หวนชะตารัก: Chapter 014 ตอนที่ 14
บทที่ 14 ความยุติธรรมไม่อาจถูกย่ำยี
ในเมื่อมีหนังสือหมั้นก็แสดงว่าการหมั้นหมายระหว่างตระกูลจวินกับตระกูลหนิงเป็นเรื่องจริง ไม่ว่าจะพูดอย่างไร การที่ตระกูลหนิงไม่ยอมรับการหมั้นหมายครั้งนี้ก็เป็นการตระบัดสัตย์
ทุกคนราวกับว่าลืมข้อนี้ไปแล้วโดยสิ้นเชิง ต่างพากันหัวเราะไม่ก็ตำหนิการก่อกวนของคุณหนูจวิน ที่จริงการก่อกวนเหล่านี้ของคุณหนูจวินแท้จริงก็สมควรด้วยเหตุผล
เพียงแต่ว่าคุณหนูจวินกับตระกูหนิงแตกต่างกันเกินไป ความไม่เหมาะสมนี้ทำให้คุณหนูจวินในสายตาของทุกคนไร้เหตุผล
ขณะที่คุณหนูจวินพูดสายตาก็มองพวกนางทั้งสองคน ทุกคนที่ว่านี้ย่อมรวมนายหญิงผู้เฒ่าฟางกับนายหญิงใหญ่ฟางด้วย
ดูแล้วแค้นที่ตระกูลฝ่ายมารดาไม่ช่วยเหลืออยู่เต็มอก
นายหญิงใหญ่ฟางถอนหายใจ
“เจินเจิน ไม่ใช่พวกเราไม่ช่วย เรื่องนี้เป็นตระกูลหนิงผิดก่อนก็จริง แต่เจินเจิน ถ้าเจ้ายังทะเลาะต่อไปย่อมไม่ดีกับตัวเจ้าอย่างมาก จากถูกก็จะกลายเป็นผิด” นางกล่าวขึ้น
คุณหนูจวินส่ายศีรษะ
“ไม่ ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด ข้าไม่เชื่อว่าถูกจะเปลี่ยนเป็นผิด ผิดจะเปลี่ยนเป็นถูก” นางเอ่ยขึ้น “ข้าเชื่อว่าสวรรค์มีความยุติธรรม”
ไม่เช่นนั้นทำไมนางถึงยังไม่ตาย? ทำไมยังยังมีชีวิตอยู่ นั่นก็เพราะสวรรค์รู้ว่าไม่ยุติธรรม ต้องการให้นางมีชีวิต ให้นางกลับมาทวงความยุติธรรม
เมื่อได้ยินประโยคนี้ นายหญิงผู้เฒ่าฟางที่เงียบไม่พูดจามาโดยตลอดก็แค่นเสียงหัวเราะขึ้นมา
“สวรรค์ยุติธรรมหรือ? เช่นนั้นเจ้าก็รอดูว่าสวรรค์ยุติธรรมอย่างไรเถอะ” นางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงประชดชัดเจน
คำพูดที่พูดออกมาประชดประชัน แต่ดวงตาของนางโศกเศร้า ริมฝีปากสั่นเหมือนต้องการจะพูดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็หยุดไป
มือของนายหญิงใหญ่ฟางวางลงบนหัวไหล่ของนาง
“ท่านแม่ ควรกลับไปดื่มยาได้แล้วเจ้าค่ะ” นางพูดขึ้นเบาๆ ดวงตาก็มีความโศกเศร้าอยู่หลายส่วนเหมือนกัน
คุณหนูจวินเหลือบมองสีหน้าของพวกนาง
“ข้ารู้บางครั้งความยุติธรรมของสวรรค์ก็มองออกไม่ง่าย” นางเอ่ยขึ้น “แต่ตัวข้าเองต้องเชื่อก่อน ถ้าหากแม้แต่ตัวข้าเองยังไม่เชื่อ ความยุติธรรมของสวรรค์ยังมีความหมายอะไร”
นายหญิงผู้เฒ่าฟางหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง ไม่เอ่ยคำใดลุกขึ้นยืน คุณหนูจวินก็ลุกขึ้นยืน
“ข้าถอนหมั้นกับตระกูลหนิงแล้ว แต่นี่ไม่ได้แสดงว่าตระกูลหนิงเป็นฝ่ายถูก ส่วนข้าเป็นฝ่ายผิด ข้ายิ่งไม่อาจก้มหัวเอาอกเอาใจเพื่อปรองดองกับตระกูลหนิง” นางกล่าวต่อไป “ที่ข้าบอกว่าปล่อยวางแล้วคือการแต่งงานเข้าตระกูลหนิง แต่ไม่ใช่บุญคุณระหว่างท่านปู่ของข้ากับตระกูลหนิง จะเอาหนังสือหมั้นไปไม่เป็นไร แต่ก็ต้องเอาเงินมาแลก นั่นเป็นสิ่งตอบแทนบุญคุณที่ท่านปู่ของข้าสมควรได้รับ ไม่ใช่สิ่งที่รุ่นหลังเช่นข้าจะตัดสินใจละทิ้งเองได้ และข้าย่อมไม่อาจให้พวกเขาว่าร้ายไปถึงท่านปู่”
คำพูดนี้ของนางหมายความว่าอย่างไร? เพื่อท่านปู่ของนาง?
