ข้ามกาลบันดาลรัก

ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 034 ตอนที่ 34

#34Chapter 034

ตอนที่ 34 เจอเมล็ดสน

ในโถงกลางบ้านมีโต๊ะขนาดใหญ่สองตัววางต่อกัน เพราะเป็นครอบครัวเดียวกัน จึงไม่ได้แบ่งแยกชายหญิง คนทั้งหมดต่างนั่งลงกินข้าวเที่ยงด้วยกันอย่างครึกครื้น

เมิ่งชื่อคีบหมูน้ำแดงสองชิ้นแบ่งให้ท่านพ่อและท่านแม่ของตัวเองคนละถ้วย “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านลองชิมฝีมือหมูน้ำแดงของโยวเอ๋อร์ดูเถอะเจ้าค่ะ เนื้อมันแต่ว่าไม่เลี่ยน ถูกปากเป็นอย่างมาก”

สองผู้เฒ่าคีบเนื้อหมูเข้าปาก แล้วค่อยๆ ลิ้มรส “อร่อย เข้าปากก็ละลายแล้ว ทั้งหอมทั้งกรอบ พวกเจ้ารีบชิมกันดูเถอะ”

เด็กๆ ทั้งหมดต่างก็อยากกินจะตายแล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยื่นตะเกียบออกไปคีบเนื้อเข้าปากคนละชิ้น

“อร่อย!”

“อร่อยยิ่งนัก!”

“ข้าก็ไม่เคยกินเนื้อที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย”

ภรรยาจางจู้มองดูท่าทีพึงพอใจของเด็กๆ อย่างขบขัน “พวกเจ้านี่นะ ขอแค่เป็นหมูก็บอกว่าอร่อยแล้ว”

“ท่านแม่ ท่านแม่ลองกินดูเถอดขอรับ น้องโยวเอ๋อร์ก็ทำหมูน้ำแดงได้อร่อยจริงๆ” จางเชาพูด

ภรรยาจางจู้คีบหมูชิ้นหนึ่งเข้าปาก “ข้าจะชิม...” ทว่ายังพูดไม่จบก็หยุดชะงัก เคี้ยวกรุบๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ แล้วค่อยๆ กลืนลงคอ “สวรรค์ โยวเอ๋อร์ เหตุใดถึงได้อร่อยเช่นนี้”

ทุกคนหัวเราะอย่างเฮฮา ทยอยหยิบตะเกียบขึ้นมากินบ้าง

หลังจากอาหารเที่ยง ทุกคนก็มาช่วยกันร้อยข้าวโพดในลานบ้านต่อ เมิ่งเชี่ยนโยวเสนอให้เด็กๆ ทั้งหมดขึ้นไปเที่ยวเล่นบนภูเขาใกล้ๆ ด้วยกัน

สองสามีภรรยาเมิ่งก็เคยชินกับการชอบขึ้นไปเดินเล่นบนภูเขาของเมิ่งเชี่ยนโยวแล้ว เช่นนั้นจึงไม่ได้ห้ามปราม เพียงกำชับเด็กๆ ทั้งหมดให้ระวังความปลอดภัย อย่าไปให้ไกลเกินไป แล้วจึงให้พวกเขาไป

เมิ่งเจี๋ยและลูกชายคนเล็กของจางเกินยังเด็ก จึงได้แต่รออยู่ที่บ้าน ส่วนเด็กที่เหลือทั้งหกคนต่างก็เดินดาหน้าขึ้นเขาลูกใกล้ๆ ไปอย่างเอิกเกริก

จางเชาเดินนำทางอยู่ข้างหน้า ทั้งหมดเดินไปพลางพูดคุยไปพลาง เพียงไม่นานก็มาถึงเนินเขา ภูเขาที่นี่ใหญ่กว่าภูเขาหมู่บ้านหวงมากนัก ต้นไม้ก็หนาทึบ เมิ่งเสียน เมิ่งฉีสองพี่น้องคุ้มกันเมิ่งเชี่ยนโยวไว้ตรงกลาง แล้วถึงเดินขึ้นไปบนเขา

ผักป่าบนเขานั้นถูกคนขุดไปจนหมดแล้ว มีเพียงหญ้าป่าที่แกว่งไกวท่ามกลางสายลมโชยอ่อน ใบไม้บนต้นไม้ก็เริ่มเปลี่ยนสีร่วงโรย มีแสงแดดสว่างสาดส่องเข้ามา

