หวนชะตารัก: Chapter 015 ตอนที่ 15
บทที่ 15 เรื่องของตระกูลฟาง
ตระกูลฟางบรรพบุรุษอยู่ที่ซานตง สายตระกูลฝั่งคุณตาทวดของคุณหนูจวินค้าขายเครื่องหอมอยู่ที่เมืองเจ๋อโจว แล้วตั้งรกรากลงที่อำเภอหยางเฉิง
หลังจากคุณตาทวดร่ำรวยขึ้นมาก็คิดขยายกิจการ แต่เมืองหยางเฉิงส่วนใหญ่ทำกิจการเหมืองถ่านหิน คนนอกอย่างตระกูลฟางไม่อาจสอดมือเข้าไปได้ คุณตาทวดจึงหาทางอื่น ขอลูกสาวของตระกูลเฉาแห่งอำเภอฉีให้แก่บุตรชาย แล้วยืมกำลังเปิดร้านแลกเงินเต๋อเซิ่งชาง
ด้วยความช่วยเหลือของตระกูลพ่อตา บวกกับท่านตาทวดชำนาญบริหาร เวลาไม่กี่ปีก็บริหารเต๋อเซิ่งชางให้กลายเป็นร้านแลกเงินอันดับหนึ่งอันดับสองได้ กลายเป็นเศรษฐีของอำเภอหยางเฉิงไปจนถึงเมืองเจ๋อโจว
หลังคุณตาทวดของคุณหนูจวินจากโลกนี้ไป กิจการก็ได้บุตรคนโตฟางโส่วอี้สืบทอด ซึ่งก็คือคุณตาของท่านตาของคุณหนูจวิน
ฟางโส่วอี้ไม่ได้ทรยศคำฝากฝังของบิดา บริหารเต๋อเซิ่งชางจนรุ่งเรืองกว่าเดิม แต่ในยามที่ทุกสิ่งสมดังใจกิจการประสบความสำเร็จก็ป่วยกะทันหันตายจากไป ปีนั้นอายุเพียงสามสิบแปดปี ยังดีบุตรชายฟางเนี่ยนจวินโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว นับว่าข้างหลังมีผู้สืบทอด
ฟางเนี่ยนจวินเป็นท่านลุงของคุณหนูจวิน ถึงแม้ว่าอายุเพิ่งเต็มยี่สิบปี แต่ตั้งแต่เล็กก็ช่วยบิดาบริหารร้านแลกเงิน รับช่วงต่อกิจการมาก่อนแล้ว ดังนั้นร้านแลกเงินของตระกูลฟางจึงไม่ได้รับผลกระทบ กลับกันยังทันได้โอกาสจากศึกหลายครั้งระหว่างราชสำนักกับชาวจิน มีการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างทางเหนือใต้ มั่งคั่งขึ้นอีกมาก กิจการของตระกูลฟางรุ่งเรืองขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง
แต่ไม่คิดว่าเวลานี้เองฟางเนี่ยนจวินก็เกิดเรื่อง
“มีอยู่เรื่องหนึ่ง”
ตอนที่บรรดาสาวใช้เล่าถึงตรงนี้ คุณหนูจวินที่นิ่งฟังมาตลอดก็ขัดพวกนางขึ้นมา
บรรดาสาวใช้มองคุณหนูจวินด้วยความวิตกอยู่บ้าง
“ตระกูลฟางตั้งแต่รุ่นท่านตาทวดมีทายาทผู้ชายเพียงคนเดียวหรือ?” คุณหนูจวินถามขึ้น
เมื่อได้ยินนางถามคำถามนี้ บรรดาสาวใช้ดวงตาก็ฉายแววลุกลี้ลุกลนขึ้นมา
“ก็ไม่ใช่เช่นนั้น” สาวใช้คนหนึ่งก้มหน้าพูดขึ้น “นายท่านผู้เฒ่ามีพี่น้องสี่คน”
หรือก็คือท่านตาทวดเวลานั้นไม่ได้มีเพียงฟางโส่วอี้เป็นบุตรชายเพียงคนเดียว