ถ้าพูดเช่นนี้แล้ว ตลอดมาที่นางก่อเรื่องพวกนั้นไม่ใช่เพื่อตัวเองจะได้แต่งงานเข้าไปในตระกูลหนิงเสวยสุข แต่เพื่อตอบแทนบุญคุญของท่านปู่ของนาง?
แววตาโศกเศร้าของนายหญิงผู้เฒ่าฟางและนายหญิงใหญ่ฟางสลายไป มีแต่ความตะลึงงันเข้ามาแทน
พูดจาเหลวไหลใช่มั้ย?
นายหญิงผู้เฒ่าฟางอย่างไรก็อยู่มานานแล้วสงบอารมณ์ลงได้ก่อน เรื่องอดีตก็ให้เป็นอดีตไป พูดจาสวยหรูอ้างยึดมั่นคุณธรรมก็ไม่มีประโยชน์ ละครกระจอกพวกนี้อย่าได้คิดหลอกลวงนาง
“เช่นนั้นเจ้าคิดจะเอายังไง? ยังจะมีเรื่องกับตระกูลหนิงต่อไปหรือ?” นางถามขึ้นตรงๆ
“ท่านยาย ข้าพูดไปแล้ว ตอนที่ข้ายอมคืนหนังสือหมั้น ข้าก็ปล่อยวางลงแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่ข้าคิดจะเอายังไง แต่เป็นตระกูลหนิง” คุณหนูจวินพูดขึ้นเสียงละมุน
“เจ้าหมายความว่ายังไงกันแน่” นายหญิงใหญ่ฟางอดรนทนไม่ไหวถามขึ้นมา
เมื่อก่อนคุณหนูจวินโวยวายร้องไห้เสียงแหลมคนฟังคำพูดนางไม่เข้าใจ ตอนนี้คุณหนูจวินตั้งแต่ต้นจนจบพูดเสียงนุ่มละมุนไม่โวยวาย แต่ทำไมนางก็ยังฟังไม่เข้าใจ?
“ความหมายของคุณหนูตระกูลข้า เจ้าทำไมยังฟังไม่เข้าใจ? ความหมายก็คือตระกูลหนิงไม่หาเรื่องคุณหนูของข้า คุณหนูของข้าย่อมไม่สนใจพวกเขา” หลิ่วเอ๋อร์แค่นจมูกพูดขึ้น “ถ้าพวกเขาหาเรื่องคุณหนูของข้า ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามาโทษคุณหนูตระกูลข้าไม่เกรงใจ”
โอ๊ยโย๋ โฮ่
นายหญิงใหญ่ฟางแทบหลุดหัวเราะ
ช่างพูดจาใหญ่โตดีจริง นางคิดจะไม่เกรงใจตระกูลหนิงอย่างไรกัน?
