องครักษ์เสื้อแพร: Chapter0037 ตอนที่ 37
ตอนที่ 37 อำนาจวาสนา
เรือนเมื่อสักครู่นั้นไม่ต่างอะไรจากเรือนขนาดกลางในเมืองหลวง การตกแต่งก็เรียบง่ายสามัญ
แต่หากยามนี้มีนกบินโฉบมา ก็จะมองเห็นว่าเรือนที่เรียบง่ายสามัญเช่นนี้กลับถูกโอบล้อมด้วยพระราชวังงดงามอลังการทั้งสี่ทิศ
พระตำหนักที่งดงามยิ่งใหญ่อลังการและน่าเกรงขาม กำแพงสีแดงชาดสูงใหญ่ พื้นปูลาดด้วยหินดาดสีเข้ม ขันทีนางกำนัลที่เดินไปเดินมาอยู่ในนั้น ไม่มีอะไรที่ไม่บ่งบอกได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือสถานที่ใด
จางเฉิงที่ดูเหมือนเป็นขุนนางนอกราชการที่ซื่อสัตย์ยามอยู่ที่หอเลิศรส แต่ตอนนี้กลับสวมชุดยาวสีแดงเข้มปักลายงู ก้าวเดินหน้าเชิด เบื้องหลังยังมีขันทีใหญ่น้อยก้มตัวติดตามอยู่อีกราวสิบกว่าคน เบื้องหน้าที่เดินมาไม่ว่านางกำนัลหรือขันที พอเห็นขบวนของจางเฉิง ก็ต้องหลบทาง ยอบกายคารวะ คนที่มีตำแหน่งระดับล่างก็ถึงกับคุกเข่าลง
จางเฉิงเป็นขันทีคนสนิทของฮ่องเต้เมื่อครั้งยังเป็นรัชทายาทในตำหนักบูรพา ตอนนี้เป็นขุนนางในอันดับสองในราชสำนักฝ่ายในแล้ว รองหัวหน้าขันทีสำนักส่วนพระองค์และควบคุมขันทีส่วนในแล้ว จะมีอำนาจบารมีเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปกติ
ขณะที่เดินอยู่นั้น มีขันทีน้อยผู้หนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน กระซิบข้างหูอยู่สองสามคำ จางเฉิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายิ้มกล่าวว่า
“ช่างเป็นเด็กดีเสียจริง!”
ที่นี่แน่นอนว่าก็เป็นคือพระราชวังแห่งราชวงศ์หมิง ‘พระราชวังต้องห้าม’ เมื่อสักครู่ที่เรือนหลังนั้นก็คือพระมารดาแท้ๆ ของฮ่องเต้ว่านลี่ สถานที่พักของฮองไทเฮาฉือเซิ่งแห่งราชวงศ์หมิง สกุลเดิมคือสกุลหลี่ นางเกิดในตระกูลยากจน ดังนั้นสถานที่พักอาศัยอยู่ตอนนี้จึงได้สร้างเลียนแบบสมัยก่อน
เมื่อครู่ขันทีน้อยผู้นั้นมารายงานเรื่องที่หวังทงเลือกสายงานปฏิบัติ รู้ว่าหวังทงไม่ได้เลือกงานเก็บส่วยสบายๆ กลับเลือกงานกวาดล้างจับกุมด้วยตัวเอง ยอมรับภารกิจยุ่งวุ่นวาย ยอมที่จะทำงาน คนเช่นนี้อย่างน้อยที่สุดที่ก็ควรค่าแก่การให้คำวิจารณ์ว่าขยันขันแข็ง
การเลือกในตอนบ่ายของหวังทง ข่าวนี้ถ่ายทอดไปยังเฝิงเป่าเร็วกว่าจางเฉิงถึงหนึ่งชั่วยาม เมื่อได้ยินข่าวนี้ เฝิงเป่าหัวหน้าขันทีสำนักส่วนพระองค์ก็ยิ้มกล่าววิจารณ์ว่า
“ฝ่ายบู๊ย่อมแสวงหาความก้าวหน้า ต่างกับพวกฝ่ายบุ๋นที่เอาแต่ตีฝีปากหลบเลี่ยงงาน เจ้าหนูนี่นับว่ารู้จักทำงาน ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์ชมเชย!”
