หวนชะตารัก: Chapter 027 ตอนที่ 27
บทที่ 27 ภัยพิบัติฟ้าหรือภัยพาลคน
คุณหนูจวินเดิมทีเสียงพูดเบาละมุนไม่ดัง แต่เมื่อเสียงนี้หยุดลง ไม่รู้เพราะเหตุใดในห้องกลับเงียบสนิทไปหมด
แต่นายหญิงผู้เฒ่าฟางกับนายหญิงใหญ่ฟางกลับรู้สึกว่าสองหูดังวิ้งๆ ในสมองก็สับสนอลหม่าน คำพูดมากมายพลุ่งพล่านอยู่ในใจ
“เหลวไหล!”
หลิ่วเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ตรงทางเดินได้ยินเสียงที่แหลมขึ้นมาของนายหญิงใหญ่ฟางได้ชัดเจน ก่อนหน้านี้ในห้องแม้จะมีเสียงคนตลอด แต่ก็แผ่วเบา เหมือนกับพูดคุยสัพเพเหระเรื่องอดีต ไม่มีทีท่าทีจะทะเลาะกันสักนิด
ตอนนี้ถึงเสียงนี้จะสั้น แต่ก็แฝงความโกรธความเศร้าความหวาดกลัวสรุปว่าอารมณ์ปนเปจำนวนหนึ่ง หลิ่วเอ๋อร์ยังอายุน้อยแยกไม่ออกว่าแท้จริงแล้วเป็นอะไรกันแน่ แต่รู้ว่านายหญิงใหญ่ฟางโกรธและร้อนรนแล้ว
ยังคิดอยู่ว่าทนแสร้งทำเป็นคนดีได้นานเสียจริง หลิ่วเอ๋อร์ตั้งหูฟังเกร็งร่าง รอคุณหนูเรียกเข้าไปช่วย
ในห้องเสียงของคุณหนูจวินไม่ได้ดังขึ้น นางไม่พูดจาเพียงมองนายหญิงใหญ่ฟางที่ยืนขึ้นมาจากเก้าอี้
ร่างของนางในหมู่คนวัยเดียวกันไม่สูง ยามนี้ยิ่งนั่งอยู่ยิ่งดูเตี้ยอย่างเห็นได้ชัด แต่นายหญิงใหญ่ฟางที่ยืนอยู่กลับรู้สึกว่านางกำลังมองมาที่ตนเองจากที่สูง
ดูถูกอยู่บ้าง หรืออาจเป็นสงสาร เห็นใจ หรือแม้กระทั่งยังมีความโศกเศร้าเห็นใจของคนหัวอกเดียวกัน
ความรู้สึกที่ไม่มีเหตุผลทั้งยังขัดกันเองนี้ยิ่งทำให้นายหญิงใหญ่ฟางโกรธ
“เจินเจิน เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว” นางกลั้นอารมณ์พูดออกมาทีละคำสลับหยุดวรรค
“เป็นพวกท่านคิดน้อยเกินไปแล้ว หรือคิดไม่เข้าใจก็เลิกคิดไปแล้ว” คุณหนูจวินส่ายศีรษะพูดขึ้นทันที แล้วก็หยุด “นั่นก็ยังเป็นการคิดน้อยอยู่ดี”
นายท่านผู้เฒ่าฟางป่วยตาย ถึงการป่วยครั้งนั้นจะกะทันหันและฉับพลันรุนแรงมาก แต่มนุษย์เดินดินเกิดแก่เจ็บตายยากหลีกเลี่ยง โรคบางอย่างไม่มีสัญญาณแต่ร้ายกาจรุนแรงนัก เดินถนนอยู่ล้มลงไปตายก็ยังมี นอนหลับแล้วไม่ตื่นขึ้นมาก็มากอยู่ หรือแม้กระทั่งเมื่อนาทีก่อนยังคุยเล่นสัพเพเหระอยู่นาทีต่อมาไอแล้วขาดใจตายไปเลย
ตอนนี้พวกนางแม้จะสงสัย แต่ไม่ได้คิดมาก
หลังจากนั้นฟางเนี่ยนจวินก็ตายจากไปอีก ครั้งนี้ไม่ใช่ป่วยตายแต่เป็นพบภัย เหนือแม่น้ำหวงโฮไม่สงบ ออกจากบ้านไปข้างนอกล้วนไม่อาจคาดเดาได้ ตระกูลฟางแม้จะมีเงินมาก จ้างผู้คุ้มครองที่มีฝีมือวรยุทธ์สูงส่งจำนวนมากมาคุ้มครองเรือนได้ แต่โบราณว่าสุนัขดีต้านฝูงสุนัขเลวไม่ไหว กองโจรที่คุ้มคลั่งสังหารคนปล้นชิงของทำให้คนทำอะไรไม่ได้จริงๆ
หลังฟางเนี่ยนจวินเกิดเรื่อง ตระกูลฟางอาศัยเงินเกลี้ยกล่อมทางการ ทางการย้ายทหารมากำจัดโจรภูเขาทั้งรัง โจรภูเขายอมรับพร้อมเพรียงว่าที่ซุ่มโจมตีฟางเนี่ยนจวินไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พวกเขาสืบมาก่อนหน้าแล้วรู้ว่าตระกูลฟางมีเงิน ดังนั้นจึงอยากจะจับฟางเนี่ยนจวินเรียกค่าไถ่เอาเงิน เพียงแต่บังเอิญว่าฟางเยี่ยนจวินมีผู้คุ้มกันจำนวนมาก ผู้คุ้มกันเหล่านั้นก็ร้ายกาจนัก ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงสู้สุดชีวิต สุดท้ายโจรภูเขาที่หวังเงินก็ลืมหวังเงิน บรรดาผู้คุ้มกันก็ลืมหนีเอาชีวิตรอด