แต่แน่นอนว่าคำถามนี้นายหญิงใหญ่ฟางไม่ถามออกมา นางจะทำตัวเช่นเดียวกับเด็กไม่รู้ความคนหนึ่งได้อย่างไร
“ดี เจินเจินเจ้าคิดได้เช่นนี้ ก็ดีแล้ว” นางเม้มปาก ท่าทีวางใจไปหลายส่วน “ก็เป็นเช่นนี้ พวกเราน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง ต่อไปทางใครทางมัน”
คุณหนูจวินไม่พูดเพียงพยักหน้า นายหญิงใหญ่ฟางประคองนายหญิงผู้เฒ่าฟาง
“ท่านแม่ ถามชัดเจนแล้ว ก็วางใจได้แล้ว” นางเอ่ยขึ้น “เจินเจินยังไม่ได้ทานอาหารเลย ท่านก็ควรทานยาได้แล้วเจ้าค่ะ”
นายหญิงผู้เฒ่าฟางมองคุณหนูจวินทีหนึ่ง สีหน้าหลากอารมณ์ แต่ไม่ได้พูดอะไรอีกหมุนตัวเดินจากไป
คุณหนูจวินยอบกายส่ง มองพวกนางเดินออกจากประตูเรือนไป
นายหญิงผู้เฒ่าฟางเดินก้าวเท้าว่องไว เดินไปได้ครู่หนึ่งถึงผ่อนเท้าเดินช้าลง หันหน้าไปมองนายหญิงใหญ่ฟาง
“ท่านแม่” นายหญิงใหญ่ฟางรีบก้าวไปข้างหน้าหลายก้าวฟังคำสั่ง
นายหญิงผู้เฒ่าฟางสีหน้าพิกลอยู่บ้าง จะพูดแล้วก็หยุดไป
“เจ้าหาหมอคนหนึ่งมาตรวจนางหน่อย” นางกดเสียงเบาเอ่ยขึ้น ชี้ไปด้านหลังร่าง
นั่นเป็นทิศที่คุณหนูจวินอยู่
คนดีๆ อยู่ตรวจสิ่งใด?
นายหญิงใหญ่ฟางไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่สีหน้าไม่แสดงออกแม้แต่นิด พยักหน้าส่งเสียงขานรับโดยไม่มีลังเล
“ถึงบอกว่าผูกคอเล่นละครสร้างเรื่อง แต่เด็กอย่างไรก็ไม่รู้จักหนักเบา ก็ควรตรวจดูให้ดี” นางพูดเสียงเบา
นายหญิงผู้เฒ่าส่ายหน้า แล้วยื่นมือชี้ไปที่ศีรษะตน
“อย่างอื่นช่างเถอะ ที่สำคัญคือให้หมอตรวจดู” นางเอ่ยขึ้น “ดูว่าตรงนี้บาดเจ็บหรือเปล่า”
นายหญิงใหญ่ฟางหลุดหัวเราะ
“ท่านแม่ ท่านคิดอะไรน่ะเจ้าคะ” นางเอ่ยขึ้น
นายหญิงผู้เฒ่าฟางขมวดคิ้ว
“เจ้าไม่รู้สึกว่าตอนนี้นางเปลี่ยนไปแปลกพิกลรึ?” นางถามขึ้น
“ท่านแม่ เจินเจินนางมักทำให้คนคิดไม่ถึง” นายหญิงใหญ่พูดอ้อมๆ
ใช้แล้ว นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนเด็กสาวคนนี้ทำให้ตะลึง
คิดถึงตอนที่ตั้งตาคอยหลานสาวที่รับมา ยังไม่ทันที่ความรู้สึกโศกเศร้าระคนยินดียามพบหน้าเด็กสาวที่ถอดพิมพ์มาจากลูกสาวจะเกิดขึ้น ก็ถูกความหยาบคายไร้มารยาทรวมถึงความใจจืดใจดำเห็นแก่ตัวไร้สำนึกของเด็กสาวทำให้ตะลึงงันแล้ว
นางคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่าหลานสาวคนนี้ทำไมโตมาเป็นแบบนี้ได้ คงมีแต่สมองเสียไปแล้วเท่านั้นถึงโตขึ้นมาเป็นแบบนี้
นายหญิงผู้เฒ่าฟางเงียบไป
คนที่สมองเสียไปแล้วทำเรื่องอะไรแปลกพิกลยังจะมีอะไรน่าแปลกอีก ใครจะรู้ว่าตั้งใจจะทำอะไรอีก
“เรียกหมอมาตรวจดูนางหน่อย พวกเราเมตตาทำสิ่งที่สมควรก็เท่านั้น” นางเอ่ยขึ้น “ฝั่งตระกูลหนิงนั่น เจ้ายังต้องเสียแรงขบคิดอีกมาก”
ไม่พูดถึงจวินเจินเจินอีก
นายหญิงใหญ่ฟางขานรับหนึ่งคำ พูดเรื่องที่จัดการไว้เสียงเบาประคองนายหญิงผู้เฒ่าจากไป
.........................................
