อุ่นไอข้างใจคุณ: Chapter0001 ตอนที่ 1
ภาคที่1
ตอนที่1 ผมไม่แต่งกับคุณ (1)
การได้พบกับหันจิงเหนียนในวันนั้น ก้นบึ้งในของหัวใจซย่าหว่านอานอันมีเพียงคำสามคำ “ชั่วชีวิต”
เขาคือคนในสายตาของเธอ รับรู้ได้เลยว่าเขาคือคนที่เธอต้องการมาตลอดชีวิต
‘อยากอยู่ข้างกายคุณเหลือเกิน’ เยี่ยเฟยเยี่ย
-
ภายในห้องทำงานที่โล่งสว่างกว้างขวางและใหญ่โต ซย่าหว่านอานจ้องมองไปยังหันจิงเหนียนผู้ซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานด้านหน้าของเธอครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขามองมาที่ตนเอง แต่ยังไม่มีทีท่าจะวางมือจากงาน จึงเป็นฝ่ายรุกพูดขึ้นว่า “ฉัน...ฉันมาพบคุณ มีเรื่องที่จะต้องคุยกับคุณ”
ปลายนิ้วมื้อที่เคาะลงบนแป้นคีย์บอร์ดของหันจิงเหนียนหยุดลง แต่เขาก็ไม่มองเธอ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นฟังดูเรียบเฉยและเย็นชา “ว่ามา”
ความห่างเหินและเย็นชาเช่นนี้ของเขา ทำให้ซย่าหว่านอานไม่กล้าจะเอ่ยปากพูดอีกต่อไป เธอนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอยู่นาน เมื่อเห็นหันจิงเหนียนเงยหน้ามองมาที่เธอด้วยความงงงัน สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่ปลุกให้เธอกล้าที่จะพูดต่อไปอีก “ฉัน...ฉันอยากจะบอกว่า ฉันแต่งงานกับคุณได้นะ”
หันจิงเหนียนนิ่งอึ้งไป แต่ก็แค่เพียงชั่วพริบตาเดียว เขาก็กลับมาเงียบเฉยและเย็นชาดังเดิม
“ผมไม่แต่งกับคุณ”
คำพูดเพียงห้าคำที่เรียบง่าย ทำให้ปลายนิ้วมือของซย่าหว่านอานกำชายเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัวประหนึ่งว่ากลัวว่าเขาจะมองอะไรบางอย่างออก เธอไม่ลังเลใจรีบพูดไปว่า “ฉันรู้...ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้ชอบฉัน แล้วก็ไม่อยากแต่งงานกับฉัน...แต่พวกเขาต้องการให้เราเกี่ยวดองกัน
พอซย่าหว่านอานพูดถึงตรงนี้ เธอก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรต่ออีก เธอสับสนว้าวุ่นอยู่ครู่ใหญ่ แต่ถึงอย่างไรก็จะไม่ยอมแพ้เช่นนี้ จึงเอ่ยปากพูดขึ้นอีก โดยเปลี่ยนวิธีการพูดเสียใหม่ “คุณวางใจเถอะ...พวกเราทำธุรกิจร่วมกัน” หลังจากที่เราแต่งงานกันแล้วฉันสัญญาว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณ และสิ่งที่คุณต้องการความร่วมมือ ฉันให้พ่อของฉันช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้ลุล่วงได้...ฉัน ฉันไม่ได้ชอบคุณ ที่ฉันทำแบบนี้ไม่ได้มีความหมายอื่น ก็คือ ก็คือเพื่อ เพื่อทำให้พ่อของฉันสบายใจ...ดังนั้น...คุณ...คุณลอง...”
คำพูดสุดท้ายของซย่าหว่านอานยังไม่ทันได้พูดจนจบ หันจิงเหนียนก็เอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นบาดใจ “ผมต้องเข้าประชุมแล้ว เชิญคุณตามสบาย”
เขาพูดพลางลุกขึ้นยืนแล้วหยิบเอกสารฉบับหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ
ซย่าหว่านอานอ้าปากจะพูด เธอยังคงคิดที่จะพูดอะไรอีกสักหน่อยเพื่อโน้มน้าวใจหันจิงเหนียน เพียงแต่คำพูดสุดท้ายที่จะพูดออกมาแม้คำๆ เดียวก็ยังพูดไม่ออก หันจิงเหนียนทำราวกับว่าเธอไม่มีตัวตน ทิ้งเธอเอาไว้เพียงลำพังแล้วเดินจากไปพร้อมกับปิดประตูห้องทำงานที่ทั้งหนักและหนาลง ซย่าหว่านอานจึงละสายตาจากทางเดินที่หันจิงเหนียนเดินจากไป...
