หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 001 ตอนที่ 1
ตอนที่ 1 อู๋เยวี่ยเสิ่น ล่มจมเดือนเจ็ด
ราวกับว่ายังได้ยินเสียงเด็กร้องเพลงเมื่อรัชศกเจิ้งเจาปีที่สามดังแว่วมา...
อู๋เยวี่ยเสิ่น ล่มจมเดือนเจ็ด ยศถาบรรดาศักดิ์รุ่งเรืองเฟื่องฟูบานสะพรั่งดังจอกแหนที่ไร้ราก....
อู๋เยวี่ยเสิ่น ล่มจมเดือนเจ็ด ยศถาบรรดาศักดิ์รุ่งเรืองเฟื่องฟูบานสะพรั่งดังจอกแหนที่ไร้ราก....
เสิ่นหนิงตกใจตื่นจากความฝันเหงื่อท่วมตัว ดึงผ้าห่มออกตามความเคยชิน เสียงดึงผ้าห่มเบาๆ ทำให้ชิวเกอสาวใช้ประจำตัวที่นอนเฝ้าตื่นขึ้นด้วย
“คุณหนู ตื่นกลางดึกหรือเจ้าคะ” เสียงของชิวเกอเจือด้วยความง่วง แต่กลับเคลื่อนที่ด้วยความว่องไวถือเชิงเทียนเข้ามา ตัดไส้เทียนออกหน่อยหนึ่ง ทำให้ห้องที่ค่อนข้างมืดมัวสว่างขึ้นทันที
ขณะที่เสิ่นหนิงอาศัยแสงเทียนมองเห็นมือน้อยนุ่มนิ่มของตัวเอง จิตใจที่เดิมยังปั่นป่วนวุ่นวายสงบได้ในทันใด ใช่แล้ว นางรู้แล้ว มือน้อยนุ่มนิ่มได้เตือนสตินาง ขณะนี้อายุนางเพียงแค่สิบสองขวบปี นางรับรู้ด้วยว่า ขณะนี้ ไม่ใช่เดือนเจ็ดในรัชศกเจิ้งเจาปีที่สาม แต่เป็นเดือนสามในรัชศกฉางไท่ปีที่สามสิบห้า
เดือนสามรัชศกฉางไท่ปีสามสิบห้า เสิ่นเจ๋อจิ้งบิดาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมการสอบกระทรวงขุนนาง ขุนนางขั้นห้า จึงย้ายทั้งครอบครัวกลับมายังเมืองหลวง กลับไปอยู่ร่วมกับเสิ่นหวาซั่นผู้เป็นปู่ซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธา เป็นช่วงเวลาที่ชีวิตราชการเจริญก้าวหน้าอนาคตสดใสยิ่งนัก
ตระกูลเสิ่นในเวลานี้ มีเชื้อสายไปทั่วทั้งเหนือใต้ ลำพังสายภรรยาเอกของตระกูลเสิ่นก็ล้วนแต่กิตติศัพท์โด่งดัง พร้อมที่จะเจริญก้าวหน้าในวงราชการทั้งสิ้น ผู้คนต่างขนานนามว่าอู๋เยวี่ยเสิ่น
เสิ่นหวาซั่นเสนาบดีกระทรวงโยธาขุนนางระดับสาม เสิ่นไคซั่นข้าหลวงเมืองหางโจวขุนนางระดับสี่ เสิ่นเจ๋อจิ้งขุนนางกระทรวงขุนนางระดับห้า เสิ่นเจ๋อซือผู้บังคับกองกั่วอี้เมืองอวี้โจวขุนนางระดับหก เสิ่นเจ๋อเฉิงนายอำเภอจิงหนานขุนนางระดับหก
ยังมีเสิ่นเจ๋อเกาขุนนางระดับเจ็ด เสิ่นเจ๋อหรู.......
