ลิขิตหวนคืน: บทที่ 17 ความยุติธรรม ตอนที่ 17

#17บทที่ 17 ความยุติธรรม

บทที่ 17 ความยุติธรรม

วาจาของสนมโหลวกล่าวอย่างเต็มไปด้วยเหตุผลและมีคุณธรรมยิ่ง ทั้งแฝงไปด้วยอารมณ์ฮึกเหิมห้าวหาญ ความมีคุณธรรมนี้ทำให้สติของเฉินหรูอี้แจ่มชัดขึ้นในทันใด นางรู้สึกว่าการทำเรื่องที่ถูกต้องนั้นเหมือนจอมยุทธ์ผู้ผดุงความยุติธรรมดั่งคำในตำรากล่าวไว้ “ทางไม่เรียบมีคนซ่อม เรื่องไม่ถูกต้องมีคนจัดการ”*

หากเป็นเป็นเรื่องเล็กน้อยระหว่างบรรดาสนมอย่างเรื่องชิงดีชิงเด่นอวดเบ่งของที่ได้รับพระราชทาน นางล้วนคร้านจะใส่ใจ แต่เรื่องของสนมจงกลับต่างออกไป ทั่วทั้งวังล้วนทราบดีว่าสนมจ้าวเหยียบย่ำสนมจงจนได้เลื่อนตำแหน่ง นางไม่เพียงไม่สำนึกในบุญคุณซ้ำยังถีบสนมจงกระเด็นออกมาจากตำหนักหมิงกวางแล้วตั้งตนเป็นผู้ยึดครองตำหนักแห่งนั้น

สนมโหลวมิต้องชะตากับสนมจ้าวมานานแล้วแต่เพราะมิเคยกระทำผิดอันใดต่อนาง นางจึงได้แต่เปิดตาข้างหนึ่งปิดตาข้างหนึ่ง แต่กลับคาดไม่ถึงว่าสนมจ้าวจะกล้าอวดเบ่งบารมีในตำหนักหย่งโซ่ว ท่าทางวางมาดประหนึ่งจะกลืนกินสนมจงเข้าไปเสียให้ได้

บรรดาสนมต่างเดินกันขวักไขว่กระจัดกระจายออกจากตำหนักหย่งโซ่ว แต่นางเป็นคนเดินเหินเชื่องช้ามาแต่ไหนแต่ไร ผู้อื่นก้าวเพียงหนึ่งก้าวเท่ากับนางย่างเท้าสองสามครั้งทำให้นางรั้งอยู่เบื้องหลังจึงได้พบเห็นเหตุการณ์อันน่าระทึกเมื่อครู่เป็นผลให้ความไม่พอใจที่มีมาแต่ช้านาน คล้ายประทัดที่เจอไฟเพียงแตะเบาๆ ก็ระเบิดขึ้นมาก

เฉินหรูอี้เห็นท่าทางของพระสนมโหลวที่มิได้มีไมตรีต่อตน ในใจพลันกระตุกวูบ

นางรู้จักพระสนมโหลวดี มิต้องกล่าวถึงตำแหน่งอันสูงศักดิ์ที่แทบทับคนตายได้ เพียงแค่ฝีปากที่มักเอ่ยอ้างข้อมูลต่างๆ หลากหลาย เหตุผลมากมายสารพัดของพระสนมโหลวนั้น นางก็ทนมิได้แล้ว

หากพูดถึงเรื่องความรู้มากมีฝีปากเก่งกล้าแล้วไซร้ในวังหลังแห่งนี้พระสนมโหลวนับว่าเป็นหนึ่ง คาดว่าสามารถพูดให้คนตายได้ทั้งคันรถเลยเทียว

ด้วยเหตุนี้เฉินหรูอี้จึงอ่อนลง “พระสนมโหลวเข้าใจผิดแล้ว เชี่ยเซินเพียงปรึกษากับสนมจงว่าจะนัดพบที่ตำหนัก หมิงกวางหรือตำหนักเหยาหัวจึงเกิดถกเถียงกันเล็กน้อย”

“ใช่เพคะ ใช่เพคะ” มิรอให้นางกล่าวจบสนมจงก็เอ่ยแทรกต่อท้าย กล่าวด้วยใบหน้าแต้มยิ้มว่า “สนมจ้าวมิได้รังแกเชี่ยเซิน เพียงอยากเชิญเชี่ยเซินไปยังตำหนักหมิงกวาง แต่ระยะนี้เชี่ยเซินกำลังปักลายผ้าใหม่ จึงอยากเชิญสนมจ้าวไปยังตำหนักเหยาหัว เพียงแค่ปรึกษากันเท่านั้น มิได้ทะเลาะกันแต่อย่างใดเพคะ”

กล่าวจบก็พยักหน้ายืนยัน ใบหน้าเปี่ยมด้วยความจริงใจว่ามิได้โกหกแม้แต่น้อย

ท่าทางดุจทะเลาะกันเมื่อครู่คือการปรึกษาว่าจะไปที่แห่งไหนดี จะหลอกเด็กงั้นหรือ!?

