องครักษ์เสื้อแพร: Chapter0014 ตอนที่ 14
ตอนที่ 14 ต้องหาเงินให้มากขึ้น
ขณะเดินผ่านประตูร้านน้ำชา เถ้าแก่ร้านน้ำชาก็ออกมาเชิญเขาทั้งสองเข้าไปอย่างนอบน้อม หวังทงส่ายหน้าปฏิเสธ เข้าใจแล้วว่าเจ้ากั๋วต้ง ‘นั่งประจำการ’ ในร้านน้ำชาทุกวันอย่างนี้นี่เอง
ช่วงต้นฤดูหนาว เมืองหลวงทางเหนือก็เรียกได้ว่าลมพัดหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ จางซื่อเฉียงเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว การรายงานตัววันนี้ขององครักษ์เสื้อแพรก็สาย ตอนกลับมาถึงถนนทักษิณก็ใกล้จะพักกลางวันแล้ว เดินอยู่บนถนนทั้งหนาวทั้งหิว ช่างทรมานจริงๆ
ยามนี้ได้ประจำการบนถนนสายนี้ หอสุรานั่นก็กินฟรีดื่มฟรี ที่นั่นยังอากาศอบอุ่นอีกด้วย ไยต้องมารับกรรมอยู่ตรงนี้กัน
เห็นหวังทงเดินอย่างจริงจัง ขณะเดินยังมองซ้ายมองขวา ก็ไม่รู้ว่ามีอะไรน่ามองกัน จางซื่อเฉียงติดตามอยู่ด้านหลังสองก้าว มองเห็นหวังทงเรียกคนผู้หนึ่งสอบถามอย่างสุภาพสองสามประโยค จากนั้นก็หันไปหาคนอื่นอีก
ผู้สวมชุดมัจฉาเวหาและพกดาบปักวสันต์สอบถาม แม้อายุจะน้อย แต่คนที่ถูกถามก็ล้วนหวาดกลัวลนลานว่าจะตอบผิด
จางซื่อเฉียงรีบก้าวตามขึ้นมา ได้ยินคำถามหวังทงกลับล้วนเป็นคำถามประหลาดอย่างเช่น “กลางวันทานข้าวที่ไหน?” “ทำไมไม่ไปหอสุรา..” จางซื่อเฉียงผ่อนฝีเท้าลง ในใจคิดว่าพี่ใหญ่เพิ่งมีอำนาจบารมี ก็ควรต้องสำแดงบ้าง แผลงฤทธิ์ให้สะใจบ้าง อย่างไรก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อย
พอตระเวนมาถึงหน้าประตูหอรวมคุณธรรม หวังทงก็หยุดมอง ชายสองคนที่ยืนอยู่หน้าประตูพอเห็นองครักษ์เสื้อแพรเดินผ่านร้านตน ใบหน้ากลับนิ่งเฉย แม้แต่คำทักทายสุภาพก็ไม่มี
บ่อนการพนันนี้ดูภายนอกเหมือนคฤหาสน์ปกติ หากยืนอยู่ด้านนอกก็ได้ยินเสียงคนเซ็งแซ่อยู่ภายใน บรรดานักพนันเดินเข้าออกกันขวักไขว่ เห็นได้ชัดว่ากิจการคึกคักยิ่ง
จางซื่อเฉียงรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาในใจ เกรงว่าหวังทงอายุยังน้อยจะก่อเรื่องขึ้น ผู้ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังหอรวมคุณธรรมนี้แม้แต่ใต้เท้าเถียนยังไม่กล้ามีเรื่อง ยังไงรอบคอบไว้ก่อนดีกว่า
หากหวังทงก็เอาแต่ยืนมองอยู่ตรงนั้น จางซื่อเฉียงรู้สึกไม่เข้าใจอยู่บ้าง จึงมองตามไป เห็นแต่หวังทงจับตาดูนักพนันที่เข้าๆ ออกๆ พวกนั้น และยังมองอาหารในมือบรรดานักพนัน นี่เป็นเวลาอาหารกลางวัน นักพนันหลายคนกำลังเล่นติดพัน ก็รีบออกมาหาซื้อขนมเปี๊ยะหรือไม่ก็ซาลาเปาข้างนอกกินแล้วกลับไปเล่นต่อ
เมื่อจางซื่อเฉียงเห็นดังนั้นก็ทั้งเคืองทั้งขำ ท่าทางใต้เท้าคงหิวแล้ว ยังไงก็ยังเป็นเด็กน้อย!