ใครจะคาดคิดได้ว่า ตระกูลอู๋เยวี่ยเสิ่นที่เฟื่องฟู เรียกได้ว่าเป็นตระกูลยิ่งใหญ่ในรอบศตวรรษ จะถูกประหารล้างโคตรในอีกสิบสามปีต่อมา
ตระกูลเสิ่นในเวลานั้นยังรุ่งเรืองกว่าปัจจุบัน ในตระกูลนอกจาก “หนึ่งซั่นสามเจ๋อเจ็ดอวี๋” แล้ว ยังมีฮองเฮาเสิ่นนามเสิ่นหนิงที่ระบือลือลั่น
แต่ทว่า แล้วเป็นอย่างไร
เสิ่นหนิงจำได้ไม่ลืมว่าสิบสามปีให้หลังของเดือนเจ็ดรัชศกเจิ้งเจาปีที่สามนั้น เป็นฝันร้ายที่นางไม่มีวันลืมตลอดชีวิต ถึงแม้เกิดใหม่อีกชาติหนึ่งก็ไม่สามารถลบเลือนไปได้ นางจำความโหดเหี้ยมและความแค้นเมื่อเดือนเจ็ดที่ทำลายทั้งชีวิตของนางได้ไม่มีวันลืม
วันที่สิบสองเดือนเจ็ด ถอดยศเสิ่นหวาซั่นเป็นขุนนางระดับหนึ่ง ไปศาลต้าหลี่ จำคุก
วันที่สิบสี่เดือนเจ็ด ปลดเสิ่นเจ๋อจิ้งจากตำแหน่งผู้ตรวจการหลิ่งหนานเต้า ข้อหาทุจริตในหน้าที่ จำคุก
วันที่สิบห้าเดือนเจ็ด ปลดเสิ่นเจ๋อเฉิงจากข้าหลวงเมืองหางโจว ข้อหาทุจริตในหน้าที่ จำคุก
วันที่สิบแปดเดือนเจ็ด ถูกกล่าวหาว่าตระกูลเสิ่นซ่องสุมทหารห้าหมื่น เทียบเท่าก่อกบฏ
วันที่สิบเก้าเดือนเจ็ด ผู้ชายทั้งหมดในตระกูลเสิ่นล้วนถูกประหารด้วยข้อหาก่อกบฏโดยไม่แบ่งแยกอายุ
วันที่ยี่สิบเดือนเจ็ด ปลดฮองเฮา ราชโองการ “ฮองเฮาไม่ดำรงอยู่ในราชประเพณี ลุ่มหลงในมนตร์ดำ ไม่สามารถปฏิบัติตนตามโองการสวรรค์ได้ ทำตัวดั่งพญาอินทรีในพระราชวัง ไร้คุณธรรมแห่งกุลสตรี ประพฤติผิดทำนองคลองธรรม ไม่สามารถอบรมดูแลบุตร ว่ากล่าวสนมอื่น เรียกคืนตราตั้ง ถอดยศแล้วเนรเทศไปอยู่วังฉางชุน”
เช่นนี้แล้ว ในเวลาแปดวันอันแสนสั้น ตระกูลเสิ่นล่มจมหมดสิ้น เปรียบดังน้ำค้างยามเช้า หายลับไปจากสายตาของราชวงศ์ต้าหย่งนับแต่นี้
ส่วนเสิ่นหนิง ได้เริ่มต้นชีวิตที่ดุจดั่งภูตผีในวังเย็นฉางชุน วังเย็นฉางชุนจะเป็นเช่นไรหนอ
กับข้าวเหม็นหืนข้าวเย็นชืดในแต่ละวัน ลมเย็นโชยจากผนังทรุดโทรมทั้งสี่ด้าน ผ้าห่มผืนบางแค่พอคลุมตัว คำเหน็บแนมเย้ยหยันที่ไม่เคยสิ้นสุด แต่นางก็ได้อดทนกล้ำกลืนจนผ่านมา อดทนจนถึงสิบเจ็ดปี
นางในเกลียดชังนางที่ไม่ยอมตายเสียที พูดกรอกหูด้วยความมุ่งร้ายทุกวี่วันว่า คนตระกูลเสิ่นตายไปจนหมดสิ้นแล้ว ทำไมเจ้ายังไม่ตาย ทำให้ข้าต้องทนอยู่ในที่นรกนี้ปรนนิบัติเจ้า ทำไมเจ้ายังไม่ตายเสียที?!
