หวนชะตารัก: Chapter 019 ตอนที่ 19
บทที่ 19 ส่งนางออกไป
ประวัตความเป็นมาของหมอเทวดาไม่แน่ชัด ไม่มีใครรู้ว่าบ้านของเขาอยู่แห่งหนใด หลายสิบปีมานี้ไปมาอยู่ไม่เป็นที่ คนไม่รู้ว่าเขาจะมาจะไป บางครั้งคนที่มีโรคร้ายลำบากพบกับเขาเข้าถูกช่วยให้รอดมาได้ ชื่อเสียงของหมอเทวดาก็แพร่ออกมาด้วยประการเช่นนี้ ความหมายก็คือพบหมอเทวดาจางราวกับพบเทพเซียนเช่นนั้น ทั้งหาไม่พบง่ายๆ แต่เมื่อพบจากตายก็กลับมาเป็นได้
ตอนแรกฮ่องเต้พระองค์ก่อนเคยเชิญเขามารักษาโรคร้ายให้องค์รัชทายาท ต้องขอบคุณฝีมือการรักษาของหมอเทวดาจาง รัชทายาทถึงอยู่ดีมาได้นานปีขนาดนี้ เสียดายก็แต่ตอนนั้นรั้งหมอเทวดาจางให้อยู่ที่สำนักแพทย์หลวงไม่สำเร็จ ไม่เช่นนั้นองค์รัชทายาทก็คงไม่สิ้นพระชนม์ไป
ตั้งแต่ออกจากเมืองหลวง หมอเทวดาจางเดินทางไปทั่วทุกสารทิศ หลายปีมานี้ยิ่งไร้ข่าวคราว
พวกนางตามหาหมอเทวดาจางมาหลายปีแล้วแต่ตลอดมาก็หาไม่พบ ถ้าไม่ใช่มีคนมากมายถึงเพียงนั้นได้รับความเมตตาจากหมอเทวดาจางมาจริงๆ พวกนางคงสงสัยว่าบนโลกนี้มีคนผู้นี้อยู่จริงหรือ
นายหญิงใหญ่ฟางยังคงมีสีหน้าสิ้นหวังเหมือนเก่า
“ท่านแม่ หมอเทวดาจางจะรักษาเฉิงอวี่ได้จริงหรือ?” นางพึมพำพูดขึ้น
“ได้ ต้องได้” นางหญิงผู้เฒ่าฟางพูดเด็ดขาด “ข้าเชื่อว่าสวรรค์ย่อมไม่ตัดหนทางคน”
พูดมาถึงตรงนี้ก็ชะงักไป สีหน้าของนายหญิงผู้เฒ่าฟางตะลึงขึ้นมานิดหนึ่ง
นางเชื่อว่าสวรรค์ย่อมไม่ตัดหนทางคน นั่นไม่ใช่เชื่อว่าสวรรค์ย่อมไม่อยุติธรรมถึงเพียงนั้นหรือ?
ไม่ใช่ว่านางเชื่อว่าสวรรค์ไร้ความยุติธรรมมาตั้งนานแล้วหรือ?
“ไม่ ข้าเชื่อว่าสวรรค์มีความยุติธรรม”
ข้างหูของนางได้ยินคำพูดของเด็กสาวคนนั้น จึงหัวเราะเยาะหยันขึ้นมาทันที
ก็มีแต่เด็กโง่แบบนั้นถึงจะเชื่อคำพูดเช่นนี้ ทำไมนางไร้เดียงสาตามไปเสียได้
“แพทย์หลวงที่ท่านลุงซ่งเชิญมาบอกว่าเฉิงอวี่ดีขึ้นมากแล้ว เขาก็เคยพบหมอเทวดาจาง จึงบอกว่าถ้าหากเป็นหมอเทวดาจางต้องมีวิธีแน่” นางทิ้งความคิดพวกนั้นไป เอ่ยปลอบนายหญิงใหญ่ฟาง “เจ้าต้องทำให้ตัวเองมีกำลังใจขึ้นมา อย่าเป็นแบบนี้ต่อหน้าเฉิงอวี่ ให้ใจเขายิ่งทุกข์ เขาทุกข์มามากแล้ว”
เมื่อพูดถึงบุตรชาย นายหญิงใหญ่ฟางสีหน้าก็อ่อนโยนเปี่ยมความรัก
“เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว” นางกล่าวขึ้น “เฉิงอวี่ เขารู้ความนัก”
รู้ความนัก สามคำนี้ทำให้นางหญิงเฒ่าฟางยิ้มขื่นขึ้นมาบางๆ แต่นางไม่ได้พูดอะไรอีก
“ตอนนี้เรื่องด่วนที่ต้องจัดการก็คือจวินเจินเจิน” นางหน้าเคร่งพูดขึ้น “เจ้าก็ไม่ต้องไปพูดเรื่องพวกนี้กับนาง พูดไปนางก็ไม่เข้าใจ กลับกันสมองทึมทึบอาจคิดว่าใช้เรื่องนี้มาบีบพวกเราให้ไปหาเรื่องตระกูลหนิงได้”
คุณหนูจวินเป็นคนที่คิดเช่นนั้นทำเช่นนั้นได้จริงๆ นายหญิงใหญ่ฟางคิดแล้วก็ขานรับคำ