ทั้งหมดค่อยๆ เดินเลาะไปตามทาง ไม่รู้ว่าเดินมานานแค่ไหนแล้ว ทางเดินก็แคบลงเรื่อยๆ หญ้ารกชัฎก็เพิ่มมากขึ้น จางเชารั้งคนทั้งหมดไว้ บอกไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ให้เดินเข้าไปต่อ บอกว่าข้างหน้ามีน้อยคนจะเข้าไป อันตรายเกินไป

“ท่านพี่ ข้างหน้ามีอันตรายอะไรหรือเจ้าคะ เหตุใดถึงไม่ให้ไปล่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม

“ข้าเองก็ไม่รู้ แต่คนในหมู่บ้านต่างก็พูดเช่นนี้ มีน้อยคนนักที่กล้าจะเดินเข้าไปด้านในต่อ” จางเชาตอบ

“พวกเราแค่จะเดินเข้าไปด้านในอีกหน่อย หากมีอันตราย พวกเราจะออกมาทันทีเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวเสนอะแนะ

“ไม่ได้นะ!” จางเชายืนหยัดไม่เห็นด้วย เมื่อครู่ท่านพ่อท่านแม่ก็กำชับไว้แล้วว่าจะต้องดูแลน้องโยวเอ๋อร์ให้ดี หากเดินเข้าไปด้านในเจอกับอันตรายเข้าจริงๆ จะทำอย่างไรกัน

ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะสองพี่น้องเมิ่งเสียนและเมิ่งฉี พวกเขายังตกใจเรื่องที่เมิ่งเชี่ยนโยวล้มหัวกระแทกบนเขาครั้งก่อน กลัวว่าครั้งนี้จะเจอกับเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีก เพราะเช่นนั้นไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่เดินเข้าไปด้านในเด็ดขาด

เมิ่งเชี่ยนโยวจึงไม่มีทางเลือก จำต้องชะเง้อมองโดยรอบอยู่ตรงนั้น

“พี่ใหญ่ ท่านว่าบนต้นไม้นั้นคืออะไรเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่ที่มีลูกผลเต็มต้นพลางเอ่ยถามขึ้น

เมิ่งเสียนเพ่งพินิจดู ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด ก็เกาหัวมองคนอื่นๆ ขอความช่วยเหลือ

คนอื่นๆ เองต่างก็ไม่รู้ว่าคืออะไร

“ท่านพี่ เราไปเด็ดมาดูกันเถอะเจ้าค่ะ วางใจได้ ระยะห่างจากตรงนี้ไม่ไกล ไม่เกิดเรื่องอะไรแน่นอน” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด

จางเชามองดูต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นน่าจะอยู่ห่างออกไปประมาณสิบกว่าเมตรได้ ก็พูดขึ้นว่า “พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้เถอะ เดี๋ยวข้ากับน้องเล็กจะไปเด็ดมาให้เอง”

ว่าพลางทั้งสองคนก็เดินเข้าไป และก็เป็นจางเชาที่ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ต้นนั้น เด็ดเมล็ดผลที่ดูแปลกประหลาดจากบนต้นนั้นโยนให้กับจางฉี จางฉีก็รับไว้ รอจนจางเชาลงมาจากต้นไม้ ทั้งสองก็เดินกลับมาพร้อมกัน

เมิ่งเชี่ยนโยวรับสิ่งของที่จางฉีนำกลับมาให้ แล้วดูอย่างพิเคราะห์ พลันพูดด้วยความปิติ “พี่ใหญ่ พี่รองช่วยกันแกะเปลือกด้านนอกออกหน่อย!”

เมิ่งเสียนและเมิ่งฉีรีบแกะเปลือกที่ห่อหุ้มออก เมิ่งเชี่ยนโยวก็หยิบเข้าปากออกแรงกัด กลิ่นหอมของเมล็ดสดดิบพลันกระจายออกมา

“พวกเรารวยแล้วเจ้าค่ะ!” เมิ่งเชี่ยนโยวคายเมล็ดสนในปากทิ้ง แล้วพูดขึ้นอย่างยินดีปรีดา

คนทั้งหมดต่างไม่เข้าใจ เมิ่งเชี่ยนโยวชี้ไปที่สิ่งของประหลาดนั้นแล้วพูดอธิบาย “นี่คือลูกสน พอแกะเปลือกที่ห่อหุ้มออกด้านในคือเมล็ดถั่วที่กินได้ชนิดหนึ่ง เรียกว่าเมล็ดสน เมล็ดสนเมื่อคั่วสุกสามารถเอามาทำเป็นของกินเล่นเลิศรสได้ แล้วยังนำไปใส่ในอาหารได้ด้วย ราคาก็น่าจะสูงมากเลยนะเจ้าคะ”