คนตระกูลเสิ่นตายหมดแล้ว ทำไมเจ้ายังไม่ตาย ทำไมเจ้าถึงยังไม่ยอมตาย
ข้าจะตายได้อย่างไร?!เสิ่นหนิงพึมพำยิ้มบอกตัวเอง เสียงระฆังแห่งความล่มจมของแคว้นยังไม่ทันดัง แล้วนางจะตายได้อย่างไร นางจะต้องอยู่จนวาระสุดท้าย จะแข่งอายุยืนกับเขา ดูซิว่า คนที่อาศัยอิทธิพลของตระกูลอู๋เยวี่ยเสิ่นจนได้ขึ้นครองราชย์ เขาที่อาศัยฝีมือของอู๋เยวี่ยเสิ่นจนได้ราชบัลลังก์จะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่ปี เมื่อไรถึงจะไปปรโลกร่วมกับเครือญาติของนาง ตระกูลของบิดา ลูกของนางได้ เขาต้องตายก่อน เมื่อนั้นนางถึงจะมีหน้าไปพบพวกเขาได้
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกรรมของนาง!
เพราะนางแต่งงานกับเขา เพื่อช่วยให้เขาได้นั่งบัลลังก์ฮ่องเต้ นางได้ใช้ฐานะบุตรสาวคนโตของภรรยาเอก ใช้ความมั่นคงร้อยปีของตระกูลเสิ่นเป็นพันธสัญญา เพื่อให้เขาได้คนของตระกูลเสิ่นที่มีความสามารถ ตระกูลเสิ่นที่มีความสามารถคนแล้วคนเล่าทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อเขา จนทำให้เขาได้ขี้นนั่งบัลลังก์สูงสุด
รัชศกฉางไท่ปีสามสิบแปดของฮ่องเต้องค์ก่อน เสิ่นหวาซั่นเสนาบดีกระทรวงโยธาเสนอแผน “แปดกลยุทธ์คืนความสงบ” ช่วยให้ฮ่องเต้เห็นถึงตัวตนเขา เป็นผลให้เขาโดดเด่นกว่าองค์ชายทั้งปวง
รัชศกฉางไท่ปีที่สี่สิบ ขุนนางซือเทียนเฉิงเสิ่นอวี๋เล่อทำนายว่าตำหนักชินอันเตี้ยนจะเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ เขาถือโอกาสฉวยป้ายวิญญาณบรรพบุรุษออกมาจากกองเพลิงได้ ถือเป็นความกตัญญูอย่างยิ่ง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาท
รัชศกฉางไท่ปีที่สี่สิบสอง นายพลหล่งโย่วเว่ยเสิ่นเจ๋อซือนำทหารสามร้อย ช่วยคุ้มครองให้เขาพ้นภัยจากการรบชายแดนเหนือจนถูกธนูยิงตาย
รัชศกฉางไท่ปีที่สี่สิบห้า เสิ่นอวี๋เสี้ยนคนสนิทรัชทายาทดื่มสุราพิษแทนเขาจนพิการตลอดชีวิต ทำให้เขาสามารถใช้เป็นเหตุผลในการโจมตีกลับได้ จนได้ราชบัลลังก์