“ต่อไปไม่อนุญาตให้นางออกไปข้างนอก ไม่อนุญาตให้พวกคนรับใช้ในบ้านพูดกับนาง” นายหญิงผู้เฒ่าฟางพูดขึ้นมาอีก
นี่ไม่ใช่จะกักบริเวณจวินเจินเจินหรือ? นายหญิงใหญ่ฟางลำบากใจเล็กน้อย
“เกรงว่าเจินเจินนางคงไม่ยอม” นางพูดขึ้น
เมื่อก่อนปล่อยให้นางทำตามใจในบ้านยังไม่พอใจมากมาย ตอนนี้จะกักบริเวณนาง สำหรับจวินเจินเจินนี่เกรงว่าจะเป็นการดูหมิ่นเท่าฟ้า ต้องโวยวายเป็นแน่
“เมื่อก่อนก็คือเมื่อก่อน เมื่อก่อนเพราะเชื่อว่านางมีสัญญาหมั้นกับตระกูลหนิง เห็นแก่หน้าของตระกูลหนิง ก็เท่านั้น” นายหญิงผู้เฒ่าฟางพูดขึ้นเย็นชา “ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว”
ตอนนี้จวินเจินเจินไม่มีที่ไปอีกแล้ว เป็นเพียงเด็กสาวกำพร้าที่รับเลี้ยงอยู่ในตระกูลฟางของพวกเขา ลงโทษสั่งสอนย่อมล้วนแต่พวกเขาตัดสิน
นายหญิงใหญ่ฟางกุมถ้วยชาในมือ
“เรื่องที่เจินเจินหลอกเอาเงินตระกูลหนิงในเมืองเริ่มมีคนเล่าลือกันแล้ว” นางเอ่ยขึ้นมากะทันหัน
นายหญิงผู้เฒ่าฟางมองมาที่นาง
“ในเมือง?” นางถามขึ้น
ก่อนหน้านี้หญิงรับใช้คนนั้นได้ยินจากที่หมู่บ้านเป่ยหลิวตระกูลหนิงบอกว่าจวินเจินเจินหลอกเอาเงินห้าพันตำลึงมา แต่เรื่องนี้ไม่ควรแพร่ออกมาเร็วถึงเพียงนี้ นอกเสียจากว่าตระกูลหนิงจงใจ
คิดถึงตรงนี้ สีหน้านายหญิงผู้เฒ่าฟางยิ่งเคร่งเครียด อดคิดถึงประโยคที่จวินเจินเจินพูดประโยคนั้นไม่ได้
ตอนนี้ไม่ใช่นางคิดอย่างไร แต่เป็นตระกูลหนิงยอมหรือไม่ยอมปล่อยวาง
พูดตามเหตุผลในเมื่อการแต่งงานยกเลิกไปแล้ว ทุกคนปิดปากไม่พูดถึงอีก แม้จะยากเลี่ยงคนวิพากษ์วิจารณ์ แต่ทั้งสองฝ่ายต่างควรปฏิเสธและอธิบาย เรื่องนี้ก็จะค่อยๆ เงียบไป แต่ตระกูลหนิงตอนนี้ไม่เพียงไม่อธิบาย กลับกันนำเรื่องที่จวินเจินเจินเอาเงินไปมาประกาศไปทั่ว
“เห็นทีความแค้นนี้ตระกูลหนิงจะยึดไว้ไม่ยอมวางแล้ว” นางเอ่ยขึ้น
นายหญิงใหญ่ฟางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“ท่านแม่ ที่เจินเจินพูดก็ถูก ก่อนนี้นางก่อเรื่องไว้ร้ายกาจ แม้ตอนนี้จะคืนหนังสือหมั้นไปแล้ว แต่ตระกูลหนิงไม่อาจไม่ป้องกัน” นางเอ่ยขึ้น “เปลี่ยนเป็นพวกเราก็ต้องทำเช่นนี้”
นายหญิงผู้เฒ่าฟางยิ้นเหยียด
“นี่จะบีบคนให้หมดหนทางแล้ว” นางพูดขึ้น มีแววเศร้าปนโกรธอยู่หลายส่วน “นางก็เป็นแค่เด็กสาวกำพร้า”
นายหญิงใหญ่ฟางรีบลุกขึ้น
“ท่านแม่ ข้าคิดว่าตระกูลหนิงอาจจะเข้าใจผิดอยู่” นางเอ่ยขึ้น “คิดว่าเจินเจินทำแบบนี้เป็นความตั้งใจของตระกูลฟางของเรา กับเจินเจินพวกเขาย่อมไม่ต้องป้องกัน แต่ตระกูลฟางของพวกเราอย่างไรก็เป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง”
นายหญิงผู้เฒ่าฟางเงียบไป
“ถ้าอย่างนั้นพวกนางคิดจะเอาอย่างไร?” นางหัวเราะหยันขึ้น “ยังคิดให้หญิงเฒ่าอย่างข้าคนนี้ไปคุกเข่าให้พวกเขาหรือ?”
