ลิขิตหวนคืน: บทที่ 24 ต่างคนต่างความคิด ตอนที่ 24
บทที่ 24 ต่างคนต่างความคิด
ครั้นสนมจงพูดประโยคนั้นจบก็ทรุดลงนั่งกับพื้นคล้ายกับว่าได้ใช้แรงในกายไปจนหมดสิ้น ดวงตาผลซิ่งเหลือบมองดวงหน้าตะลึงลานที่คล้ายถูกอัสนีผ่าฟาดของเฉินหรูอี้
พวกนางมีโอกาสได้พูดคุยกันสั้นๆ เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น เฉินหรูอี้รู้ดีว่าสนมจงกับสนมจ้าวนั้นมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา เพื่อหลีกเลี่ยงการเผยพิรุธจึงรีบออกตัวไว้ก่อนว่าหลังจากตนจมน้ำที่สระไท่เยมาครานั้นทำเอาความทรงจำมิสู้จะดีนัก มิอาจจดจำเรื่องราวก่อนหน้านี้ได้มากนัก
แต่คิดไม่ถึงว่าคำพูดอันแข็งกร้าวดุจคมมีดที่นางฟาดฟันออกไปเพื่อตัดขาดความสัมพันธ์อันยากอธิบายของตนกับสนมจงกลับทำให้ความลับอันน่าแตกตื่นนี้ได้เผยออกมา
หากองค์จักรพรรดิโปรดปรานสนมนางใด ตัวสนมเองก็มิอาจไปคัดค้านได้ พระองค์ทรงเชิดชูสนมจ้าวขึ้นสูงจนผู้คนทั่วหล้าล้วนทราบชัดว่านี่เป็นสนมที่พระองค์ทรงโปรดปรานแต่พระองค์กลับทรงมิได้โปรดปรานจริงๆ เรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจยิ่ง
หากมิได้ต้องพระทัยในตัวสนมจ้าวก็แค่เปลี่ยนผู้ที่พระองค์ทรงโปรดปรานขึ้นมาเชิดชูก็มิสิ้นเรื่องแล้วหรือ?
เฉินหรูอี้พลันนึกถึงคืนที่จักรพรรดิจางเหอทรงเมาสุราขึ้นมาได้ พระองค์เคยตรัสวาจาดูแคลนรูปร่างของสนมจ้าวอย่างไม่ไว้ไมตรีแม้เพียงสักนิด ทรงตรัสว่าหากมิมองหน้าก็แยกมิออกว่าด้านใดคือหน้าด้านใดคือหลัง
หรือว่าจักรพรรดิจางเหอจะทรงอยากเลี้ยงบำรุงจนขนมเปี๊ยะของสนมจ้าวเปลี่ยนเป็นหมั่นโถวลูกโตถึงจะจัดการเสวย?
แต่ที่เฉินหรูอี้ยากจะทำใจรับได้คือสิ่งที่สนมจงกล่าวมานั้นหมายความว่าความสัมพันธ์อันยากอธิบายที่เกิดขึ้นของทั้งสองเป็นสนมจ้าวที่เริ่มก่อน
ยามนี้จะให้เข้าใจว่าอย่างไร นางเป็นคนเริ่มก่อนและเป็นคนจบความสัมพันธ์ที่ผิดแผกนี้ของทั้งสองด้วยตัวเอง นางเป็นสตรีที่เลวทรามมากใช่หรือไม่?