เมื่อได้ยินว่าเอาไปขายได้ พี่น้องบ้านจางก็พลันลิงโลด แทบอยากจะขึ้นไปเด็ดลูกสนทั้งหมดกลับบ้าน

“ท่านพี่ ท่านก็กลับไปแอบบอกลุงใหญ่ ลุงน้ารอง แล้วสะพายตะกร้ากลับมาด้วยจำนวนหนึ่งนะเจ้าคะ พวกเราจะหาดูว่าแถวนี้ยังมีต้นสนอีกหรือไม่”

เมิ่งเชี่ยนโยวพูดกับจางเชา

จางเชาพยักหน้า แล้วกำชับให้พวกเขาหาดูในบริเวณนี้เท่านั้น ห้ามเดินเข้าไปด้านในเด็ดขาด จากนั้นก็รีบวิ่งถลากลับบ้านไป

ทั้งหมดเดินวนอยู่บริเวณนั้นอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ก็เจอกับต้นสนอีกหลายต้น ไม่นานก็ได้เห็นคนจำนวนหนึ่งรีบรุดเดินตรงมา นอกจากจางจู้ จางเกินและจางเชาแล้ว เมิ่งเอ้ออิ๋นก็สะพายตะกร้าอีกสองสามใบเดินอาดๆ ตามมาด้วย

ทั้งสี่คนเดินมาหยุดตรงหน้าของเมิ่งเชี่ยนโยว จางจู้ก็พูดขึ้นด้วยความยินดี “โยวเอ๋อร์ ข้าได้ยินเชาเอ๋อร์บอกว่าพวกเจ้าเจอเมล็ดสนที่เอาไปขายเป็นเงินได้ นี่เป็นความจริงหรือไม่”

เมิ่งเชี่ยนโยวยื่นเมล็ดสนให้จางจู้ดู “เมล็ดถั่วด้านในก็คือเมล็ดสน ลุงใหญ่ดูสิเจ้าคะ”

จางจู้รับลูกสนมาอย่างประหลาดใจ เห็นเมล็ดสนที่ถูกห่อหุ้มอัดแน่นเป็นชั้นๆ แกะเปลือกออก เอาเข้าปากกัดหนึ่งคำก็กลับกัดไม่เข้า

“เหตุใดถึงแข็งเช่นนี้ล่ะ” พูดจบก็ออกแรงกัดอีกครั้ง เมล็ดสนถูกกัดจนแหลก จางจู้ก็คายทั้งหมดออกมา พูดกับเมิ่งเชี่ยนโยวว่า “นี่ก็กินไม่ได้สักหน่อย”

เมิ่งเชี่ยนโยวจึงหัวเราะพูดขึ้นว่า “ตอนนี้เมล็ดสนยังคงดิบอยู่ จึงแข็งมาก ไว้พวกเรากลับไปต้มให้สุก คิดหาวิธีทำให้แตกออก ก็จะอร่อยเองเจ้าค่ะ”

“เจ้ามีวิธีทำให้เมล็ดแตกออกได้หรือ” จางจู้ถาม เมล็ดสนทั้งเล็กและแข็ง หากไม่แตกออก ต่อให้ต้มจนสุกก็คาดว่าก็คงไม่มีใครอยากกิน เพราะเคี้ยวยากเกินไป

“ข้าก็ไม่รู้เจ้าค่ะ แต่เราเอาลูกสนพวกนี้กลับบ้านก่อน แล้วค่อยมาช่วยกันคิดอีกที ขอเพียงทำให้เมล็ดสนแตกออกได้ ครอบครัวของท่านลุงก็จะได้เงินกันไม่น้อยแล้ว” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด

พอได้ยินนางพูดเช่นนี้ จางจู้ก็ไม่ได้ลังเลอีก เรียกเด็กๆ ทั้งหมดปีนขึ้นไปเก็บลูกสนบนต้นไม้ ส่วนพวกเขาผู้ใหญ่ก็รอเก็บลูกสนใส่ตะกร้าที่ใต้ต้นสน

“ลุงใหญ่ ลุงรองเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวร้องเรียก

ทั้งสองหันมามองนาง

เมิ่งเชี่ยนโยวพูดต่อ “เรื่องที่เราเจอเมล็ดสนนี้ ทางที่ดีอย่าบอกคนอื่นรู้เด็ดขาด เช่นนั้นอีกเดี๋ยวตอนที่พวกเราแบกกลับไปจะต้องหาสิ่งของมาบังไว้นะเจ้าคะ”