มองอยู่ครู่หนึ่ง หวังทงอาจจะนึกได้ว่ามองอาหารคนอื่นนั้นมิสู้ไปหอสุรากินหาไรกิน จึงเรียกจางซื่อเฉียงไปหอสุราด้วยกัน
หอรุ่งเรืองตั้งอยู่ทางตะวันออกของถนนทักษิณ เป็นหอสุราสองชั้น ชั้นล่างเป็นที่นั่งลูกค้าจรทั่วไป ชั้นสองเป็นที่นั่งพิเศษ ด้านหลังยังมีห้องส่วนตัวอีกหกห้อง
หวังทงและจางซื่อเฉียงเดินเข้าไป ผู้ที่จำได้ก็รี่ออกมาต้อนรับ แต่หวังทงสังเกตเห็นสีหน้าลำบากใจของเขา หวังทงก็รู้ได้ว่าเหตุใดเขาจึงลำบากใจ
หอรุ่งเรืองไม่รับรองลูกค้าจรไม่กี่คน รับแต่งานเลี้ยงโต๊ะใหญ่ โต๊ะสองตัวชั้นล่างนั้นตั้งไปอย่างนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะนั่งชั้นบนหรือไม่ก็ห้องส่วนตัว บรรดาร้านค้ารอบถนนทักษิณนี้ คหบดีที่ไม่มีตำแหน่งขุนนางและแขกพิเศษในวงการธุรกิจการงานหรือส่วนตัวก็จะเลี้ยงตอบแทนกันไปมา ประเพณีเทศกาลต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จัดที่นี่
ผู้คนที่อาศัยบนถนนสายนี้ล้วนมีสตางค์ หอรุ่งเรืองทำการค้ามาหลายปี กลางวันถึงค่ำก็ล้วนเต็มแน่น กิจการรุ่งเรืองดีมาก
ท่าทางเช่นนั้นไม่ใช่เพราะเจ็บใจที่องครักษ์เสื้อแพรทั้งสองจะมากินฟรี แต่เพราะกลางวันหาที่นั่งให้ไม่ได้จริงๆ ที่นั่งชั้นล่างนี้จัดว่าเป็นการต้อนรับที่ไม่ดีนัก หากจะไปนั่งที่อื่นก็ไม่มีที่แล้ว
หวังทงผู้นี้เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ ทุกคนก็ล้วนเห็นกับตาว่าอารมณ์รุนแรงเพียงใด หากต้อนรับไม่ดี นั่นมิใช่เป็นการหาเรื่องให้กับหอสุราของตนงั้นหรือ
เถ้าแก่และและลูกจ้างในร้านคิดว่าตนเองเก็บสีหน้าได้ดี แต่หวังทงกลับมองออก ยิ้มกล่าวเรียบๆ ว่า
“ชั้นหนึ่งยังมีที่ว่าง นั่งที่นี่ก็แล้วกัน”
คนของหอรุ่งเรืองถอนหายใจเฮือก หากแต่การกระทำที่ตามมากลับยิ่งทำให้ไม่เข้าใจ การต้อนรับอย่างไม่เก็บเงินเดิมเป็นธรรมเนียมที่ควรกระทำ แต่องครักษ์เสื้อแพรผู้นี้กลับเรียกพ่อครัวมาถามตรงหน้า สอบถามราคาอาหารในร้านทุกอย่างอย่างละเอียดจนครบ สุดท้ายกลับสั่งเพียงอาหารธรรมดาสองอย่างไว้กินกับข้าว
