ลิขิตหวนคืน
ตอนก่อนหน้า
1 / 54

ลิขิตหวนคืน: บทที่ 1 ศพปลอม ตอนที่ 1

#1บทที่ 1 ศพปลอม

บทที่ 1 ศพปลอม

เดือนห้า อากาศอบอุ่น บุปผาเบ่งบาน

เวลานี้เป็นยามบ่ายที่แสงอาทิตย์ร้อนแรงที่สุด ในอุทยานหลวงที่มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาเมื่อครู่กลับไร้ซึ่งซุ่มเสียงในฉับพลัน สนมนางกำนัลทั้งในและนอกเก๋งจีนล้วนเงียบกริบเพียงหมอหลวงเอ่ยมาหนึ่งคำ

“ตาย..ตายแล้วจริงหรือ?” เสียงสตรีท่าทางเงอะงะนางหนึ่งดังขึ้น คล้ายจะร้องไห้เสียให้ได้ “เช่นนี้จะทำอย่างไร? หากจักรพรรดิทรงตรัสถาม.....หมอหลวง ลองตรวจดูอีกสักครั้ง บางทีท่านอาจจะดูผิด...”

ยังมิทันกล่าวจบ สตรีอีกนางกล่าวตัดบทนางอย่างเย็นชา

“พอแล้ว หยุดโวยวายเสียที มีหรือที่หมอหลวงจะดูไม่ออกว่าคนตายหรือไม่? ตอนนี้มาร้องไห้คร่ำครวญ เมื่อครู่หากไม่ใช่เจ้าผลักไปมา นางจะพลัดตกน้ำตายได้อย่างไร?”

“ข้าไม่ได้ทำ ไม่ใช่ข้า ” เสียงทั้งเล็กทั้งแหลมคล้ายถูกคนบีบคอของสตรีท่าทางเงอะงะดังเค้นออกมา เสียงอันแหลมสูงพาให้ผู้คนใบหูสั่นจนเกิดเสียงวิ้งๆ “คนข้างหลังเบียดมาข้างหน้าทำให้สนมจ้าวตกลงไปชัดๆ....สนมลู่ ท่าน..ท่าน...ท่านอย่าได้พูดเหลวไหลตามใจชอบ ทุกคนล้วนฟังอยู่”

กล่าวจบเพียงครู่ เสียงร้องโหยหวนอันน่าเวทนานั้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงบ่นพึมพำ แต่คนทั้งในและนอกเก๋งจีนล้วนได้ยินกันทั้งสิ้น:

“เมื่อครู่ข้าไม่ทันระวังเผลอไปชนเจ้าเข้า หากไม่ใช่เจ้าผลักข้า ข้าคงไม่ถอยไปชนผู้ใดเข้าก็มิอาจทราบ” แล้วกล่าวเสริมต่อว่า “สนมจ้าวอยู่ไกลจากข้ามาก ที่ข้าชนมิใช่นางแน่”

“ตอนมิเกิดเรื่องก็เรียกพี่สาวน้องสาวเสียสนิทปาก ยังมิทันไร.. เจ้านี่หักหลังคนได้ไวปานพลิกฝ่ามือ ข้าดูถูกเจ้าจริงๆ”

สนมลู่ผู้ถูกเอ่ยนามยิ้มเย็น “สนมหนิวฝีมือฉกาจ เจ้าผลักหรือไม่ เหล่าสนม นางกำนัล ขันที ที่อยู่ที่นี่ล้วนมิได้ตาบอด แม้อยู่ต่อหน้ากุ้ยเฟย* หรือองค์จักรพรรดิ ข้าก็ไม่มีอันใดให้ละอายแก่ใจ”

“เจ้า...ใส่ร้ายข้า!” สนมหนิวแผดเสียงตะโกนก้องโดยมิสนใจบรรดาศักดิ์แห่งตนอีกแล้ว

งานเลี้ยงสุขสันต์ในอุทยานหลวงครั้งนี้ เป็นความคิดของสนมลู่ แขกที่มาล้วนมีไมตรีที่ดีต่อนางทั้งสิ้น นางกำนัล ขันทีที่อยู่โดยรอบ ล้วนเป็นคนของสนมลู่ สนมคนอื่นๆ ก็นำนางกำนัลติดตามมาเพียงเล็กน้อย อีกทั้งนางสนมเหล่านี้ล้วนเคารพเชื่อฟังนาง นางพูดออกมาเช่นนี้ แปดถึงเก้าส่วนคือแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ให้ผลักความรับผิดชอบทั้งหมดมาที่ตัวนาง

สนมหนิวชอบประจบประแจงนั้นไม่เท็จ แต่นางเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิจางเหอ หากเป็นสนมธรรมดาทำให้คนตายโดยไม่ทราบสาเหตุเช่นนี้ แม้เป็นเพียงผู้เกี่ยวข้องก็มิอาจมีจุดจบที่ดีได้

โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผู้คนจอแจ สนมลู่โยนความผิดสาดอุจาระถังใหญ่ราดรดบนศีรษะของนางไม่เหลือแม้สักหยด ต่อให้ศีรษะนางใหญ่เท่าฟักทองก็ไม่อาจทนได้ ถูกคนแว้งกัดเช่นนี้ หวังตายทั้งที่ศพครบถ้วนล้วนเป็นเพียงฝัน

สนมหนิวแม้ขี้ขลาดตาขาว แต่รู้ว่าสิ่งใดอาจนำภัยถึงชีวิต นางสู้มิยอมถอย นางตะโกนก้อง จ้องมองทุกคนแล้วตะโกนเรียกชื่อผู้ที่ผลักอยู่ข้างหลังนางออกมาทีละคนทีละคน

ผู้ที่ถูกเอ่ยนามล้วนมีอาการคล้ายไก่ถูกฝังเข็ม ทะเลาะกับสนมหนิวอย่างสุดกำลัง

ทั้งหมดล้วนมากจากตระกูลผู้ดี หลายคนเป็นตระกูลบัณฑิตที่ได้รับการโปรดปราน แต่ยามวิวาท คำผรุสวาทผุดพ่นออกมาไม่ขาดสาย หลากหลายสำเนียงสาดใส่กันไปมา จนหมอหลวงที่ยืนอยู่นอกเก๋งจีนตกตะลึงตาค้างพูดอะไรไม่ออก ดวงตาที่หย่อนยานเป็นรูปสามเหลี่ยมมาหลายสิบปีเปลี่ยนเป็นกลมดิกภายในพริบตา สองตาหมุนคว้างนัยน์ตาหมุนเคว้งรู้สึกมองไม่ทัน

เหล่าสนมหรี่ตาจ้องกันพลางถกชายแขนเสื้อขึ้น ตะลุมบอนกันยกใหญ่ นางกำนัล ขันที ล้วนเงียบเป็นเป่าสาก มิกล้าเข้าห้าม

ไม่มีผู้ใดสนใจคิ้วงามดังกิ่งหลิวที่ขมวดขึ้น ใบหน้าที่โดนลมพัดจนแห้งของสนมจ้าวค่อยๆ ลืมตาขึ้น ผู้อื่นหน้าแดงก่ำ คอผึ่งขยายคล้ายไก่ชน แต่นางกลับกอดอาภรณ์เปียกชื้นอยู่บนพื้นอย่างเงียบๆ ดูโศกเศร้า แม้นผู้ใดพบเห็นอาจเข้าใจว่านางอยากจะตายอีกครั้งเสียให้ได้

.....อีกแล้วหรือ?

เฉินหรูอี้กัดฟัน อยากจะลุกขึ้นไปคว้าเอาสนมที่พละกำลังแข็งแรงมากที่สุดในสงครามย่อยกลุ่มนั้นออกมา แล้วจัดการนางให้อยู่หมัดเหลือเกิน

สงครามด่าทอภายในเก๋งจีนประทุถึงขีดสุด นางที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในร่างอันเปียกชื้นนี้ กระทั่งใบหน้างดงามของบรรดานางสนมที่กำลังเอะอะโวยวายอยู่นี้ยังไม่อาจมองให้ชัดแต่กลับทราบสาเหตุของเรื่องเกือบทั้งหมด

สรุปคือ เหล่าสนมทั้งหลายไม่พอใจต่อสนมจ้าว จึงอาศัยงานฉลองวันคล้ายวันเกิดของสนมลู่กล่าวสั่งสอนนางสักครา ในขณะที่เดินมาถึงสระไท่เยในอุทยานหลวง จึงอาศัยโอกาสนี้ร้องเอะอะโวยวาย ผลักกันไปมา สนมจ้าวจึงถูกเบียดตกน้ำไป “โดยไม่ได้ตั้งใจ”

ส่วนที่ว่า ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ หรือไม่ เฉินหรูอี้มิกล้ายืนยัน

แต่ที่แน่ๆ เจ้าของร่างนี้ก็ได้จมน้ำตายไปแล้วจริงๆ

ถ้าไม่เช่นนั้น นางจะมาอยู่ในร่างนี้ได้อย่างไร

บรรดาสนมล้วนร้อนใจจนตาแดงก่ำ เกรงจะติดร่างแห่ จึงร่วมมือกันต่อกรกับสนมหนิวผู้แว้งกัดไม่เลือก ทุ่มสุดชีวิตเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน ในความคิดอันไร้รูปทรงนี้กลับเกี่ยวพันถึงผู้คนมากมาย ต่างฝ่ายต่างหันกระบอกปืนเข้าใส่กัน โจมตีซึ่งกันและกัน พริบตาจึงกลายเป็นสงครามวงล้อม