ในเมืองหลวงคฤหาสน์ใหญ่โตโอ่อ่าที่นี่ล้วนเป็นที่พักอาศัยของขุนนางใหญ่และชนชั้นสูง หลังที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาคฤหาสน์เหล่านั้นเป็นของใต้เท้าจาง มหาอำมาตย์จางจวีเจิ้งในรัชกาลปัจจุบัน
ข่าวของหวังทงนั้น จางจวีเจิ้งและเฝิงเป่าได้รับรายงานในเวลาเกือบไล่เลี่ยกัน ในห้องหนังสือเขามีคนอยู่ 6-7 คน ล้วนเป็นขุนนางคนสำคัญ อำนาจบารมีไม่น้อย ถึงกับทำให้ผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรอย่างหลิวโสวโหย่วไม่มีที่นั่ง จนดูเหมือนเป็นบ่าวติดตามคอยรับใช้เจ้านาย เขาได้นำข่าวนี้กระซิบรายงานต่อจางจวีเจิ้ง
มหาอำมาตย์แห่งแห่งราชวงศ์หมิงที่ตอนกลางวันไปที่หอเลิศรสยังคงสวมชุดบัณฑิตสีดำปักลายทอง จางจวีเจิ้งยกมือขึ้นลูบเคราหนาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงนิ่งเรียบว่า
“โสวโหย่ว รายงานเรื่องนี้ให้ใต้เท้าทุกท่าน”
เรื่องง่ายๆ พูดเพียงไม่กี่ประโยคก็รายงานได้ชัดแจ้ง บรรดาคนที่นั่งอยู่ก็มองหน้ากันไปมา ผู้หนึ่งที่อายุมากที่สุดก็รีบร้อนเอ่ยขึ้นว่า
“ฮ่องเต้อายุยังน้อย ไทเฮากลับจัดการให้ผู้รู้ยุทธ์ติดตามรับใช้ พวกชั้นล่างหยาบกระด้างระดับนี้ส่วนมากก็โกงกินไม่ซื่อสัตย์ คงได้พาเสียกันหมดเสีย ใต้เท้าจาง ท่านต้องตักเตือนไทเฮาและฮ่องเต้ อย่าให้ได้เกิดภัยซ้ำรอยแบบเฉียนหนิงและเจียงปินในรัชสมัยเจิ้งเต๋อ[footnoteRef:1]” [1: เฉียนหนิงและเจียงปินเป็นสองขุนนางที่ได้รับการโปรดปรานจากฮ่องเต้เจิ้งเต๋อ ฮ่องเต้องค์ที่ 11 ในราชวงศ์หมิง แต่ต่อมาก่อการกบฏจนถูกโทษประหาร]
ผู้บัญชาการสำนักองครักษ์เสื้อแพรหลิวโสวโหย่วแม้ว่าเป็นลูกหลานขุนนางภักดี แต่ในตำแหน่งนี้ก็นับเป็นผู้รู้ยุทธ์ วาจาขุนนางมีอายุผู้นี้เขาฟังแล้วก็ระคายหู แต่ก็ไม่กล้ากล่าวอะไร นั่นก็คือจางกั๋วกวง เสนากรมขุนนางปกครอง[footnoteRef:2] ขุนนางอาวุโสสามรัชกาล [2: กรมปกครอง ทำหน้าที่เลื่อนลดปลดขุนนาง]
จางกั๋วกวงพูดจบ ขุนนางคนอื่นๆ ก็พากันเห็นด้วย จางจวีเจิ้งยังกลับไม่ได้ตอบรับคำ หากแต่กล่าวเสียงนิ่งเรียบขึ้นว่า