“นายท่านผู้เฒ่ารุ่นก่อนก่อนจากโลกไปแบ่งสมบัติให้แก่พวกเขา นายท่านผู้เฒ่าเป็นบุตรชายคนโตของภรรยาเอก ดังนั้นกิจการร้านแลกเงินอำเภอหยางเฉิงจึงได้นายท่านผู้เฒ่าสืบทอด พี่น้องที่เหลือก็นำสมบัติที่ได้กลับไปยังบ้านเก่าที่ซานตง ดังนั้นที่อำเภอหยางเฉิงจึงเหลือแต่นายท่านผู้เฒ่าคนเดียว” สาวใช้ผู้นั้นเล่าต่อ
เช่นนี้เอง คุณหนูจวินพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นพี่น้องของท่านลุงของข้าก็เป็นเช่นนี้หรือ? หลังท่านตาเสีย ท่านลุงสืบทอดกิจการ คนอื่นก็กลับไปบ้านเก่าที่ซานตง?” นางถามขึ้น
บรรดาสาวใช้กระอักกระอ่วน
“นายท่านผู้เฒ่ามีนายท่านกับคุณหนูเป็นบุตรเพียงสองคน” พวกนางกล่าวขึ้น
ในฐานะหลานสาวคนหนึ่ง ขนาดมารดามีพี่น้องกี่คนก็ยังไม่รู้ช่างน่าขำเกินไปแล้ว
เด็กคนนี้ช่างทะเยอทะยานเสียจริง มองตระกูลฟางเป็นโรงเตี๊ยมไปจริงๆ คร้านจะมองเพิ่มอีกสักที
คุณหนูจวินยิ้ม
“ถ้าเช่นนั้นท่านลุงของข้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น?” นางถามต่อ
เห็นนางไม่จี้ถามเรื่องทายาทอีกบรรดาสาวใช้ก็โล่งใจ สีหน้าเหล่านี้ย่อมอยู่ในสายตาของคุณหนูจวิน แต่ว่านางไม่ได้ถามอะไร
“ตอนนั้นเพราะว่ามีสงครามกับชาวจิน แถบตะวันตกเฉียงเหนือแถวนี้วุ่นวาย โจรภูเขากองโจรม้าก็มาก นายท่านออกจากบ้านไป ระหว่างทางกลับพบกับโจรภูเขา แม้ว่าจะมีคนคุ้มกันสิบกว่าคนปกป้อง ก็ยังได้รับบาดเจ็บหนัก กลับมาได้ไม่นานก็เสียไป” สาวใช้คนหนึ่งพูด “ตอนนั้นนายท่านเพิ่งอายุยี่สิบห้าปี”
เทียบกับท่านตา อายุตอนจากโลกไปยังน้อยกว่าอีก และที่สำคัญกว่านั้นก็คือเขาไม่มีบุตรชายสืบทอดกิจการ
“ตอนนั้นนายท่านมีบุตรสาวสามคน นายหญิงเพิ่งมีครรภ์ โชคดีเกิดมาเป็นบุตรชาย” สาวใช้อีกคนพูดขึ้น
นั่นเป็นเรื่องสิบสี่ปีก่อน คุณหนูจวินเพิ่งเกิดเท่านั้น ในความทรงจำย่อมไม่มีภาพปฏิกิริยาของมารดาที่มีต่อเรื่องที่เกิดขึ้นกับพี่ชายคนนี้
คุณหนูจวินเลิกค้นหาความทรงจำ
“ถ้าอย่างนั้น กิจการหลายปีมานี้เป็นนายหญิงผู้เฒ่ากับท่านป้าประคับประคองมา” นางเอ่ยขึ้น
บรรดาสาวใช้พยักหน้า ใบหน้าไม่ปิดบังความชื่นชมแม้แต่นิด
“...ตอนนายท่านไม่อยู่ คนฝั่งซานตงส่งคนมาจะขอแบ่งทรัพพ์สมบัติ...เป็นนายหญิงผู้เฒ่าต้านไว้ไล่พวกเขาไป..”