ที่ทำให้ผู้คนไม่เข้าใจยิ่งขึ้นก็คือ พอพูดจบ หวังทงกลับส่งเงินให้ องครักษ์เสื้อแพรประจำการกินอะไรยังต้องจ่ายเงินที่ไหนกัน ปฏิเสธไปหลายครา จึงได้ออกจากหอสุราไป แม้ว่าจางซื่อเฉียงที่มีท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัวก็ยังรู้สึกมึนงง เดิมคิดว่าหวังทงอายุน้อยแต่เป็นผู้ใหญ่ แต่วันนี้เรื่องที่ทำนั้นเห็นชัดว่าเลอะเลือนโดยแท้ สิ่งที่ทำนั้นล้วนราวกับเด็กน้อย ทำเช่นนี้ หากถูกองครักษ์ร่วมสังกัดหัวเยาะยังไม่เป็นไร สำคัญที่อย่าได้ทำให้งานนี้หลุดมือ มันจะจบเห่กัน
สิ่งที่จางซื่อเฉียงคิดไม่ถึงก็คือ การวุ่นวายไปทั่วเช่นนี้ ไม่ว่าการเข้าออกร้านนั้นร้านนี้สอบถามราคาหรือเดินเหม่อบนท้องถนนมองนั่นมองนี่จะนานติดต่อกันถึงสี่วัน
พอถึงกลางวันของวันที่ห้า หวังทงมิได้วุ่นวายตะลอนไปทั่วอีก กลับเอาแต่นั่งเหม่ออยู่หน้าร้านน้ำชามงคล จางซื่อเฉียงรู้สึกเป็นห่วงมาก ในใจคิดว่าอย่างไรหวังทงก็เป็นเด็ก เพียงไม่ถึงสิบวัน ผ่านเรื่องน่าเศร้าน่ายินดีมามาก และยังเจอกับสถานการณ์เลือดตกยางออก อาจทนรับไม่ไหว สมองจึงได้ฟั่นเฟือนไป ยังไงตักเตือนเสียหน่อยน่าจะดี
น้ำชาที่วางตรงหน้าหวังทงเย็นชืดแล้ว หากเขายังคงจ้องมองผู้คนไปมาหน้าร้านน้ำชาต่อ จางซื่อเฉียงที่อยู่ข้างๆ กำลังจะถาม กลับได้ยินหวังทงถอนหายใจยาวพึมพำกับตัวเองว่า
“เรียนมหาวิทยาลัยสี่ปี ทำงานมาสิบปี คิดว่าตัวเองจะสามารถทำการค้าที่ไหนเมื่อไรก็ได้ คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายต้องหันกลับมากหาเงินจากการขายอาหาร”
ความทรงจำตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่ประทับตรึงแน่นในความทรงจำของหวังทงมากที่สุดก็คือตอนศาสตราจารย์เริ่มบรรยายวิชาเฉพาะในคาบแรก
“หาเงินเป็นเรื่องง่าย กิจการร้านอาหาร โดยเฉพาะอาหารจานด่วน ขอเพียงแต่ทำสะอาด ข้าวเยอะ กับเยอะ ตอนส่งอาหาร หาบริษัทและคนที่ต้องการกินข้าวเจอ คุณต้องหาเงินได้อย่างแน่นอน”
ขณะที่นักศึกษาฮืออาดังขึ้น ก็กลับหักมุมว่า
“ใครๆ ก็หากินแบบนี้ได้ แต่คุณทำเกินสิบปีก็ไม่อาจซื้อบ้านชุดสองห้องในเขตเมืองใหญ่นี้ได้ คิดอยากประสบความสำเร็จไหม นั่นก็ต้องตั้งใจเรียน ฟังเลกเชอร์ของผม...”