ทั่วทั้งตำหนักพลันเงียบกริบ ผู้หนึ่งนั่งด้านบนผู้หนึ่งนั่งบนพื้น
เวลานี้ได้ล่วงเข้าสู่กลางเดือนหกแล้ว อากาศเริ่มร้อนขึ้นมาบ้างแต่หากนั่งบนพื้นนานเกินไปก็ทำให้ก้นเย็นได้เช่นกัน สนมจงค่อยๆ เช็ดน้ำตาที่แห้งไปนานของตนพลันหยัดตัวลุกขึ้นปัดเศษดินที่เปื้อนตามตัวเบาๆ แล้วค่อยๆ เดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม
เนื่องด้วยคำพูดแต่ละคำของเฉินหรูอี้ที่เอ่ยออกมาบีบคั้นเสียจนสนมจงทนไม่ไหวจึงหลุดปากพูดความจริงในที่สุด เดิมทีนางมิได้คิดจะบอกความจริงจนทำให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้เลย
หลายวันมานี้ องค์จักรพรรดิมิได้ไยดีต่อตำหนักหมิงกวางเลย นางคิดว่าเสี่ยวเหมยจื่อจะเข้าใจได้ในสักวัน นางจึงทำได้เพียงเฝ้ารออยู่เงียบๆ ดังนั้นทุกครั้งที่ถ้อยคำแล่นมาจ่อที่ริมฝีปากนางก็กลับกลืนลงไปในที่สุด มิเคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้ วันที่นางมิอาจควบคุมอารมณ์ตนได้จนเผลอบอกความจริงออกมาทำให้เสี่ยวเหมยจื่อขวัญหายจนกลายสภาพเป็นเช่นนี้
สนมจงใช้สองมือบิดผ้าเช็ดหน้าไปมา แววตาบ่งบอกถึงความห่วงใยเหลือบแลไปยังเฉินหรูอี้ที่ขบกัดริมฝีปากตนแน่น ประเดี๋ยวหน้าขาว ประเดี๋ยวหน้าเขียว ประเดี๋ยวหน้าแดง ประเดี๋ยวหน้าม่วงคล้ำ สลับสับเปลี่ยนไปมา สายตาเหม่อมองออกไปแสนไกลคล้ายกับวิญญาณได้ล่องลอยไปสู่สวรรค์แล้ว
“เสี่ยวเหมยจื่อ...เป็นอะไรหรือไม่?” สนมจงโน้มตัวไปข้างหน้าเอ่ยถามเสียงเบา นางเพียงมีโทสะไปชั่วขณะแต่มิได้เจตนาจะทำให้เฉินหรูอี้ตกใจเสียจนคล้ายคนบ้าเช่นนี้
“สตรีในวังนั้นมีอยู่มากอีกทั้งหากผ่านพิธีคัดเลือกในปีนี้ไปก็จะมีหญิงงามเข้ามาเพิ่มอีกจะมีตำแหน่งแห่งหนใดให้เจ้าข้าได้หยัดยืน? หรือว่าเจ้ายังไม่ทราบพระทัยขององค์จักรพรรดิ จึงนำพาความหวังและความรู้สึกทั้งหมดไปกับ...”
“พระสนมจง”
โชคยังดีที่เฉินหรูอี้ยังมิได้ถูกอัสนีผ่าตายไปจริงๆ หลังจากนิ่งงันไปนานก็ถอนหายใจยาวเรียกสติตนคืนมา “ข้าคงต้องขออภัยต่อเจ้าแล้ว แรกเริ่มข้าคิดอันใดอยู่ ข้าจำมิได้จริงๆ แต่อย่างน้อยบัดนี้ข้าสำนึกผิดแล้ว เราทั้งสองไม่ควรทำมันต่อไป...ข้ากับเจ้าอาจจะไม่สนใจต่อลาภยศสรรเสริญเพราะมันเป็นเพียงหมอกควันที่ลอยตรงหน้าเท่านั้น แต่ครอบครัวของเรา เจ้าข้าจะมองแต่ตนจนละทิ้งพวกเขาอย่างนั้นหรือ? ”
“คงไม่ถึงขนาดนั้นกระมัง” สองมือของสนมจงยิ่งบิดผ้าเช็ดหน้าแน่นขึ้นทำเอาผ้าเช็ดหน้าดีๆ ม้วนบิดเป็นขนมหมาฮวา*ไปเสียได้ “เจ้าฟังผู้ใดพูดมากัน? หรือว่า...เจ้ากำลังหลอกข้า?”