ครั้นพระสนมโหลวได้ฟังก็ขมวดคิ้วขึ้น แต่มิทันกล่าวอันใด สนมหนิวที่อยู่ด้านหลังของสนมโหลวมาตลอดพลันเอ่ยขึ้น “น้องจงเจ้ามิต้องกลัวไป ต่อให้สนมจ้าวจะเป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิ ก็มิอาจผิดกฎกระทำการตามใจตนได้”

สนมหนิวพำนักอยู่ปีกตำหนักหัวหยางอันมีพระสนมโหลวเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด

เมื่อคำสั่งกักบริเวณของต่งกุ้ยเฟยสิ้นสุดลง นางจึงติดตามพระสนมโหลวมายังตำหนักหย่งโซ่วเพื่อถวายพระพร คิดไม่ถึงว่าจะได้พบละครสนุกฉากนี้

น่าเสียดายที่สงครามกำลังจะเริ่มแต่สนมจงกลับหดหัวทั้งที่สนมโหลวมีใจอยากปกป้อง

สนมหนิวมิใคร่ยินดีให้สนมจ้าวจากไปง่ายดายเกินไปจึงเอ่ยเช่นนั้นออกมา

ผู้ใดเลยจะทราบนางเอ่ยยังมิทันสุดเสียง ศีรษะน้อยๆ ของสนมจงจะส่ายระรัวราวเสียงกลองระทึก “มิมี ไม่มีเลยจริงๆ!” นางแม้ตอบคำสนมหนิวแต่สายตากลับมองไปยังพระสนมโหลว

นางเริ่มเจรจาก่อนด้วยสันติ มิใช่มาเพื่อเป็นปฏิปักษ์สร้างความแค้นกับสนมจ้าวขึ้นอีก

“เชี่ยเซินกับสนมจ้าวรู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งยังไม่มีบรรดาศักดิ์ ผูกพันฉันท์พี่น้อง จะทะเลาะกันต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ? อีกทั้งสนมจ้าวนั้นเป็นผู้มีจิตใจดี อ่อนโยน เข้าอกเข้าใจผู้อื่น ไม่มีทางเหย่อหยิ่งลืมตนมองผู้อื่นด้วยความดูแคลนเป็นแน่ แม้จะได้รับความโปรดปรานก็ตามที”

เฉินหรูอี้อยากคุกเข่าให้สนมจงเสียจริงเชียว

อธิบายก็อธิบายไปแล้วไยต้องเอ่ยปากยกยอนางปานนี้ สนมจงเอ่ยชื่นชมนางอย่างภาคภูมิ ประหนึ่งมีอยู่เพียงบนฟ้านภาลัยใต้พื้นพิภพนั้นไซร้ล้วนไม่มี

ตั้งแต่ที่นางฟื้นคืนมาในร่างนี้เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มกลับมิเคยมองเห็นข้อดีอันมีมากมายนี้ของสนมจ้าวเลย

ไม่เพียงแต่เฉินหรูอี้เท่านั้นแม้แต่พระสนมโหลวและสนมหนิวล้วนต่างตกใจไม่แพ้กัน ใครเลยจะคาดคิดว่าสนมจงจะเอ่ยวาจาที่เหนือความคาดหมายของผู้คนเช่นนี้

พระสนมโหลวจ้องมองสนมจงด้วยตะลึงลาน บัดนี้นางไม่มีใจไปคิดว่าที่สนมจงกล่าวเช่นนี้เพราะต้องการให้สนมจ้าวยอมรับตนหรือเพราะชมชอบถูกผู้อื่นทรมานกันแน่ นางเพียงรู้สึกว่า “ข้านั้นเอาดวงใจส่องไปยังแสงแข เหตุไฉนแขไขจึ่งส่องไปในลำคลอง”* นางพบความอยุติธรรมจึงขู่คำรามเสียงหนึ่งแต่ผู้อื่นกลับมองนางเป็นดั่งสุนัขจับหนูเที่ยวยุ่งเรื่องของผู้อื่นไปทั่ว