เธอมองดูรอบๆ ห้องทำงานของเขารอบหนึ่ง สุดท้ายสายตาของเธอก็หยุดลงตรงด้านหน้าโต๊ะทำงานของเขา เธอมองตรงที่ๆ เขาเพิ่งนั่งก่อนหน้านี้ สีหน้าของเธอแสดงออกมาถึงความอ่อนโยน แต่ทว่าเพียงไม่นานก็ถูกความรู้สึกเย็นชาและโศกเศร้าปกคลุมอย่างรวดเร็ว เธอรู้ว่าเขาไม่ชอบเธอ จะไม่แต่งงานกับเธอ แต่เธอไม่ล้มเลิกความคิดที่จะลองเด็ดขาด
หลังจากนั้นสองชั่วโมงหันจิงเหนียนประชุมเสร็จแล้วจึงกลับมาที่ห้องทำงานอีกครั้ง เขาเดินไปยังโต๊ะทำงานพลางพูดคุยกับเลขาที่เดินตามอยู่ด้านหลัง
จนกระทั่งเมื่อเขานั่งลงบนเก้าอี้ สิ่งที่เขาต้องการพูดทั้งหมดก็จบลง และในที่สุดเลขาก็เอ่ยพูดในสิ่งที่ตนเองต้องการจะพูด “ผู้จัดการใหญ่หันคะ คุณซย่าออกไปแล้วค่ะเมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้านี้...”
เมื่อเผชิญกับประโยคนี้ สีหน้าของหันจิงเหนียนก็ไม่แสดงอาการใดๆ ทั้งสิ้น เลขาทำได้เพียงพูดต่อไป “ฉันบอกเธอว่าจะให้คนขับรถไปส่งเธอ แต่คุณซย่าปฏิเสธ”
หันจิงเหนียนยังคงมีสีหน้าที่ไม่สนใจ ราวกับว่าเลขาเป็นเพียงอากาศก็ไม่ปาน
“นี่เป็นเอกสารที่ทนายเฉินลี่ว์ส่งมาให้คุณ” เลขาเอ่ยขึ้นเป็นครั้งที่สาม และยื่นเอกสารให้กับเขา
ในที่สุดหันจิงเหนียนก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง เขาพยักหน้าเล็กน้อย แล้วก็รีบเปิดเอกสารอย่างฉับไว้ หลังจากที่ได้เห็นเนื้อหาข้างในเอกสารแล้ว คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน
“ผู้จัดการใหญ่หัน?”เลขาเห็นว่าหันจิงเหนียนดูนิ่งเฉยไร้ซึ้งปฏิกิริยาตอบสนอง จึงเอ่ยเรียกอีกครั้ง
หันจิงเหนียนได้สติ ชำเลืองมองไปที่เลขาหนึ่งครั้ง
“หากไม่มีอะไรแล้ว ฉันไปก่อนนะคะ”
หันจิงเหนียนเอ่ยตอบเพียงคำเดียวว่า “อืม” เขารอจนกระทั่งเลขาออกไปได้ระยะหนึ่งแล้ว จึงมองไปที่เอกสารที่ถืออยู่ในมืออีกครั้ง
ขณะที่กำลังอ่านเอกสารอยู่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะกระวนกระวายใจอยู่ไม่น้อย เขาโยนเอกสารฉบับนั้นเข้าไปในลิ้นชัก จากนั้นก็เปิดคอมพิวเตอร์ทุ่มเททำงาน ทว่าท่าทีที่เขาเคาะแป้นคีย์บอร์ดนั้นเผยให้เห็นว่าเขาไม่มีสมาธิที่จะจดจ่อกับงาน
สภาวะเช่นนี้กินเวลายาวนานต่อเนื่องราวหนึ่งชั่วโมง เขาดึงลิ้นชักออกมาอีกครั้ง หยิบเอกสารฉบับนั้นออกมา จากนั้นเขาก็เอนตัวพิงกับพนักเก้าอี้ เงยหน้ามองฝ้าเพดาน
เขานั่งเหม่อลอยอยู่เงียบๆ เป็นนานเพียงลำพัง และในที่สุดเขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทรไปหาซย่าหว่านอาน
ไม่รู้ว่าเป็นความเข้าใจผิดของเขาหรือไม่ เสียงปลายสายของซย่าหว่านอานเป็นน้ำเสียงที่มีความแปลกใจและความหวาดกลัวอยู่นิดหน่อย “ฮัลโหล”
หันจิงเหนียนไม่พินิจพิเคราะห์น้ำเสียงของซย่าหว่านอานนานนัก แล้วพูดประเด็ดสำคัญที่ตนเองต้องการจะพูดออกไป “ผมจะแต่งงานกับคุณ”