ลิขิตหวนคืน: บทที่ 35 ลักไก่ไม่สำเร็จเสียข้าวสารหนึ่งกำ ตอนที่ 35

#35บทที่ 35 ลักไก่ไม่สำเร็จเสียข้าวสารหนึ่งกำ

บทที่ 35 ลักไก่ไม่สำเร็จเสียข้าวสารหนึ่งกำ

การทะเลาะตรงหน้าค่อยๆ ร้อนแรงขึ้น พลันมีเสียงอันอ่อนโยนเสียงหนึ่งเอ่ยสอดขึ้น

“สนมเฉียนอุปนิสัยตรงไปตรงมา น่ากลัวว่าคงเข้าใจเจตนาอันดีของสนมจ้าวผิดแล้ว ยากนักที่ฝ่าบาทจะเสด็จมา เหตุใดต้องถกเถียงกันให้พระองค์ต้องทรงขุ่นเคืองพระทัยด้วยเล่า? พระสนมทั้งสองมิสู้เห็นแก่หน้าข้า จับมือคืนดีกันเสียเถอะ”

พระสนมหนิวสวมชุดกระโปรงยาวสีม่วงอ่อน แขนเสื้อกว้าง มวยผมเกล้าขึ้นเป็นทรงเมฆเหินเผยให้เห็นลำคองามระหง

วาจานี้เป็นการเอ่ยปรามการทะเลาะเบาะแว้งของเฉินหรูอี้และเฉียนชิงชิง แต่สายตาอันลิงโลดนั้นกลับเหลือบแลไปที่องค์จักรพรรดิ เจตนาของนางผู้ใดมิรู้บ้าง แม้อาชายังทราบอย่างชัดแจ้ง ปากห้ามปรามแต่กลับจ้ององค์จักรพรรดิมิวางตา

แม้นสนมหนิวมิได้ตักเตือนด้วยใจจริงแต่วาจาที่กล่าวมากลับมิใช่ความเท็จ นางมิเข้าใจจริงๆ ว่าองค์จักรพรรดิผู้สง่างามหาใดเทียมประทับนั่งสาดส่องพระบารมีเจิดจ้าอยู่ตรงนี้แท้ๆ เหตุใดพระสนมทั้งสองมิตั้งใจปรนนิบัติกลับทะเลาะเบาะแว้งกันเองต่อหน้าพระพักตร์

หากจะทะเลาะกันให้ตายไปข้างก็ควรหาฤกษ์งามยามดีเปิดสงครามกันเสียเลย แต่ควรไปทะเลาะกันที่อื่น เหตุใดจึงต้องมาต่อปากต่อคำกันต่อหน้าพระพักตร์ นี่นับว่าสมควรหรือไม่? คิดว่าผู้อื่นมีโอกาสพบองค์จักรพรรดิสักครั้งนั้นเป็นเรื่องง่ายหรืออย่างไร โอกาสที่จะยั่วยวนพระองค์มีมากเสียจนหยิบใช้ตามใจชอบได้งั้นหรือ? นี่เป็นความในใจของสนมหนิว

แต่ทว่าสนมคนอื่นๆ กลับตื่นเต้นเสียจนมิได้ใส่ใจต่อเรื่องนี้ ละครกำลังสนุกแต่กลับมีคนกระโดดออกมาขัดขวาง สายตาดูแคลนจึงพุ่งไปที่นางทันที

เห็นแก่หน้านาง?

ในเมื่อรู้ว่าตนหน้าบางก็ควรเก็บรักษาเอาไว้ยกออกมาแกว่งไกวทำไม? ทำตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่แท้ก็อยากเด่น

ถุย!