“เรื่องส่วนพระองค์ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ ผู้ติดตามก็ย่อมยิ่งใหญ่ เด็กนั่นอายุไม่มาก หากจิตใจและความสามารถไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใหญ่...บุคคลเช่นนี้ วันหน้าอาจเป็นได้ทั้งขุนนางมากความสามารถ หรือไม่ก็ขุนนางฉ้อฉลผู้ยิ่งใหญ่”
***
“เจ้าว่าทำไมข้าถึงได้ถูกเรียกว่าจางฝู ปีนั้นติดตามรับใช้ตระกูลจางมานานปี ย่อมต้องแซ่จางตามไปด้วย”
เช้าวันต่อมา หวังทงก็ยังคงไปกวาดล้างลานประตูหน้าบ้านนายกองร้อยเถียน เรื่องที่ไม่เข้าใจนักก็คงต้องถามดู ลุงเถียนตอนนี้ก็ไม่มีอะไรต้องปิดบัง จึงกล่าวให้ฟังทุกเรื่อง
“เจ้าถามว่าชายเครายาวผู้นั้นคือใคร ไม่รู้จริงๆ หรือ? ก็สมควรอยู่ หวังทงเจ้าก็อายุยังน้อย นั่นก็คือใต้เท้าจาง มหาอำมาตย์ในรัชกาลปัจจุบัน!”
ลุงเถียนรู้สึกแปลกใจกับคำถามของหวังทง คำเรียกขานในหมู่ชาวบ้านว่า คือ “จางเครายาว” หวังทงเดิมก็เดาพอได้แล้ว แต่เมื่อได้รับการยืนยันก็ยังรู้สึกตื่นตระหนกไปชั่วครู่
มหาขันทีและมหาอำมาตย์มาดูตัวสอบถามถึงที่ร้านเล็กๆ เจ้าเด็กอ้วนขาพิการสถานะย่อมสูงส่งอย่างมาก
การได้ใกล้ชิดในหลายวันนี้ เจ้าเด็กอ้วนนั้นในความคิดของหวังทง เป็นเพียงแค่เด็กถูกเอาใจจนเสียและชอบทำตามอำเภอใจคนหนึ่ง แม้จะรู้ว่าสถานะสูงส่งถึงเพียงนั้น แต่ความตื่นตกใจที่มีก็ไม่เท่ากับการมาเยือนของเฝิงเป่าและจางจวีเจิ้ง
เฝิงเป่ายังดี แต่จางจวีเจิ้งเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมากจริงๆ ท่าทางมากบารมีอย่างเห็นได้ชัดเจน หวังทงมีชีวิตในยุคนี้มาได้สิบกว่าปี สี่ปีมานี้ ได้ยินชื่อของจางจวีเจิ้งหลายครั้ง มั่นใจว่าได้ยินมามากกว่าชื่อฮ่องเต้ว่านลี่และเฝิงเป่าหลายเท่า
ราชครูของฮ่องเต้ มหาอำมาตย์คนปัจจุบัน ยังเป็นพันธมิตรกับเฝิงเป่าหัวหน้าสำนักขันทีส่วนพระองค์ ตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์หมิงเป็นต้นมาอำนาจของจางจวีเจิ้งนั้นก็มากกว่าอำมาตย์คนใดตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์หมิงเป็นต้นมา
ปัจจุบัน คำพูดของจางจวีเจิ้งถือเป็นนโยบายราชสำนัก ไทเฮาและฮ่องเต้ต่างล้วนให้ความไว้วางใจ บรรดาขุนนางในราชสำนักก็ไม่มีใครโต้แย้ง
