่าล้วนไม่อยู่แล้ว อดีตแท้จริงเกิดเรื่องราวอันใดขึ้นทำให้ทั้งสองคนเขียนสัญญาหมั้นกัน นายท่านผู้เฒ่าของทั้งสองตระกูลค่อนชีวิตที่เหลือก็ไม่เคยพูดถึง วันนี้รายละเอียดแท้จริงต่างไม่มีใครรู้
“ตระกูลหนิงบอกว่าเป็นคำพูดไม่จริงในวงสุรา ถึงขนาดพูดอีกว่าหนังสือหมั้นนี้ตระกูลจวินบีบบังคับให้เขียนขึ้น หรือคำกล่าวพวกนี้ของเขาไม่ใช่คำพูดเหลวไหล”
ตระกูลหนิงตั้งใจไม่ยอมรับการหมั้นหมายครั้งนี้ แน่นอนย่อมต้องบอกปัด คำพูดบอกปัดล้วนแต่เอาประโยชน์เข้าตัวเอง ส่วนจะจริงหรือเท็จใครจะสน ดังนั้นตระกูลหนิงบอกปัดได้ ตระกูลจวินก็ย่อมหาคำอธิบายที่เข้าข้างตัวเองได้
ทำเช่นนี้ ก็ไม่ได้ผิดอะไรนัก
นายหญิงผู้เฒ่าฟางเงียบไป นายหญิงใหญ่ที่ยืนอยู่หลังนายหญิงผู้เฒ่าในดวงตาปรากฏแววกังวล
“เจินเจิน พวกเขาพูดถึงท่านปู่ของเจ้าเช่นนี้เกินไปจริงๆ” นางว่าน้ำเสียงอ่อยโยน “เพียงแต่ก่อนหน้านี้มุ่งมั่นจะแต่งงาน วันนี้ถึงแต่งงานไม่ได้ แต่ก็ไม่ผูกแค้นกันจะดีกว่า”
คำเตือนนี้ของนาง นายหญิงผู้เฒ่าฟางเองก็คิดอยู่ ก่อนหน้านี้ตระกูลหนิงเมินเฉยทั้งยังแอบแพร่คำพูดร้ายกาจเกี่ยวกับตระกูลจวินและตระกูลฟาง แต่คุณหนูจวินมุ่งมั่นจะตีสนิทครอบครัวคู่หมั้น ไม่สนสิ่งใด ถึงกับเกลียดชังครอบครัวมารดาที่เป็นพ่อค้าถ่วงขาตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงดูหมิ่นพี่สาวของตัวเองต่อหน้าผู้คนมากมาย
ตอนนี้เพราะว่าตระกูลหนิงพูดประโยคหนึ่งว่าหนังสือหมั้นเป็นตระกูลจวินบีบบังคับให้เขียน ก็กลับบอกว่าตอนนั้นนายท่านผู้เฒ่าของตระกูลหนิงรักษาชีวิตใช้เครื่องยาราคาค่าควรเมืองของตระกูลจวินไป เงินที่ติดหนี้ยังไม่คืน นี่แสดงชัดว่าต้องการฉีกหน้าตระกูลหนิง
ไม่เป็นคู่หมั้น เช่นนั้นก็เป็นคู่แค้น เจ้าไม่ให้ข้าอยู่ดีมีสุข ข้าก็จะไม่ให้เจ้าอยู่ดีมีสุข
ทำอะไรไม่สนหน้าสนหลังเช่นนี้ เป็นการมุ่งจะตายไปพร้อมกันอยู่ไม่น้อย
คุณหนูจวินไร้ห่วงไร้อาวรณ์ ตายไปกับตระกูลหนิงได้ ตระกูลฟางไม่ได้ ต้องรู้ว่าเรื่องที่นางก่อขึ้นมาเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ตระกูลฟางต้องแบก
พูดจนสุดท้าย ก็ยังเป็นต้องการลากตระกูลฟางเข้ามาแสดงความโกรธให้นาง
ใบหน้าของนายหญิงผู้เฒ่าฟางเฉยชาขึ้นมาอีกครั้ง คุณหนูจวินยิ้ม
“ท่านป้า วันนี้มาพูดให้ไม่ผูกแค้นก็สายไปแล้ว” นางกล่าวขึ้น “ตั้งแต่ตระกูลหนิงบอกไม่แต่งงานนาทีนั้นแค้นก็ผูกขึ้นแล้ว”
นายหญิงใหญ่ฟางถอนหายใจ
“เจินเจิน บนโลกนี้เรื่องมากมายที่ทำอะไรไม่ได้ ต่อให้ไม่มีตระกูลหนิง พวกเราก็หาการแต่งงานดีๆ อื่นให้เจ้าได้ ทำไมเจ้าจะต้องเอาตระกูลหนิงให้ได้ เจ้าเป็นเด็กสาวที่ดี ไม่จำเป็นต้องโดนคนปฏิบัติอย่างดูแคลนเช่นนั้น” นางเอ่ย “ขอเพียงเจ้าปล่อยวาง ก็ไม่มีแค้นแล้ว”
“ท่านป้า เมื่อข้ายอมคืนหนังสือหมั้น ก็ปล่อยวางไปแล้ว แต่ว่าตระกูลหนิงไม่ปล่อย” เสียงละมุนของคุณหนูจวินเอ่ยขึ้นแช่มช้า
ตระกูลหนิงไม่ปล่อย?