“รบกวนเวลาคุณหนูทานอาหาร อาหารเย็นหมดแล้ว ยังต้องทำใหม่อีก”
หลิ่วเอ๋อร์บ่นพลางให้บรรดาสาวใช้มายกอาหารออกไป
คุณหนูจวินนั่งอยู่ในห้องทำงานพลิกดูหนังสือบนชั้นวางหนังสือ หนังสือพวกนี้ล้วนเป็นของใหม่ เห็นได้ชัดว่าเป็นตระกูลฟางซื้อหามาเพิ่มให้คุณหนูจวิน อีกทั้งยังไม่ได้เปิดมานานแล้ว
“คุณหนู ท่านหาสิ่งใดเจ้าคะ?” หลิ่วเอ๋อร์เข้ามาถาม
“ข้าไม่ได้หาสิ่งใด ข้ากำลังคิดเรื่องราว” คุณหนูเอ่ยขึ้น วางหนังสือในมือลง
“คุณหนูยังคิดถึงคุณชายสิบตระกูลหนิงหรือเจ้าคะ?” หลิ่วเอ๋อร์เอ่ยถามสีหน้ากังวล
คุณชายสิบตระกุลหนิง
ตรงหน้าคุณหนูจวินภาพแจ่มชัดของเด็กหนุ่มลอยขึ้นมา
อายุราวสิบแปดสิบเก้าปี รูปร่างสูงผอม หน้าตาโดดเด่น สวมชุดสีขาว ชายแขนเสื้อปักลายกล้วยไม้
ความทรงจำนี้เป็นตอนที่ได้เห็นชั่วแวบตอนเทศกาลโคมไฟวันที่สิบห้าเดือนแปดเหลือทิ้งไว้ ยังจดจำได้ชัดเจนแม้กระทั่งลายปักบนเสื้อผ้า
เด็กคนนี้นี่ ผู้ชายที่เป็นคนนอก รายละเอียดเล็กน้อยถึงเพียงนี้ยังจำสลักลึกในใจ แต่ตระกูลฝ่ายมารดาของตนกลับว่างเปล่า
“ไม่ใช่ ต่อไปไม่คิดถึงเขาแล้ว” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น “ข้ากำลังคิดถึงเรื่องท่านตากับท่านลุง”
หลิ่วเอ๋อร์ส่งเสียงว่าเข้าใจ
“เรื่องนั้นมีอะไรให้คิดกันเจ้าคะ ก็ตายไปหมดแล้ว” นางพูดอย่างไม่สนใจ
“ตายอย่างไรหรือ?” คุณหนูจวินถามขึ้น
หลิ่วเอ๋อร์ลูบจมูก
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ อย่างไรก็ตายแล้วนี่เจ้าคะ” นางเอ่ยตอบ
ตายก็มีวิธีตายมากมายหลายแบบนะ คุณหนูจวินปลงตกอยู่บ้าง
“คุณหนู ท่านอยากรู้เรื่องนี้หรือเจ้าคะ?” หลิ่วเอ๋อร์รีบถามขึ้น
“ใช่แล้ว เจ้าไปสืบดูหน่อยสิ” คุณหนูจวินพูด
หลิ่วเอ๋อร์ยิ้ม
“ยังต้องไปสืบสิ่งใด” นางเอ่ยขึ้น หันกายไปทางด้านนอกตะโกนเรียกคนเข้ามา แล้วก็หันมายิ้มเบิกบานให้คุณหนูจวิน “คุณหนู ท่านอยากรู้สิ่งใดแค่ถามก็พอแล้ว”
คุณหนูจวินหลุดหัวเราะ มองสาวใช้สองคนนอกประตูที่เดินเข้ามาตามเสียงเรียก
นั่นสินะ คุณหนูจวินอยู่ที่ตระกูลฟางไม่จำเป็นต้องระมัดระวัง อยากจะรู้สิ่งใดถามก็พอ นี่ยังนับว่าเป็นการเห็นค่าพวกนาง
……………………………………….