ตอนนี้พวกนางแม้จะสงสัย แต่ก็ไม่มีอะไรให้คิดมากได้
หลังจากนั้นอีกก็เป็นฟางเฉิงอวี่ ครั้งนี้พวกนางรู้ชัดว่าถูกคนทำร้ายแล้ว
“แต่สายไปแล้ว” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น “ถูกคนต่อยสามหมัดเพิ่งรู้ชัดว่าถูกคนต่อย ถูกต่อยจนมึนไปแล้ว อะไรก็มองไม่ชัดแล้ว”
นายหญิงผู้เฒ่าฟางไม่ได้ลุกขึ้นยืน มือที่กำที่วางแขนกำแน่น
“ที่เจ้าพูดมาพวกนี้ก็มีเหตุผล” นางเอ่ยขึ้น
นายหญิงใหญ่มองนางอย่างไม่เข้าใจ
“ท่านแม่” นางอดไม่ได้ร้องเรียกขึ้นมา
“เห็นเงาศรในแก้วเหล้าเป็นงูก็ดี เชื่อบุตรสงสัยข้างบ้านก็ดี เจ้าจะคิดเช่นนี้ก็ไม่แปลก” นางหญิงผู้เฒ่าฟางเอ่ยขึ้น “เพียงแต่ เรื่องเกิดย่อมมีเหตุ ทายาทชายสามรุ่นของตระกูลเราถูกคนทำร้าย เป็นเพราะอะไร? คนที่ทำร้ายตระกูลของเราทำเพื่ออะไร?”
“ไม่ใช่เพื่อแค้น ก็เป็นเพื่อเงิน” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น
นายหญิงผู้เฒ่าฟางหัวเราะ
“อาชีพเดียวกันเป็นคู่แค้น ตระกูลฟางของพวกเราทำร้านแลกเงิน อีกทั้งยังทำได้ดีมาก ในเวลาสั้นๆ ไม่กี่ปีก็เหนือกว่าร้านแลกเงินทางซานซีจำนวนมากพวกนั้น คาดว่าร้านแลกเงินทุกเจ้าคงอยากให้พวกเราไปตายเสีย ตระกูลฟางของพวกเรามีเงิน สำหรับคนจน คนรวยก็คือคู่แค้น คนมากเพียงไรกัดฟันสาปแช่งเงามืดให้พวกเราไปตาย” นางเอ่ยขึ้นมองคุณหนูจวินเผยสีหน้าเมตตาของผู้อาวุโสขึ้นมาจางๆ “แต่เจินเจินเจ้าคิดดู คนทำการค้าบนโลกนี้มีอยู่มาก ล้วนอยู่กันดี ทั้งยังมีกิจการใหม่เกิดขึ้นไม่ขาด ยังมีคนมีเงินพวกนั้นก็มีชีวิตอยู่ดี และยังมีคนอีกมากกลายเป็นคนร่ำรวย”
คุณหนูจวินมองนางไม่พูดจา
“ดังนั้น โลกใบนี้อันตรายมาก แต่ก็ไม่ได้อันตรายขนาดนั้น” นายหญิงผู้เฒ่าฟางพูดจริงใจหวังดี “เพราะตระกูลหนิงหักหลังทิ้งสัญญาหมั้น ตระกูลฟางไม่ยื่นมือช่วย เจ้าก็จะมองว่าคนทั้งใต้หล้าเป็นคนเลว เรื่องทุกอย่างในโลกเป็นแผนร้ายไม่ได้”
“แต่นี่เป็นแผนร้าย พวกท่านตายไปสามคนแล้ว ตระกูลฟางของพวกท่านเป็นภัยคน ภัยคนก็ต้องใช้คนแก้” คุณหนูจวินพูด สีหน้าของนางนิ่งสงบแต่กลับเห็นได้ชัดว่าดื้อรั้นอยู่บ้าง เหมือนเด็กที่ถูกขัดใจ “คนคนนี้ก็คือข้า”
นายหญิงใหญ่ฟางพลันอยากหัวเราะขึ้นมานิดหน่อย ยังดีที่เก็บอาการไว้ได้ทัน
“เรื่องของเฉิงอวี่เป็นภัยคน เรื่องของตระกูลฟางไม่ใช่ภัยคน” นายหญิงผู้เฒ่าฟางพูดขึ้นอีกครั้ง มีท่าทีอดทนปลอบประโลมเด็กอยู่หลายส่วน
นางไม่ได้อดทนพูดกับเด็กขนาดนี้มาสิบกว่าปีแล้ว นางยุ่งเกินไป ไม่มีเวลาทำเรื่องเล็กน้อยพวกนี้
“ปู่ พ่อ หลาน สามคนล้วนตาย นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มีคนต้องการทำร้ายพวกท่าน” คุณหนูจวินยังคงพูดหนักแน่น
“ปู่ พ่อ หลานสามคนล้วนเกิดเรื่อง แต่ตระกูลฟางของพวกเราก็ไม่ได้เลือดนองเป็นสายน้ำ ต่อให้ผู้ชายประสบเคราะห์ พวกเราผู้หญิงก็ยังคงสงบสุข อีกทั้งยังหาลูกเขยมาสืบทอดเชื้อสายได้ ข้ามีหลานสาวสามคน หลานสาวสามคนก็มีหลานให้ข้าได้อย่างน้อยเก้าคน หลานเก้าคนมีทายาทต่อๆ ไป ตระกูลฟางก็ยังคงแตกกิ่งก้านสาขา แล้วกิจการของตระกูลฟางเราก็ไม่ได้ล้ม” นายหญิงผู้เฒ่าฟางเอ่ยขึ้น “เช่นนั้น ภัยคนครั้งนี้คาดหวังจะเป็นสิ่งใด?”