“...ข้าได้ยินแม่ของข้าบอกว่า ไม่ใช่แค่ซานตงนะ ฝั่งตระกูลเฉาก็ส่งคนมาเถอะ คิดอยากจะฉกฉวยทรัพย์สมบัติของตระกูลเรา...”
“...นายหญิงผู้เฒ่าถึงเมื่อหลายปีก่อนจะไม่เคยแตะต้องกิจการ แต่อย่างไรก็เป็นบุตรสาวของตระกูลเฉาที่ก่อตั้งตระกูลมาจากกิจการร้านแลกเงิน ยืนหยัดรับช่วงต่อกิจการ ใช้เวลาไม่กี่เดือนก็ทำให้ทุกคนเชื่อใจได้..”
“...ใช่แล้ว ตอนนั้นกิจการข้างนอกไม่มั่นคง ในบ้านนายหญิงก็โศกเศร้าจนแทบแท้ง นายหญิงผู้เฒ่าต้องวุ่นเรื่องข้างนอกทั้งยังต้องดูแลในบ้าน..”
“ผ่านไปพริบตาไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็ผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว ตระกูลฟางของพวกเราไม่เพียงไม่ล้ม กิจการยังคงดีเหมือนเก่า”
“นายหญิงผู้เฒ่าเก่งกาจเหลือเกิน”
บรรดาสาวใช้อดไม่ไหวพูดเจื้อยแจ้วขึ้นมา คุณหนูจวินผู้รังเกียจความต่ำชั้นของตระกูลฟางทั้งบนทั้งล่างมาตลอดไม่ได้ขัดหรือด่าทอพวกนาง แต่กลับอมยิ้มฟัง ฟังถึงตรงนี้ก็พยักหน้า
“ใช่แล้ว นายหญิงผู้เฒ่าเก่งกาจมากจริงๆ” นางกล่าวขึ้น
บรรดาสาวใช้กลับถูกประโยคนี้ของนางทำให้เงียบไป สังเกตสีหน้าของนางด้วยใจหวาดระแวง ก็ไม่เห็นนัยว่าเสียดสีหรือโกรธ
“ไม่ง่ายเลย” คุณหนูจวินพูดต่อด้วยท่าทางเห็นใจ
กุลสตรีคนหนึ่งอยู่บ้านเชื่อฟังบิดาออกเรือนเชื่อฟังสามี แต่เดิมไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องภายนอกดูแลสามีสั่งสอนบุตร แต่ในเวลาห้าปีกลับต้องเจ็บช้ำสิ้นสามีเสียบุตรต่อๆ กัน แต่ยังจำต้องแบกรับภาระหนักหน่วงประคองกิจการของตระกูล
ตระกูลฝ่ายสามี ผู้คนของตระกูลฝั่งมารดา ล้วนแต่จับจ้องมาดร้าย ไม่มีสักคนให้พึ่งพิงอาศัย ทั้งหมดล้วนต้องพึ่งตนเอง บรรดาสาวใช้บอกว่านางใช้เวลาไม่กี่เดือนรับช่วงกิจการร้านแลกเงินให้มั่นคง ประโยคนี้พูดแล้วง่าย ทำขึ้นมายากสาหัสเพียงไรมีในใจของนายหญิงผู้เฒ่ารู้ชัดเจนอยู่ผู้เดียว
คุณหนูจวินคิดถึงสีหน้าเฉยชานั้นของนายหญิงผู้เฒ่า ในความทรงจำของคุณหนูจวินนางเกลียดชังสิ่งนี้อย่างมาก รู้สึกว่าท่านยายผู้นี้เย็นชา เป็นสะใภ้ตระกูลพ่อค้าต้อยต่ำรู้จักแต่ผลประโยชน์ไม่รู้จักหัวใจ