เฉินหรูอี้ถอนหายใจโล่งอก เมื่อฟังสนมจงกล่าวเช่นนี้ก็มิใช่ว่านางจะกัดไม่ปล่อยเสียทีเดียวจึงลอบถอนหายใจก่อนเอ่ยว่า
“ข้าจะหลอกเจ้าไปไย แม้นข้าจะจำเรื่องราวได้ไม่มากนักแต่เจ้าก็ดีต่อข้าเสมอมา”
เฉินหรูอี้แม้ตายก็มิอาจพลาดท่าในวินาทีสุดท้ายนี้ได้ จึงใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจทอดมองไปยังสนมจงในทันใด แววตานั้นอ่อนโยนยิ่งกว่าสายน้ำ “กฎวังก็เป็นเช่นนี้ หากสนมมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้ใดไม่ว่าจะเป็นขันทีหรือนางกำนัลล้วนต้องดื่มสุราพิษทั้งสิ้น จักรพรรดิพระองค์ก่อนทรงรักใคร่ไท่โฮ่วเพียงพระองค์เดียวจึงทอดทิ้งสนมในวังหลังทำให้เกิดเหตุจำพวกนี้ขึ้น ไม่เพียงแค่สนมผู้นั้นแม้แต่ญาติของนางก็ล้วนต้องรับโทษไปด้วย ญาติของนางถูกปลดให้เป็นทาสขับไล่ไปไกลถึงพันลี้เพื่อทำงานรับใช้ที่ชายแดน”
“ไมตรีของข้าและเจ้าเหตุใดต้อง......เช่นนั้น ภายหน้าหากมิได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทเราก็อยู่ดูแลซึ่งกันและกันไปจนแก่เฒ่ามิดีหรือ หากสนมจงมิรังเกียจข้า แต่นี้ต่อไปให้เจ้าเป็นดั่งพี่สาวข้าได้หรือไม่?”
หลังจากที่เฉินหรูอี้กล่าวจบความเงียบงันก็ได้เข้ามาเยือนภายในตำหนักอีกครั้ง
ต่อให้สนมจงจะมีความรักมากกว่านี้เพียงไรก็มิอาจให้เฉินหรูอี้ที่ชุ่มโชกเลือดผู้นี้ต้องแบกรับสิ่งใดได้อีก และนางเองก็มิกล้าไปลิ้มลองโทษทัณฑ์ของจักรพรรดิองค์ปัจจุบันเช่นกัน
ฝั่งหนึ่งคือญาติมิตร อีกฝั่งคือความรักที่แปรเปลี่ยนมาเป็นมิตรภาพ....สนมจงน้ำตานองหน้าเหลือบมองดูเฉินหรูอี้อย่างน่าสงสาร คำพูดที่ควรเอ่ยทั้งสองล้วนพูดไปหมดแล้ว มีเพียงบทสรุปที่ยังรออยู่เบื้องหน้า
เฉินหรูอี้เกรงว่าหากรีบร้อนเร่งรัดเกินไปจะพาลให้สถานการณ์พลิกผันจนไปหยุดยั้งอารมณ์ที่พร้อมจะตัดใจซึ่งแสดงออกมาอย่างชัดเจนของสนมจง
สนมจงนั่งเช็ดน้ำตาอยู่บนเก้าอี้อยู่นาน เฉินหรูอี้ก็นั่งเป็นเพื่อนนางอยู่อย่างนั้น
สุดท้ายไม่ทราบแน่ว่าผ่านไปนานเท่าใด นานจนเฉินหรูอี้รู้สึกว่าก้นตนแทบจะติดกับเก้าอี้ไปแล้ว เจ็บหลังปวดเอวขาชา นางจึงใช้สายตาอันทรงพลังทอดมองไปยังร่างสนมจง หวังอยากให้สนมจงแสดงสีหน้าอะไรออกมาบ้างแล้วรีบลุกจากไปเสีย
สนมจงพลันรู้สึกแสบในจมูกและคิดว่าเฉินหรูอี้ก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับตน ปากบอกว่าจะตัดขาดความสัมพันธ์แต่ใจกลับไม่อาจปล่อยวางได้ สายตาเว้าวอนจึงทอดมองกลับไปเช่นกัน