ไม่ทราบว่าผู้ใดที่จุดชนวนด้วยการถกชายแขนเสื้อชิงลงมือก่อนอย่างมุทะลุ

ทันใดนั้นสงครามด่าทอก็ยกระดับขึ้น บรรดานางสนมจึงได้ลงไม้ลงมือต่อกัน

เฉินหรูอี้แยกเขี้ยวยิงฟัน พลันลังเลว่าควรจะออกปากเตือนสักคราหรือไม่ ทั้งกลัวว่าบรรดานางสนมที่กำลังห้ำหั่นกันจนแทบเสียสติไปแล้วเหล่านี้จะพุ่งความแค้นมาที่นางทันทีเพียงนางเปล่งเสียง หากเป็นเช่นนั้นคงเป็นเรื่องที่หนักหนาเกินกว่าจะหาวิธีรับมือได้

นางกำลังลังเลว่าจะออกจากสถานการณ์นี้อย่างไร เลือกเวลาและวิธีที่เหมาะสมส่งเสียงแห่งการคืนชีพอีกครั้ง แต่กลับพบว่าสงครามเพลิงกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เบื้องหน้าของนางแล้ว ไม่ทราบว่าผู้ใดที่โหดเหี้ยมทรงพลังผลักไปทีหนึ่ง ก้นใหญ่ๆ เรียบๆ แบนๆ ก็พุ่งมาที่ใบหน้าของนาง

หากก้นนี้กระทุ้งลงใบหน้านาง แม้ไม่อาจถึงตาย แต่หน้านางคงพังยับเยิน

ไวเท่าความคิด เฉินหรูอี้ยกสองมือขึ้นตามสัญชาติญาณแล้วผลักออกไปโดยแรง ทำให้เจ้าของก้นที่มีท่าทางคล้ายสุนัขกำลังถ่ายอุจจาระ ล้มคลุกไปกับพื้นอย่างทุลักทุเล

สนมหนิวมีรอยขีดข่วนบนหน้าสี่ห้ารอย ถูกดึงทึ้งผมจนยุ่งเหยิง นางกระดกก้นขึ้นมึนงงเหนือใต้ไม่อาจแยกชัด คิดไม่ถึงว่าหน้าหลังล้วนมีศัตรู แม้แต่บนพื้นดินยังมีคนซุ่มโจมตี

นัยน์ตาจ้องเขม็งอย่างแค้นเคือง หันหน้ามาด้วยแรงที่ทำให้คอแทบหัก กลับพบตัวการที่ทำให้บรรดาสนมทำเรื่องโง่เขลาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง เส้นผมยุ่งเหยิงติดตามใบหน้าอันหมองคล้ำ คิ้วขมวดแน่น สายตาจ้องมองมาที่นาง

สนมหนิวร่างสั่นเทิ้ม กรีดร้องเสียงแหลม กอดร่างตนตัวสั่น แม้แรงจะดิ้นรนหนียังไม่มี เพียงเปล่งเสียงแหลมสูงที่ขาดๆ หายๆ ของนางตะโกนว่า:

“*ศพปลอม ศพปลอม ร่างคนชั่วแซ่จ้าวโดนวิญญาณเข้าสิงแล้ว”

*กุ้ยเฟย(พระอัครเทวี) เป็นชื่อตำแหน่งของพระชายาในองค์จักรพรรดิเป็นตำแหน่งรองจากหวงโฮ่ว (พระอัครมเหสี )ซึ่งเป็นจักรพรรดินีขององค์จักรพรรดิ

*ศพปลอม เป็นชื่อที่เรียกกันในหมู่ชาวบ้าน ว่ากันว่าเมื่อคนเราตายนั้นที่หน้าอกจะยังเหลงเหลือลมหายใจเฮือกสุดท้ายอยู่ แต่หากโดน แมว หมา หนู หรือสัตว์ต่างๆ ชนร่างเข้าวิญญาณของสัตว์นั้นๆ จะเข้าไปสิงในร่างของศพ และนั่นเรียกว่า “ศพปลอม” ร่างของศพที่ฟื้นขึ้นมาไม่ใช่การเกิดใหม่และไม่ได้อยู่ในประเภทการยืมศพคืนชีพ เพราะศปลอมที่ฟื้นขึ้นมานั้นจะมีลักษณะเหมือนสัตว์ป่าที่ไล่กัดคนไปทั่ว จนเมื่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายของร่างนั้นหมดลง สุดท้ายศพนั้นก็จะล้มลง จึงจะถือว่าตายแล้วจริงๆ

ลิขิตหวนคืน: บทที่ 1 ศพปลอม ตอนที่ 1