อ่อนโยนดุจสายน้ำสักเท่าใด ผ่านความทุกข์ที่ตามติดเป็นพรวนนี้ทั้งยังต้องกัดฟันต่อสู้มาสิบกว่าปีก็คงถูกลับหายไปหมดสิ้นแล้ว ไม่เช่นนั้น จะยืนหยัดท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำมาได้อย่างไร
“แต่ว่า สิบกว่าปีผ่านไปแล้ว นายน้อยคนนั้นก็ควรพาออกมาฝึกสืบทอดกิจการได้แล้ว” คุณหนูจวินพูดขึ้น
เช่นนี้นายหญิงผู้เฒ่าก็นับว่าอดทนจนหลุดพ้นแล้ว
คำพูดนี้พูดขึ้นมา สีหน้าของบรรดาสาวใช้ที่อยู่ตรงนั้นก็พิกลขึ้นมา หลิ่วเอ๋อร์หัวเราะเสียงใส
“คุณหนู ท่านลืมไปแล้ว นายน้อยฟางเป็นเจ้าง่อย” นางพูดขึ้น
เจ้าง่อย
คุณหนูจวินชะงักไป ตอนนี้ความทรงจำถึงฟุ้งขึ้นมา เด็กที่ไม่เคยได้เห็นหน้าพ่อ ทายาทชายเพียงคนเดียวของตระกูลฟางคนนี้ เป็นคนง่อยจริงๆ ทั้งยังเป็นคนง่อยที่มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสิบห้าปี
ตระกูลฟางไม่เคยอยู่ในสายตาของคุณหนูจวิน น้องชายง่อยผู้นี้นางไม่อยากแม้จะถามถึงสักประโยค ขนาดชื่อว่าอะไรก็ยังไม่รู้ ในความทรงจำเรียกว่าเจ้าง่อยแทน
“นายน้อยของตระกูลข้าไม่ได้เป็นง่อย ท่านป่วย” อาจเป็นสีหน้าอ่อนโยนของคุณหนูจวินในตอนนี้ หรืออาจเป็นเพราะอดรนทนไม่ได้ที่เจ้านายของตระกูลตนถูกล้อเลียน สาวใช้คนหนึ่งจึงอดไม่ได้แย้งขึ้นมา
หลิ่วเอ๋อร์แค่นจมูก
“ป่วยแล้วขยับไม่ได้ใช่หรือไม่?”นางถามขึ้น
บรรดาสาวใช้เงียบเป็นเป่าสาก
“ดังนั้นก็ยังเป็นเจ้าง่อยมั้ยละ” หลิ่วเอ๋อร์หัวเราะเยาะหยันกล่าวขึ้น
คุณหนูจวินใช้นิ้วมือเคาะๆ โต๊ะ ขัดเสียงหัวเราะของหลิ่วเอ๋อร์
“ถ้าพูดแบบนี้ ผู้ชายของตระกูลฟางเจอเคราะห์ร้ายติดต่อกัน” นางพูดขึ้นช้าๆ “ตอนนี้กำลังจะสิ้นทายาทแล้ว”
บรรดาสาวใช้สีหน้าหดหู่ทั้งยังแฝงความหวาดกลัว สีหน้านี้ก็คือปฏิกิริยาตอนที่เมื่อครู่ตนเองถามถึงบุตรคนอื่นของท่านตาทวด
“แบบนั้นโชคร้ายเกินไปแล้ว ทำไมทายาทชายถึงเกิดเรื่องต่อกันได้” คุณหนูจวินมองบรรดาสาวใช้พูดเสียงละมุน
บรรดาสาวใช้ก้มหน้าไม่พูดจา หลิ่วเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างร้องเสียงแหลมขึ้นมาทีหนึ่งพร้อมกับตบมือ
“ข้าคิดออกแล้ว” นางพูดขึ้น “สาวใช้ของคุณหนูหลินเคยเล่าว่า ผู้ชายของตระกูลฟางโดนคำสาป”
……………………………………….