ทั้งสองไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงให้คนอื่นรู้ไม่ได้ เช่นนั้นจึงถามขึ้นอย่างแคลงใจ “เพราะอะไรหรือ”

“หากเราหาวิธีที่ทำให้เมล็ดสนแตกออกได้แล้ว นี่จะเป็นวิธีหาเงินวิธีเดียวในฤดูหนาวปีนี้ของครอบครัวพวกท่าน หากให้คนอื่นรู้เข้า พวกท่านยังจะขายได้เงินอีกหรือเจ้าคะ”

ทั้งสองยังคงลังเล เมิ่งเชี่ยนโยวจึงพูดขึ้นต่อ “ข้ารู้ว่าลุงใหญ่กับลุงรองก็กังวลว่า หากภายหลังคนในหมู่บ้านรู้เรื่องนี้เข้า จะบอกว่าพวกท่านไม่ดี แต่ตอนนี้ครอบครัวพวกท่านมีความเป็นอยู่อัตคัด จะมีปัญหาอะไรไปช่วยเหลือคนอื่น หากพวกท่านรู้สึกทำใจไม่ได้จริงๆ เช่นนี้ไว้พอให้มีชีวิตสุขสบายกว่านี้ ค่อยช่วยพวกเขาก็ได้นะเจ้าคะ”

“ลูกของข้าพูดถูกแล้ว พี่ใหญ่ พี่รองมีความเป็นอยู่ที่ลำบาก เชาเอ๋อร์ก็ถึงวัยที่จะต้องแต่งงานแล้ว มีเรื่องให้ต้องใช้จ่ายเงินทองอีกมาก เรื่องเจอเมล็ดสนนี้ก็อย่าเพิ่งบอกใครเลย อีกอย่างพวกเราก็ยังไม่รู้ว่าจะขายได้เงินหรือเปล่า หากบอกคนอื่น แล้วขายไม่ได้เงินเล่าจะทำอย่างไร” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดโน้มน้าวขึ้นเสียงเบา

จางจู้คิดถึงสภาพการเงินของครอบครัวในตอนนี้แล้วก็ทอดถอนหายใจยาว ยอมรับความคิดของเมิ่งเชี่ยนโยวกลายๆ

เด็กๆ พากันเด็ดกันอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานทุกคนก็เก็บได้เต็มตะกร้า

“พวกเราสามคนจะแบกกลับไปรอบหนึ่งก่อน โยวเอ๋อร์เจ้าเก็บลูกสนที่เด็ดทิ้งลงมาใส่ไว้ในตะกร้าต่อนะ” เมิ่งเอ้ออิ๋นสะพายตะกร้าใส่ลูกสนที่ปิดบังมิดชิดแล้วขึ้นหลังพูด

เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้าลง ทั้งสามถึงรีบเดินมุ่งหน้าไปที่บ้าน

หลังจากที่ทั้งสามคนไปแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็ก้มเก็บลูกสนที่เด็ดทิ้งลงมาใส่ตะกร้าต่อ รอจนทั้งสามคนกลับมาแล้วตะกร้าทั้งหมดก็ถูกบรรจุจนพูน แค่ลูกสนจากต้นไม้ต้นเดียวก็ยังเด็ดไม่หมด

พวกจางจู้ทั้งสามคนนั้นไม่ได้หยุดพัก สะพายตะกร้าที่บรรจุจนเต็มเดินกลับบ้านต่อ ไปๆ กลับๆ หลายรอบ กระทั่งฟ้าเริ่มมืด เด็กๆ ทั้งหมดถึงเด็ดลูกสนจากต้นไม้สองต้นเสร็จ

ทั้งหมดเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ช่วยกันเก็บลูกสนใส่ตะกร้าใบสุดท้าย

“ไม่รู้จะแกะได้เมล็ดสนออกมามากแค่ไหน” จางเชาที่เด็ดลูกสนตลอดทั้งบ่าย แต่ยังคงคึกคักกระปรี้กระเปร่าถามขึ้น

คนอื่นๆ ก็มองเมิ่งเชี่ยนโยวด้วยความหวัง

เมิ่งเชี่ยนโยวโบกมือเป็นพัลวัน “ข้าก็ไม่รู้”

ทั้งหมดไม่ได้ผิดหวัง ยังคงถกเถียงกันอย่างคึกคัก

จางเชาสะพายตะกร้าใบหนึ่งที่ปิดบังไว้แล้วขึ้นหลังพูดว่า “พวกเรากลับกันเถอะ น้องโยวเอ๋อร์ควรจะกลับบ้านแล้ว”

ทั้งหมดสะพายตะกร้าขึ้นหลังอย่างเชื่อฟัง ค่อยๆ เดินลงจากเขา

...