“ภัยคนก็คือภัยคน ท่านเพียงแต่มองไม่เห็นสิ่งที่เขาคาดหวัง ไม่ใช่เขาไม่ได้คาดหวัง” คุณหนูจวินเอ่ยขึ้น
ความอดทนในใจของนายหญิงผู้เฒ่าหมดลงแล้ว
“นี่ไม่ใช่ภัยคน ตระกูลฟางของพวกเราเดินมาถึงวันนี้เป็นสวรรค์ลิขิต นอกจากสวรรค์ ไม่มีใครทำลายได้” นางว่า
“สวรรค์ลิขิตอะไร?” คุณหนูจวินถามขึ้นทันที
“สวรรค์...” นายหญิงผู้เฒ่าฟางเอ่ยปากพูด คำคำนี้หลุดจากปลายลิ้น นางก็ได้สติอย่างว่องไว ปิดปากลงทันที
เพราะว่าการกระทำเร็วเกินจึงกัดโดนลิ้น ความเจ็บทำให้สีหน้าของนางบิดเบี้ยว ทั้งยังทำให้นางมีเหงื่อเย็นไหลออกมาทั่วร่าง แววตาตกตะลึงมองคุณหนูจวิน
คุณหนูจวินราวกับไม่ได้สังเกตเห็นอาการลืมตัวของนางแม้แต่น้อย แค่นเสียงออกมาเบาๆ
“สวรรค์ลิขิตอะไรมีที่ไหน สวรรค์ไม่ลำเอียง แต่เป็นคนตั้งใจแอบอ้างสวรรค์ลิขิตก็เท่านั้น” นางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงสูงส่งเหมือนคนหัวแข็งและเด็กๆ ที่คิดว่าตนเองถูก
นายหญิงผู้เฒ่าฟางหัวเราะ
“เจ้าพูดก็ถูก” นางเอ่ยขึ้น “แต่ว่า เจ้าคิดจะทำอะไร?”
นายหญิงใหญ่ฟางรู้สึกว่าบรรยากาศในห้องเพียงชั่วขณะก็เปลี่ยนไป แม้จะพูดออกมาไม่ถูก แต่นางก็รู้สึกได้รางๆว่าเมื่อครู่ราวกับว่ามีคำพูดบางอย่างจะถูกพูดออกมา แต่ราวกับยามฟังนักเล่านิทานเล่าถึงจุดสำคัญ แต่พริบตาประโยคนี้ของนายหญิงผู้เฒ่าฟางก็ถูกพลิกข้ามหน้าหนึ่งไป
ตระกูลฟางนี้มีความลับ แต่เสียดายที่เวลานั้นนายหญิงผู้เฒ่าฟางได้สติไม่พูดออกมา
คุณหนูจวินในใจฉายแววเสียดายวูบหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็แน่ใจเรื่องนี้ได้ ทั้งยังยืนยันได้ว่าเป็นความลับที่สำคัญมาก แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
อาจารย์บอกว่าคนไม่อาจใจละโมบ โลภมากเคี้ยวไม่ละเอียด ดังนั้นหนึ่งปีจึงให้นางเรียนทักษะได้เพียงชนิดเดียว
“ข้าพูดไปแล้ว ข้าช่วยน้องชายได้ ข้าอยากช่วยน้องชาย” นางเอ่ยขึ้น “หรือพวกท่านไม่อยากให้น้องชายมีชีวิตต่อหรือ?”
สีหน้าของนางนิ่งสงบ ราวกับว่าที่นางพูดมาตลอดก็คือเรื่องนี้
……………………………………….