หวังทงอยากประสบความสำเร็จ อยากจะหลุดพ้นไปจากความลำบากที่มาพร้อมกับความกำพร้านี่ ดังนั้นคำพูดของศาสตราจารย์จึงกระทบใจเขา ต่างจากนักศึกษาคนอื่นที่ยังคงคลำทางอะไรไม่เจอ ตั้งใจเรียนมาสี่ปีจนประสบความสำเร็จใจหน้าที่การงาน
เขาจำได้แม่นยำถึงสิ่งที่ตนได้ยินในห้องเรียนวันแรก ยังได้บรรยายไปตอนอบรมพนักงานใหม่ ตักเตือนรุ่นน้องไปตอนคุยกันเรื่องสัพเพเหระ
ไม่ทันรู้ตัว ใจของหวังทงก็รู้สึกสนใจกิจการขายอาหาร รู้สึกว่าเป็นการค้าที่ตรงไปตรงมา
เงิน 30 กว่าตำลึงในแต่ละปีสามารถทำให้ตนเองมีชีวิตที่ไม่เลวในแต่ละวัน หากสะสมอดออม ประหยัดใช้จ่าย บางทีอาจจะสามารถใช้ชีวิตสบายๆ ไปตลอดชีวิต หวังทงที่ไม่ค่อยเชี่ยวชาญประวัติศาสตร์นักแต่เด็กก็เริ่มคิดคำนวณได้ว่า ราชวงศ์หมิงยังมีช่วงเวลาสงบสุขอีกราว 60 ปี หากตนโชคดีมีอายุถึง 70-80 ปี อย่างนั้นก็คงสามารถลงใต้ไปต่อ จำได้คลับคล้ายคลับคราว่าราชวงศ์หมิงตอนย้ายเมืองหลวงลงใต้นั้นยังมีเวลาอีก 20 กว่าปี หลังจากนั้นหวังทงไม่คิดว่าตนเองจะมีอายุเกินร้อยปี
หากการมีชีวิตราบเรียบไร้สีสันเช่นนี้ หวังทงไม่รู้สึกพอใจนัก เขาอยากสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ อยากจะร่ำรวย เมื่อชาติก่อนยังไม่อาจเป็นจริง ต้องทำให้ได้ในชาตินี้ จะว่าไป ส่วยรายเดือนที่เป็นค่าประจำการนั้นก็ไม่มั่นคงนัก ใครจะรู้ว่าผู้ใหญ่จะไม่ดึงงานนี้ไปให้คนอื่นทำ หรือไม่ก็อาจเกิดเหตุขึ้นกลางคันได้
หวังทงต้องหาทางอื่น ต้องหาแหล่งเงินทองอื่น
ที่เมืองหลวงและมาเก๊าสองที่นี้ หวังทงแอบสำรวจมาโดยตลอด ในยุคสมัยนี้แม้มีการค้ามากมายที่จะทำให้คนรวยอย่างกะทันหันได้จริง แต่ไม่เหมาะที่เด็กอายุไม่ถึงสิบสี่จะทำ
หลังจากได้งานนี้มาทำ เห็นอยู่ว่ามีรายได้ที่นับได้ว่ามากโขอยู่ หากการค้าส่วนใหญ่ล้วนไม่อาจยื่นมือไปเกี่ยวของ อย่างเดียวที่ลงทุนต่ำและหาเงินได้มาก ดูเหมือนจะมีแต่อาชีพเปิดร้านอาหารนี้แล้ว
บางทีอาจหาได้ไม่มาก แต่หากไม่ทำ แม้อีแปะเดียวก็หาไม่ได้ หลักการสั่งสมเม็ดทรายสร้างเจดีย์ หวังทงยังเข้าใจดี หากหวังทงพลันนึกขึ้นในใจว่า หากตนทำร้านอาหารสิบปี จะสามารถซื้อคฤหาสน์ใหญ่โตหลังหนึ่งไว้ตอนแก่อยู่ได้หรือ?