รัชศกเจิ้งเจาปีที่หนึ่ง เสิ่นเจ๋อหรูผู้ช่วยผู้ตรวจการแผ่นดินแต่งหนังสือ “เจิ้งเจาสือลู่ (บันทึกความจริง) ” ประกาศสิ่งดีงามที่เขามีโดยหลีกเลี่ยงสิ่งเลวร้ายไม่ให้รู้ ทำให้การสืบราชสมบัติเป็นไปโดยไม่มีข้อครหา
รัชศกเจิ้งเจาปีที่สอง เสิ่นเจ๋อจิ้งผู้ตรวจการหลิ่งหนานเต้าปราบจลาจลพวกอนารยชนทางใต้ ดังนี้ คุณงามความดีของเจิ้งเจาฮ่องเต้จึงเพิ่มขึ้นมาอีก ทั่วหล้าสงบร่มเย็นเจริญรุ่งเรือง
...และอื่นๆ อีกมากมาย
แต่แล้ว สุดท้ายสิ่งที่เขาตอบแทนตระกูลเสิ่นคืออะไร
ข้อหาก่อกบฏ ข้อหาทรยศชาติ ฆ่าล้างตระกูลจนหมดสิ้น ตระกูลเสิ่นทำคุณงามความดีมาหลายชั่วคน กลับเหลือไว้แต่มลทินที่ไม่สามารถลบล้างตลอดกัลปาวสาน ผู้มีฝีมือทั้งตระกูล สร้างผลงานขั้นเอกอุ ทำไมถึงถูกลบล้างจนไม่เหลือร่องรอย
ตระกูลเสิ่นมีความผิดอะไร สร้างผลงานไว้มากจนสะเทือนถึงเบื้องบนหรือ ไม่ใช่หรอก ความผิดของตระกูลเสิ่นล้วนอยู่ที่นางเอง
เป็นเพราะการปรากฏตัวของหญิงคนนั้น ความงามชนิดผู้พบเห็นตะลึงงัน ไม่มีหญิงใดเสมอเหมือนในแผ่นดิน ดังนั้นเสิ่นหนิงจึงกลายเป็นก้างขวางคอนาง เพื่อเปิดทางเปิดตำแหน่งให้นาง จึงทำให้เกิดมหันตภัยฆ่าล้างตระกูลเสิ่นจนสิ้น แม้แต่ลูกชายในครรภ์เก้าเดือนของนาง ก็ถูกเขาสั่งให้คนกรอกยาเพื่อให้แท้งออกมา
นางยังจำได้ว่าตอนที่นางขอร้องวิงวอนให้เขารามือ เขาโอบกอดหญิงคนนั้นมองนางอย่างเฉยเมย ปากกล่าววาจาร้ายกาจออกมาว่าตระกูลเสิ่นคิดเป็นกบฏทรยศชาติ ข้ากลัวว่าเขาเกิดออกมาแล้วก็จะโกรธแค้นเจ้าที่มาจากตระกูลเสิ่น
หญิงคนนั้นก็คลี่ยิ้มงามแสนเย้ายวนใจ งามจนแม้แต่ฟ้าดินยังมืดมน แต่ในสายตาเสิ่นหนิงนั้นเปรียบเสมือนปีศาจร้าย
ใช่แล้ว นางมาจากตระกูลเสิ่น ความผิดที่ตระกูลเสิ่นถูกฆ่าล้างตระกูลอยู่ที่นางเอง เสิ่นหนิงบุตรสาวคนโตของภรรยาเอกตระกูลเสิ่น!