ใบหน้าเปลี่ยนสีประเดี๋ยวเขียวประเดี๋ยวม่วง อับอายเสียจนเกิดโทสะจึงกล่าวว่า “พวกเจ้าทั้งสอง ผู้หนึ่งตีอีกผู้หนึ่งยินยอมถูกตี เช่นนั้นก็มิจำเป็นต้องลากๆ ดึงๆ กันหน้าตำหนักหย่งโซ่วให้ผู้พบเห็นหัวเราะขบขัน หากสนมในวังล้วนไม่มีกฎไม่มีระเบียบเช่นพวกเจ้า จะนับได้ว่าเป็นอะไรกัน! ” กล่าวจบ พระสนมโหลวจึงสาดแววตาเหี้ยมเกรียมสายหนึ่งไปยังสนมจงแล้วสะบัดชายแขนเสื้อจากไป

สนมหนิวใช้สายตามองขึ้นมองลงอย่างประเมินเฉินหรูอี้ เอ่ยวาจาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มว่า “สนมจ้าว ฝีมือเหนือชั้นเสียจริง”

วังหลังทั้งบนล่างล้วนต่างเข้าใจว่าสองนายบ่าวนี้ผิดใจกันเพราะแย่งชิงองค์จักรพรรดิ ผู้หนึ่งคือน้ำอีกหนึ่งคือไฟ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าสนมจงจะยังมีความคิดเช่นนี้ต่อสนมจ้าวอยู่

พระสนมโหลวมิอาจทนอยู่ต่อไปได้เร่งรีบจากไปดุจมีสุนัขไล่ตาม เมื่อนั่งลงเกี้ยวได้ก็จากไปอย่างไร้ร่องรอย เฉินหรูอี้เกรงกลัวพระสนมโหลว แต่มิได้หมายความว่าจะยอมให้ผู้ใดรังแกได้โดยง่าย

สนมหนิวผู้นี้ชมชอบเรื่องสนุกมิหวาดกลัวเรื่องใหญ่ วันนั้นในอุทยานหลวงเพื่อสลัดตนให้หลุดพ้นจากความผิดนางถึงกับยอมแตกหักกับต่งกุ้ยเฟย ทะเลาะวิวาทกับเหล่าสนม ยามนี้กลับมาเสแสร้งแกล้งทำ กลัวที่นี่จะไม่มีเรื่องหรือไร ไม่ทราบเพราะนางกินดีอยู่ดีไม่มีอันใดทำหรือเพราะอ่อนด้อยในสติปัญญากันแน่

ต่อให้นางจะถูกผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ววัง เทพปกปักตำหนักล้วนไม่อยากพบนาง แต่ถึงอย่างไรนางก็มียศมีศักดิ์ สนมหนิวเป็นเพียงเหม่ยเหรินจะอวดเบ่งศักดาต่อหน้านางได้สักเท่าใดกันเชียว?

“สนมหนิว”

เฉินหรูอี้ยืนตัวตรงขึ้นแววตาแปรเปลี่ยนไปโดยพลัน ทั่วร่างมีกลิ่นอายอย่างผู้มีฐานันดรสูงส่งแผ่กระจายไปโดยรอบ “เจ้ามักพูดจาเช่นนี้กับผู้มีศักดิ์สูงกว่างั้นหรือ? หากวังมีกฎเช่นที่เจ้ากล่าวจริง ข้าก็นับว่ามียศสูงกว่าเจ้าหนึ่งขั้น เจ้าลองใคร่ครวญดูสักทีดีหรือไม่ ว่าเจ้านั้นควรมีท่าทีเช่นใดต่อข้า?”

“หรืออาจจะมีสักวันที่ข้าได้เล่าทูลถวายฝ่าบาท”

องค์จักรพรรดิมีคนโปรดคนใหม่ แต่นางก็มิใช่จะมิโปรดปรานนางแล้ว นาวาผุพังยังมีตะปูถึงสามชั่ง* มันไม่เป็นอุปสรรคต่อการที่เฉินหรูอี้จะทำตัวเป็นจิ้งจอกห่มหนังพยัคฆ์ยกเอาบารมีขององค์จักรพรรดิมาใช้สั่งสอนสนมหนิวให้หลาบจำ มิฉะนั้นผู้อื่นอาจคิดว่านางโง่เขลาจะรังแกเช่นใดย่อมได้

สนมหนิวสูดลมหายใจเข้าลึกคราหนึ่ง เรื่องชอบทูลฟ้องมีอันใดน่าอวดเบ่งหรือ หากไม่ยกเอาองค์จักรพรรดิมาข่มขวัญผู้อื่นนางจะตายหรืออย่างไร?