นายหญิงใหญ่ฟางหลุบสายตาลง
“ท่านแม่ ไม่สู้หาครอบครัวดีๆ ให้เจินเจินแต่งงานเถอะ” นางกล่าวขึ้น
คำพูดออกจากปาก สายตาคมกริบของนายหญิงผู้เฒ่าฟางพลันมองมาที่ตัวนาง นายหญิงใหญ่ฟางก้มศีรษะนิ่งไม่ขยับ
“...เจินเจินพูดว่าคิดตกแล้ว เพียงแต่ที่สุดอยู่ในโลกใบเดียว เงยหน้าไม่เจอก้มหน้าก็เจอ มากคนมากความคิด เวลานานไปในใจที่สุดย่อมสั่งสมเป็นความแค้น หาคู่ครองสักคนเร็วเสียหน่อย ประการที่หนึ่งมีเรื่องมงคลมาปัดเป่าโชคร้ายพักนี้ ประการที่สองเจินเจินก็จะได้ลืมเรื่องตระกูลหนิงให้หมดสิ้น” นางพูดต่อเสียงละมุน “ประการที่สามตระกูลหนิงก็จะได้วางเรื่องนี้ลงได้หมดสิ้น”
ที่จริง ที่สำคัญที่สุดก็คงเพื่อข้อที่สามสินะ
เรื่องมาจนถึงวันนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ตระกูลฟางถูกตระกูลหนิงมองอย่างมาดร้ายตั้งท่าป้องกัน พวกนางก็มีแต่ต้องแสดงท่าทีแล้ว
เพียงแต่จวินเจินเจินที่เป็นเช่นนี้จะแต่งงานกับคนดีๆ ก็คงยากแล้ว ทั้งเงื่อนไขที่ต้องบรรลุอย่างแรกก็คือที่ต้องแต่งไปที่ไกล
หลานสาวคนนี้ถึงจะเลวร้ายกำเริบเสิบสาน แต่ก็เป็นเลือดเนื้อเพียงคนเดียวที่ลูกสาวทิ้งไว้ นางปกป้องไม่ได้ทั้งยังต้องผลักออกไป
มือของนายหญิงผู้เฒ่าฟางบนหัวเข่ากำแน่น มองลูกสะใภ้ที่ก้มหน้าอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง สีหน้าหลากหลายอารมณ์ปนเป
ตนเองยิ่งชราลงทุกวัน หลานชายก็เป็นเสียแบบนี้ ตระกูลฟางนี้เห็นได้ชัดว่ามีแต่ต้องส่งต่อให้มือของลูกสะใภ้คนนี้แล้ว ทำกิจการเกี่ยวกับเงิน เปิดร้านแลกเงินกิจการเกี่ยวกับเงินที่ไร้หัวใจ ไม่ใช่เรื่องง่าย นางเป็นห่วงลูกสะใภ้ผู้เมตตาขี้ใจอ่อนนิสัยอ่อนโยนคนนี้มาตลอด ตอนนี้ดูแล้วกลับเป็นนางเองที่ใจอ่อนเกินไป
ลูกสะใภ้คนนี้ไม่เคยลืมและเตือนทุกคนเสมอว่าจวินเจินเจินเป็นหายนะ ตอนนี้ในที่สุดก็ได้เวลาลงดาบกำจัดภัยหายนะ ไม่มีใครจะคัดค้านนาง กลับกันยังจะชื่นชมนาง
ลูกสะใภ้คนนี้ไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดนั้นเหมือนที่ตนกังวล จัดการกับหลานสาวของตนไม่มีลังเลยแม้แต่นิด นายหญิงผู้เฒ่าฟางพูดไม่ถูกว่าควรจะยินดีหรือเศร้าใจ
แต่จะทำอย่างไรได้เล่า? ตอนนี้สถานะของตระกูลฟางอันตรายจริงๆ จวินเจินเจินคนนี้ก็นอกคอกชวนให้คนปวดใจ เก็บนางไว้ที่บ้านเป็นหายนะอย่างแท้จริง
เพื่อตระกูลฟาง มีแต่ต้องทอดทิ้งคนที่ไม่ใช่คนตระกูลฟางแล้ว
ผู้หญิงตระกูลฟางมีแต่ต้องไร้หัวใจ ชีวิตถึงจะเดินต่อไปได้ ตระกูลฟางถึงจะไม่ล้ม
“ซู่เหนียง เจ้าทำได้เช่นนี้ ข้าวางใจแล้ว” นายหญิงผู้เฒ่าฟางในที่สุดก็ถอนใจออกมา นั่งตัวตรงพูดออกมาช้าๆ
……………………………………….