นี่คือจุดจบของตระกูลเสิ่นเท่าที่เสิ่นหนิงจำได้ทั้งหมด เพียงแต่นางไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ก่อนหน้านี้นางยังขดตัวหลบอยู่ในวังเย็นฉางชุนนับวันคอยฟังเสียงระฆังวันสิ้นชาติอยู่เลย ไฉนพอตื่นขึ้นมา ถึงได้กลับมาเป็นรัชศกฉางไท่ปีสามสิบห้าเสียแล้วเล่า
สุดท้ายนางก็ยังไม่ได้ยินเสียงระฆังวันสิ้นชาติ แต่กลับมาเกิดใหม่ในช่วงอายุสิบสองปี เกิดใหม่ในช่วงที่ทุกอย่างยังไม่เริ่มต้นขึ้น
เป็นเพราะสวรรค์ทนดูไม่ได้ใช่หรือไม่ ถึงให้โอกาสนางได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง เพื่อให้นางได้มีโอกาสไถ่โทษต่อหน้าคนในตระกูลที่นางรู้สึกอับอายในความผิดมาตลอดชีวิตอย่างนั้นหรือ เพื่อให้นางมีโอกาสชดใช้ความผิดในชาติที่แล้วและแก้ไขสาเหตุการทำผิดในชาติที่แล้วใช่หรือไม่
ฮ่าๆเสิ่นหนิงคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม คนผู้นั้น เจิ้งเจาตี้ฮ่องเต้ในตอนนั้น เวลานี้คือองค์ชายห้าซั่งกวนฉางจื้อ ความโกรธเทียมฟ้าที่ฆ่าล้างตระกูลข้าและฆ่าลูกในครรภ์ข้า เจ้าจะรับไหวหรือไม่
ในชาตินี้ ข้าจะทำให้เจ้าไม่มีวาสนาที่จะได้ขึ้นถึงจุดสูงสุดเหนือคนทั้งปวง ในชาตินี้ ข้าจะต้องไม่ได้ยินเสียงผู้คนขับขานเพลงอู๋เยวี่ยเสิ่นล่มจมเดือนเจ็ดอีก ในชาตินี้ ข้าจะต้องให้ความรุ่งเรืองสถาพรดุจดังต้นไม้ใบดกปกคลุมหนาแน่นยั่งยืนอยู่กับตระกูลเสิ่น...
“คุณหนู คุณหนู เป็นอะไรไปเจ้าคะ” เสียงชิวเกอที่ฟังดูกังวล เรียกสติของเสิ่นหนิงกลับคืนมา นางหายใจลึกๆ หันหน้ามาดูสาวใช้ของตน พร้อมทั้งหัวเราะเบาๆ ในทันใด “ข้าไม่เป็นไร แค่ฝันร้ายเท่านั้น “
ใช่แล้ว ความฝันครั้งใหญ่ ชาติก่อนชาตินี้
“คุณหนูคงฟังนิทานของแม่นมหลิ่วเมื่อตอนกลางวัน แล้วกลัวจนเอามาฝันร้ายแน่เลย แม่นมหลิ่วก็จริงๆ เลย คุณหนูยังเล็กแค่นี้ ให้ฟังเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร...” ชิวเกอย้ายเชิงเทียนออกไปพลางบ่นพึมพำเบาๆ
เสิ่นหนิงฟังเสียงพึมพำของชิวเกอ มองใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ไว้ผมเปียสองข้างแบบสาวใช้ ในใจวาดภาพชิวเกอกูกู*ที่เคร่งขรึมมีสง่าราศีในวังคุนหนิงอีกสิบสามปีให้หลัง ความจริงชิวเกออายุมากกว่านางเพียงสองปี ท้ายที่สุดนางก็มีชีวิตถึงอายุยี่สิบเจ็ดปีเท่านั้น เหตุจลาจลในวังคุนหนิงคืนนั้น นางกับชุนซือ เซี่ยฉือและตงฟู่ ถูกข้อหาใช้คุณไสยครอบงำฮองเฮา ตายอย่างอนาถด้วยไม้ตะบองของขันที คงเหลือเป็นเพียงก้อนเนื้อเละเทะในความทรงจำของเสิ่นหนิง