“ข้า...ข้าคิดว่าข้ามิได้ทำผิดมารยาทอันใดเสียหน่อย”

เฉินหรูอี้ขมวดคิ้วขึ้นใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ทำเอาสนมหนิวมองแล้วขนหัวลุกขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว “ข้ากับสนมจงกำลังรำลึกความสัมพันธ์เก่าๆ แต่เจ้ากลับสอดมือเข้ามาหวังให้เราสองคนทะเลาะกัน ที่อุทยานหลวงชนข้าตกสระไท่เยจนข้าเกือบตาย มิทราบว่าเจ้ามีเจตนาใด? ”

สนมหนิวเบิกตากว้างขึ้นมาโดยพลัน ต่อให้นางโง่เขลากว่านี้เพียงใดก็รู้ได้ในทันทีว่าสนมจ้าวกำลังขุดหลุมรอให้นางกระโจนลงไป

“เรื่องนั้นไม่เกี่ยวอันใดกับข้า ข้ามิได้ชนเจ้า ข้าอยู่ห่างจากเจ้าไปหลายคนเลย....เจ้า เหตุใดจึงพูดใส่ร้ายคนตามใจปากเช่นนี้?”

“เจ้าอย่าได้กลับขาวเป็นดำมีตาหลายคู่จับจ้องอยู่ตลอด”

เฉินหรูอี้ยิ้มอ่อน “แต่สนมลู่กลับมิได้กล่าวเช่นนี้”

สนมหนิวหน้าเปลี่ยนสีในทันใด “กุ้ยเฟยตรวจสอบแล้ว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าพูดกับเจ้ามิรู้เรื่องแล้ว ถึงอย่างไรฟ้าดินล้วนเป็นพยาน ตัวข้าไม่มีสิ่งใดต้องละอายแก่ใจ”

สนมหนิวกล้าจาบจ้วงสนมจ้าวต่อหน้าเช่นนี้เพียงเพราะอาศัยบารมีของพระสนมโหลว ต่างกับสนมลู่ที่มีบารมีของพระราชธิดาคอยปกป้องจึงไม่เหมือนกับพระสนมทั่วไป ด้วยเหตุนี้สนมหนิวจึงอ่อนลงในทันใดไม่อาจแข็งข้อต่อไป

สายตาเหลือบแลสนมหนิวที่รีบร้อนจากไป แต่เฉินหรูอี้ยังมิทันถอนสายตาพลันรู้สึกว่าสองมือของตนถูกดึงรั้งไว้ นางหันหน้าไปปะทะเข้ากับดวงตาผลซิ่งที่แต่งแต้มยิ้มของสนมจง แววตานางทอประกาย “เสี่ยวเหมยจื่อ เมื่อครู่นี้เจ้าเยี่ยมมากเลย”

* “ทางไม่เรียบมีคนซ่อม เรื่องไม่ถูกต้องมีคนจัดการ” สำนวนนี้มีความหมายว่า หากมีเรื่องใดไม่ยุติธรรมย่อมมีคนยื่นมือเข้ามาจัดการ

* ข้านั้นเอาดวงใจส่องไปยังแสงแข เหตุไฉนแขไขจึ่งส่องไปในลำคลอง เป็นบทกวีที่เกาหมิงเป็นผู้แต่งในสมัยราชวงศ์หยวน บันทึกไว้ใน “บันทึกผีผา” บรรยายตัดพ้อ ทอดถอนใจ เมื่อตนมีเจตนาดีคิดช่วยเหลือผู้อื่น แต่ผู้อื่นกลับมองไม่เห็น ไม่ตอบรับน้ำใจตน

*นาวาผุพังยังมีตะปูถึงสามชั่ง เปรียบว่าต่อให้เป็นคนที่แย่ที่สุดก็ยังต้องมีข้อดีอยู่บ้าง

ลิขิตหวนคืน: บทที่ 17 ความยุติธรรม ตอนที่ 17