หากพูดอย่างไม่น่าฟังนัก จางจวีเจิ้งในตอนนี้ก็คือโอรสสวรรค์ในความเป็นจริงของราชวงศ์หมิง ปกครองแผ่นดินใต้หล้าสมคำล่ำลือ
ในใจหวังทงพลันรู้สึกยินดี ชีวิตของตนแน่นอนย่อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่เมื่อไปถึงจุดสูง หากก้าวเดินพลาดเพียงก้าวเดียวก็ย่อมถึงแก่ชีวิต จะต้องระมัดระวังรอบคอบให้มาก
ในสมองของเขาคิดวุ่นวายอยู่นั้น ไม้กวาดในมือกลับ็ยังคงกวาดไม่หยุด ลุงเถียนมองหวังทง ความรู้สึกที่ดีก็ยิ่งมีมากขึ้น เมื่อก่อนไม่รู้สถานะของลุงเถียนกลับก็ยังมาช่วยงาน ตอนนี้รู้สถานะแล้วก็ยังมาช่วยงาน เห็นได้ชัดว่าเด็กผู้นี้กำลังติดปีกทะยานสู่ฟ้า ไม่ใช่พวกไร้ความสามารถ อุปนิสัยซื่อตรงมีคุณธรรมเช่นนี้ จะต้องได้รับผลดีตอบแทนแน่นอน
ลุงเถียนราดน้ำลงไป ก็ยืดตัวขึ้นทุบบั้นเอว อดที่จะเอ่ยเตือนไม่ได้ว่า
“หวังทง ข้ามีเรื่องอยากเตือน แต่เจ้าอาจไม่อยากรับฟัง ข้ายังจำได้ว่ามหาอำมาตย์เกากงกาวก่งและหัวหน้าสำนักส่วนพระองค์เมิ่งชงในตอนนั้นยิ่งใหญ่เกรียงไกรมากเพียงไร พอจะล้มก็ล้ม เบื้องบนอารมณ์ยากจะคาดเดา อย่างไรก็ต้องระมัดระวังให้มากนะ!”
สิ่งที่หวังทงเพิ่งคิดเมื่อครู่นี้กับคำเตือนนี้กับที่หวังทงเพิ่งคิดเมื่อครู่นี้ตรงกันพอดี หวังทงรีบวางงานในมือลงและกล่าวขอบคุณ พูดเป็นทางการก็เกรงจะเคอะเขิน หวังทงจึงยิ้มร่ากล่าวถามแทนว่า
“ลุงเถียน ท่านมิได้รับใช้มหาอำมาตย์หรือ ทำไมมาเป็นท่านผู้เฒ่าจวนนี้ได้เล่า?”
“ทำงานในในจวนมหาอำมาตย์มาหลายสิบปี อายุมาก คุณชายท่าน...ก็ท่านมหาอำมาตย์จางเมตตานั่นแหละ หาตำแหน่งให้ลูกชายข้า ให้ออกมาสร้างครอบครัว...เฮ้อ ได้รับใช้ก็รับใช้มาทั้งชีวิต พอว่างก็ทนไม่ไหว ทุกวันตอนเช้าอย่างไรก็ต้องหางานอะไรทำบ้าง”
พอได้ยินคำพูดนี้ หวังทงก็ยิ้ม เกษียณมาก็ว่างงานไม่เป็น นี่เป็นเรื่องปกติ หากลุงเถียนที่ถูกหวังทงหยอก ก็อดสบถใส่ไปไม่ได้ว่า
“หากมิใช่ตาแก่อย่างข้าลำบากมาค่อนชีวิต เถียนหรงหาวไอ้ลูกไม่ได้เรื่องเช่นนั้นจะมีตำแหน่งงานที่ดีเช่นนี้ได้อย่างไร ทุกวันเอาแต่สอพลอเลื่อนตำแหน่ง แม้จะเป็นองครักษ์เสื้อแพรก็อาจคงต้องถูกส่งไปตกระกำลำบากเฝ้าบนกำแพงเมืองนั่น!”