ชิวเกอในตอนนี้ อายุเพียงแค่สิบสี่ปีเท่านั้น เป็นวัยที่กำลังสดใสมีชีวิตชีวา แค่นิทานสั้นๆ ของแม่นมหลิ่วก็บ่นได้เป็นครึ่งคืน
แม่นมหลิ่ว แม่นมของเสิ่นหนิง ถึงแม้จะมีความดีความชอบที่ได้เลี้ยงดูนาง แต่ก็ไม่เคยใช้อำนาจระรานผู้ใด กลับชอบที่จะเล่าเรื่องประหลาดสารพัดให้บรรดาสาวใช้ฟัง ทั้งอารมณ์เยือกเย็น เป็นที่นิยมชมชอบในหมู่สาวใช้ เมื่อวันก่อน แม่นมหลิ่วเล่าเรื่องซุนเก๋อกับหวงซื่อ** พูดถึงหวงซื่อขว้างพู่กันลงพื้น ปลอบลูกลาสามี กลายร่างเป็นวานรชราวิ่งขึ้นเขาไป เหล่าสาวใช้ตกใจร้องลั่น
เสิ่นหนิงก็ไม่เว้น นางกำลังฟังอย่างออกรส ที่ชิวเกอพูดว่านางถูกหลอกให้ตกใจก็เพราะเหตุฉะนี้เอง
สู้กลับขึ้นเขาไปดีกว่า หัวเราะร่าจนเกิดไอหมอกหนาทึบ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมากี่ปีแล้วหนอ เมื่อครั้งนางกินกับข้าวเหม็นหืนข้าวเย็นชืดในวังเย็นฉางชุน พอหวนนึกถึงฉากนี้ ก็ยังรู้สึกมีรอยยิ้มเล็กๆ นี่เป็นสิ่งประโลมใจที่หาได้ยากยิ่งในชีวิตอันยากลำบากของนาง
ความสบายใจเช่นนี้ สมัยเด็กๆ กลับนึกว่าเป็นความกลัว เด็กหนอเด็ก ฮ่าๆ
ชิวเกอ ในชาตินี้ข้าจะต้องปกป้องพวกเจ้าให้ปลอดภัย คนที่ต้องตายอย่างน่าอนาถ จะต้องไม่ใช่พวกเจ้าอีกเป็นอันขาด
เสิ่นหนิงลอบบอกตัวเองในใจ ขอเพียงตระกูลเสิ่นอยู่รอด ถึงจะปกป้องพวกนางได้ สิ่งที่นางต้องทำ ก็คือคุ้มครองให้ตระกูลเสิ่นปลอดภัย เปลี่ยนแปลงชะตากรรมสุดท้ายของตระกูลเสิ่น
“คุณหนู นอนต่ออีกสักพักเถอะ งานเลี้ยงคืนนี้ ได้ข่าวจะมีราชวงศ์มาร่วมงานด้วย คุณหนูจะต้องหน้าตาแจ่มใสนะเจ้าคะ” ชิวเกอเข้ามาขยับมุมผ้าห่ม พยายามจะให้เสิ่นหนิงนอนต่ออีกสักพัก
งานเลี้ยง? ถูกแล้ว เพื่อฉลองการกลับมาเมืองหลวงและเลื่อนตำแหน่งใหม่ของเสิ่นเจ๋อจิ้ง และเพื่อประกาศอย่างเป็นทางการว่าครอบครัวเสิ่นเจ๋อจิ้งเข้ามาอยู่ในแวดวงการเมืองในเมืองหลวง ตระกูลเสิ่นจึงจัดงานเลี้ยงใหญ่ในคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นที่ถนนจิ่งไท่ เชื้อเชิญเครือญาติสหายเก่า ขุนนางร่วมราชสำนัก และวันจัดงานเลี้ยงคือวันพรุ่งนี้พอดี
ข่าวลือที่ชิวเกอว่านั้นยังไม่แน่ชัด เพราะตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาขุนนางชั้นสามของเสิ่นเจ๋อจิ้งเป็นที่ไว้วางพระทัย ทั้งยังเป็นโอกาสเปิดตัวที่ดี ดังนั้นจึงมีข่าวว่าบรรดาองค์ชายก็ประสงค์จะร่วมงานด้วย