พอเดินมาถึงหน้าบ้าน ก็เห็นทั้งเด็กและคนแก่กำลังแกะลูกสน บรรจุใส่ถุงข้างๆ ไม่น้อยแล้ว

คนทั้งหมดเดินพ้นประตูเข้ามาอย่างยินดี ถอดตะกร้าวางไว้บนพื้น ภรรยาจางจู้รีบเทน้ำให้กับทุกคน วางไว้บนโต๊ะกลางลานบ้าน

“โยวเอ๋อร์ เมล็ดสนนี้ก็ขายได้เงินจริงๆ หรือ” เมิ่งชื่อแกะเมล็ดสนถามขึ้นอย่างชื่นบาน จางเชาวิ่งกลับมาบอกว่า โยวเอ๋อร์เจอเมล็ดสนชนิดหนึ่งขายเป็นเงินได้ ทั้งครอบครัวต่างก็ดีอกดีใจ ขอเพียงเมล็ดสนนี้ขายเป็นเงินได้ ชีวิตของบ้านเดิมจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างลำบากแล้ว

“อือ แต่ต้องเอามาแปรรูปหน่อย” เมิ่งเชี่ยนโยวตอบ

“แปรรูปอย่างไรหรือ” พอได้ยินว่าเอาไปขายได้ ภรรยาจางจู้ถามขึ้นอย่างยินดี

“ข้าก็ไม่รู้เจ้าค่ะ ข้าต้องเอากลับไปลองทำดูก่อน” ในชาติก่อนพวกนางใช้วิธีโยนเมล็ดสนไปเผาในกองไฟ ตอนนี้เมล็ดสนเยอะเช่นนี้ เอาไปเผาโดยตรงไม่ได้ อีกอย่างพอเผาออกมาแล้วก็จะมีรูปร่างไม่น่าดู หากเอาไปขายจริงๆ คาดว่าจินเดียวก็คงขายไม่ได้

“ได้ๆ เจ้าเอากลับไปลองทำดูก่อนเถอะ พวกเราจะรอฟังข่าวจากเจ้า” ภรรยาจางจู้พยักหน้าพูด

“เมล็ดสนที่แกะออกมาแล้วยังต้องนำไปผึ่งลม อย่าเก็บใส่ถุงทันที จะทำให้เป็นราได้นะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดเตือน

ภรรยาจางจู้รีบนำกระด้งออกมา เทเมล็ดสนที่แกะแล้วลงไป วางผึ่งไว้ในที่อากาศถ่ายเท

“วันนี้เด็ดมาได้ทั้งหมดสองต้น เหลืออีกหลายต้น พรุ่งนี้พวกเจ้าก็พยายามไปเด็ดกลับมาให้หมดเถิด หากปล่อยไว้นานเข้า คนอื่นจะมาพบเจอได้”

“ข้ากับลุงรองของเจ้าก็ตกลงกันแล้ว พรุ่งนี้พอฟ้าสางพวกเราสองครอบครัวจะรีบขึ้นไปเด็ด ยังดีว่าตอนนี้คนที่ขึ้นไปขุดผักป่าบนเขามีน้อย น่าจะไม่มีใครมาเห็น” จางจู้พูด

เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้าลง

คนทั้งหมดพูดคุยอย่างมีความสุขอีกครู่หนึ่ง แม่ของเมิ่งชื่อเห็นว่าฟ้ามืดแล้ว ก็เร่งเร้าลูกสาวขึ้น “ทางเดินไม่ค่อยดี พวกเราก็รีบกลับบ้านกันเถอะ”

เมิ่งเอ้ออิ๋นและเมิ่งชื่อลุกขึ้น เมิ่งชื่อจับมือท่านแม่พูดว่า “รอให้พวกเราเก็บกวาดบ้านใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านกับท่านพ่อจะต้องไปอยู่กับพวกเราสักระยะหนึ่งนะเจ้าคะ”

สองผู้เฒ่ารับคำ เมิ่งชื่อถึงได้นำนุ่นไปวางบนรถ บอกลาสองผู้เฒ่า แล้วกลับบ้านอย่างอาลัยอาวรณ์