นายหญิงใหญ่ฟางชะงักไปครู่หนึ่ง
“เมื่อครึ่งปีก่อนตอนที่ข้าไปเยือนถึงบ้านพูดเรื่องแต่งงาน ตั้งแต่นาทีนั้นในสายตาของพวกเขา ข้าก็กลายเป็นคู่แค้นของพวกเขาแล้ว” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น “เป็นศัตรูที่จะทำลายอนาคตของบุตรชายของพวกเขา ทำลายชื่อเสียงขาวสะอาดของตระกูลหนิง ต่อให้สุดท้ายแล้วข้าถอนหมั้น การหมั้นหมายนี้เป็นโมฆะ ตัวข้ายังมีชีวิตอยู่วันหนึ่ง ก็ย้ำเตือนพวกเขาว่ามีเรื่องนี้อยู่ นอกจากข้าแต่งงานไปจริงๆ ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจคลี่คลายได้”
ด้วยนิสัยชอบก่อเรื่องของคุณหนูจวิน ตระกูลหนิงย่อมต้องป้องกัน ใครจะรู้ว่านางจะโดดออกมาก่อเรื่องเมื่อไร
นายหญิงใหญ่ฟางย่อมรู้ดี ดังนั้นนางจึงคิดวิธีที่จะทำให้ตระกูลหนิงวางใจไว้แล้ว
“เจินเจิน เจ้าคิดมากไปแล้ว” นางพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน “ในเมื่อเจ้าปล่อยวางแล้ว เรื่องก่อนหน้าค่อยๆ พูดกับตระกูลหนิงดีๆ ก็คลี่คลายได้แล้ว คู่แค้นควรคลี่คลายไม่ควรผูก งานแต่งงานนี้แต่งไม่สำเร็จ แค้นก็ผูกไม่สำเร็จ ขอเพียง...”
“ขอเพียงข้าสงบคำนิ่งเฉยเจียมตัวเคารพสินะ” คุณหนูจวินต่อคำพูดของนาง
เสียงนุ่มละมุนของนางฟังแล้วไพเราะและอ่อนหวาน
นายหญิงใหญ่ฟางถึงเพิ่งสังเกตว่าพูดกันมานานขนาดนี้ คุณหนูจวินกลับไม่มีทีท่าเหมือนก่อนหน้า มองเห็นพวกนางก็หงุดหงิด ขึ้นเสียงแหลม ให้คนที่ได้ยินรำคาญ
นางรักษาความเร็วคำพูดเช่นนี้มาตลอด ไม่ว่าพวกนางจะพูดเกลี้ยกล่อมหรือพูดคัดค้าน ล้วนไม่หงุดหงิดไม่โกรธ ใจนิ่งสงบ จนถึงตอนนี้ถึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็นร้อนรน กลับยิ่งนิ่ง
ทว่าสงบคำนิ่งเฉยเจียมตัวเคารพคำไม่กี่คำนี้ก็แสดงว่านางโกรธและจะก่อเรื่องแล้ว
นายหญิงใหญ่ฟางเม้มปาก
“เจินเจิน ไม่ผูกแค้นก็ไม่ใช่เป็นการสงบคำนิ่งเฉย” นางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงมีแววอับจนปัญญาอยู่บ้าง “โลกใบนี้หลายเรื่องไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น...”
คุณหนูจวินพูดขัดนางอีกครั้ง
“ท่านป้า ข้ารู้ว่าเรื่องมากมายไม่ได้ง่ายดายมีเพียงผิดถูกดำขาว แต่เรื่องนี้ง่ายดาย” นางกล่าวขึ้น เสียงยังคงละมุนเหมือนก่อน “เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของข้า และไม่ใช่ความผิดของตระกูลจวิน แต่เป็นความผิดของตระกูลหนิง” นางพูดถึงตรงนี้ก็ยิ้มขึ้นมา
“ทุกคนคงลืมจุดนี้ไปแล้ว แต่ข้าไม่ลืม”
……………………………………….