ทั้งสองต่างคนต่างความคิด เพียงทอดมองกันไม่แม้เอ่ยวาจาใด
ในขณะที่เฉินหรูอี้รู้สึกประหม่าสุดประมาณเสียจนอยากเรียกคนมาเก็บน้ำชาส่งแขกให้รู้แล้วรู้รอดอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงเปิดประตูดังลอยมาจากด้านนอก หยวนเป่าเพียงรายงานว่าองค์จักรพรรดิส่งคนมารับเฉินหรูอี้ขึ้นเกี้ยวไปยังตำหนักฉางเล่อ
เฉินหรูอี้ลอบถอนใจยาวอยู่ในใจ สนมจงเกาะติดไม่ปล่อยเช่นนี้นางมิอาจทนไหวเลยจริงๆ หากให้นางนั่งต่อไปอีกเอวของนางคงหักเป็นแน่แท้
องค์จักรพรรดิส่งเกี้ยวมารับนางด้วยองค์เอง เฉินหรูอี้มีหรือจะกล้าชักช้าจึงมิได้ใส่ใจกล่าวลาสนมจงก็ขึ้นเกี้ยวเดินทางไปยังตำหนักฉางเล่อเสียแล้ว
เฉินหรูอี้ถูกนำไปยังห้องซีหน่วน ในห้องมีเพียงโต๊ะสีเหลี่ยมยาวซึ่งจัดวางด้วยอาหารเลิศรสอยู่เรียงราย ในพระหัตถ์ของจักรพรรดิจางเหอถือไว้ด้วยสุราจอกหนึ่ง พระองค์ค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้นสายพระเนตรทอดมองออกไปแสนไกล
สุดท้ายกลับพ่นลมถอนพระปัสสาสะยืดยาว
เฉินหรูอี้นิ่งเงียบ ยามนี้เป็นทิวากาลทั้งยังอยู่ในห้องอีกด้วย องค์จักรพรรดิมองทิวทัศน์ก็มิอาจมองได้ไกลนัก มองฟ้าก็มิอาจมองได้ถนัดนัก ในสภาพการณ์เช่นนี้หากเป็นราตรีกาลก็ยังเข้าใจได้ว่าทรงทอดพระเนตรชมจันทร์อันงามล้ำเสียจนต้องทอดถอนพระปัสสาสะ แต่ยามนี้.....นับว่าเป็นอันใดกัน?
องค์จักรพรรดิมิได้คิดว่าที่พระองค์กระทำเช่นนี้ออกจะดูไม่สมจริงสักเท่าไหร่ ใช่หรือไม่?
“ถวายพระพรฝ่าบาท” เฉินหรูอี้ย่อกายถวายความเคารพอย่างระมัดระวังด้วยเกรงว่าจะมีเสียงหรือการกระทำใดไปรบกวนความสำราญของจักรพรรดิจางเหอเข้า
“อ้ายเฟย” เซียวเหยี่ยนยังมิทันเอ่ยจบพลันสะอึกขึ้นเสียก่อน “มิต้องมากพิธี นั่งลงเถิด”
เฉินหรูอี้สะดุ้งเฮือกในใจ หากพระองค์ไม่ทรงสะอึกนางก็คงดูไม่ออกว่าองค์จักรพรรดิทรงเมาเพราะพระพักตร์มิได้แดงก่ำหรือขาวซีดเลยสักนิด แค่ครานั้นที่จักรพรรดิจางเหอทรงเมาสุราก็ขู่ขวัญนางเสียแทบสิ้นสติโชคยังดีที่มิได้ปลิดเอาชีวิตนางไปด้วย
นางเป็นตัวเรียกความกระหายสุราหรืออย่างไร? เหตุใดพระองค์ทรงดื่มสุราคราใดล้วนนึกถึงนาง
เฉินหรูอี้ร้องไห้อย่างไร้น้ำตา
*ขนมหมาฮวา เป็นขนมแท่งยาวมีลักษณะบิดเป็นเกลียว ลักษณะคล้ายขนมเกลียวของไทย