งานเลี้ยงครั้งนี้สำหรับตระกูลเสิ่นมีความหมายยิ่งนัก หนึ่งเพื่อราชวงศ์ สองเพื่อป่าวประกาศ ด้วยเหตุนี้ไม่จัดให้ยิ่งใหญ่ไม่ได้
แต่สำหรับเสิ่นหนิง งานเลี้ยงนี้เหมือนเป็นฝันร้าย หลังจากครุ่นคิดทบทวนงานเลี้ยงนี้อยู่ทุกวันในวังเย็นฉางชุนตอนหลัง ยิ่งรู้สึกว่างานเลี้ยงนี้ถูกใครบางคนจงใจใช้มันเป็นสะพาน เสิ่นอวี๋หงพี่ชายคนรองที่ตนสนิทสนมมากสุดเป็นเพียงเหยื่อที่ถูกวางอยู่ในกับดักให้เดินเข้าไปทีละก้าวเพื่อล่อให้ตระกูลเสิ่นติดกับ
หากไม่เช่นนั้น ทำไมตระกูลเสิ่นที่ต้องการความมั่นคงจึงถูกดึงเข้าไปอยู่ในวังวนแห่งการแย่งชิงอำนาจ จนท้ายที่สุดยังพร้อมใจสนับสนุนเขาเพื่อความมั่นคงร้อยปีของคนทั้งตระกูล
หากไม่เช่นนั้น ทำไมถึงได้ประจวบเหมาะกันนัก องค์ชายคนอื่นๆ ต่างไม่ได้ปรากฏตัว ผู้อยู่ในงานมีเพียงเขาคนเดียวที่เป็นองค์ชาย ดังนั้น เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนั้นก็เป็นได้โดยสมเหตุผล มีเพียงเขาที่ได้รับประโยชน์สูงสุด โดยที่คนตระกูลเสิ่นไม่มีใครรู้ตัวแม้แต่น้อย
พรุ่งนี้ จะต้องขัดขวางไม่ให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น แต่จะต้องทำอย่างไรจึงจะขัดขวางได้ เมื่อคนอื่นได้เริ่มวางหมากตาแรกแล้ว นางต้องทำอย่างไร นางถามตัวเองอย่างเร่งร้อน
ในห้องยังคงสว่าง เสิ่งหนิงพยายามครุ่นคิด ไม่อาจข่มตานอนได้ ส่วนชิวเกอที่อยู่ข้างๆ ร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก
“คุณหนู ยามอิ๋น***แล้ว ฟ้าใกล้รุ่งแล้ว...” ชิวเกอเดินไปมาอยู่ข้างๆ
“ชิวเกอ เอ๊ะ ชิวเกอ เจ้ามีลูกพี่ลูกน้องเป็นยามอยู่ประตูหลังบ้านใช่หรือไม่” เสิ่นหนิงเกิดความคิดขึ้นมาแวบหนึ่ง ถามอย่างเร่งร้อน
“อ๋อ เจ้าค่ะ คนที่ไม่ก้าวหน้า ถึงได้เฝ้าอยู่แต่ประตูหลัง.....” ชิวเกอไม่รู้สาเหตุ ตอบเนิบๆ
“ไม่ ไม่ใช่เช่นนั้น ชิวเกอ เจ้ามา พรุ่งนี้ เจ้าไปหาเขา เช่นนี้แล้ว... เช่นนี้.....”
นัยน์ตาดำขลับเสิ่นหนิงทอประกายผิดปกติ วาววับคล้ายกับกดดันคน คล้ายสายฟ้าที่อัดอั้นมานานเปล่งแสงวูบวาบออกมา ทำให้ท้องฟ้าที่ดำมืดมิดเกิดแสงสว่างพาดผ่าน
---
*กูกู เป็นสรรพนามที่ใช้เรียกนางกำนัลรับใช้ผู้อาวุโส
**ซื่อ (氏) เป็นคำเรียกของหญิงที่แต่งงานแล้ว ใช้ต่อท้ายแซ่ของผู้หญิง เช่น หวงซื่อ (แซ่ “หวง” + ซื่อ)
*** ยามอิ๋น ช่วงเวลาประมาณ 3.00น.- 5.00 น.