สวรรค์ย่อมรู้ว่าพวกนางอยากให้พระสนมทั้งสองทะเลาะกันต่อหน้าพระพักตร์เพียงใด หากให้ดีต้องได้ลงไม้ลงมือเสียจนหน้าลายหรือเสียโฉมไปเลย เมื่อองค์จักรพรรดิเห็นทั้งสองเมื่อใดต้องนึกถึงการวิวาท เช่นนี้พระองค์ก็จะหลีกหนีจากพระสนมทั้งสองเอง

เฉินหรูอี้ปีนป่ายมาจากการแก่งแย่งชิงดีของเหล่าสนมแท้ๆ เหตุใดนางจะดูไม่ออกว่าสนมหนิวต้องการได้รับความรักใคร่เชื่อถือจากองค์จักรพรรดิ

น่าเสียดายที่พระองค์ไม่เพียงแต่มีนางในดวงใจแล้ว ซ้ำยังยึดมั่นต่อนางคนเดียวถึงกับคิดบัญชีสนมในวังหลังของพระองค์เพื่อแม่นางหลิน ความหวังอันสวยงามของสนมหนิวดั่งการดีดพิณให้โคฟังเป็นเพียงการเสียแรงเปล่า

“เกียรติของพระสนมหนิวข้าต้องให้อยู่แล้ว” เฉินหรูอี้ระบายยิ้มเย็นชา “เพียงแต่อย่างไรก็ควรพูดให้ชัดแจ้งเข้าใจกันต่อหน้าเช่นนี้จึงเป็นการดี เพื่อหลีกเลี่ยงข่าวแพร่ออกไป เมื่อผู้คนพูดจาส่งเดชอาจบิดเบือนเจตนาเดิมของข้าไป ยิ่งอยู่ต่อหน้าพระพักตร์กลับต้องพูดจาไขความเข้าใจผิดนี้ให้กระจ่างแจ้งมิใช่หรือ?”

“สนมหนิวเป็นผู้ใหญ่เข้าใจหลักการและเหตุผลดี ทั้งเป็นผู้รักษากฎอย่างเคร่งครัด ท่านเข้าใจในเจตนาดีของข้าจึงได้ออกปากพูดเพื่อข้า มิเช่นนั้นน้องเฉียนคงเข้าใจไปว่าข้ามีเจตนาไม่ดีคิดหาเรื่องนาง”

บรรดาสนมล้วนไม่ทราบควรหาคำใดมาบรรยายความรู้สึกในยามนี้ของพวกตน สนมจ้าวผู้นี้มิละอายแก่ใจเลยหรือไร?

ผู้ใดล้วนดูออกว่าพระสนมหนิวอยากแสดงตนให้องค์จักรพรรดิเห็นความดีในตัวนาง แต่ว่าหุบเขาสูงยังมีหุบเขาที่สูงกว่า มีคนหน้าหนาย่อมมีคนหน้าหนากว่า สนมจ้าวผู้นี้ช่างอาจหาญกลับดำให้เป็นขาว พูดอย่างลื่นไหลไม่กี่คำก็ยกเอาสนมหนิวเป็นพวกตนพูดราวกับว่าที่สนมหนิวลุกขึ้นสอดวาจาด้วยเพราะมิชอบใจต่อสนมเฉียน

จะว่าอย่างไรดีเล่า.....ได้แต่สมน้ำหน้าสนมหนิวที่รนหาที่เอง...ลักไก่มิสำเร็จแถมเสียข้าวสารไปหนึ่งกำ

บรรดาสนมกลอกตาไปมาจนแทบหัวหมุน ประเดี๋ยวเหลือบมองเฉินหรูอี้ที่มีสีหน้าพอใจยิ่ง ประเดี๋ยวเหลือบแลสนมหนิวที่หน้าแดงด้วยเกิดประหม่า อีกประเดี๋ยวก็หันมองสนมเฉียนที่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเสียฟันแทบแตกหัก

ในสามคนนี้ใบหน้าของสนมเฉียนนั้นดูอัศจรรย์ที่สุดเพราะประเดี๋ยวเขียว ประเดี๋ยวขาว สุดท้ายกลายเป็นสีม่วงอมแดงประหนึ่งแท่นผสมสีก็มิปาน

เซียวเหยี่ยนกุมมือเฉินหรูอี้ไว้แทบปล่อยพ่นเสียงหัวเราะออกมา

เขาเลือกคนได้ถูกเสียจริง เรื่องสู้รบไร้เทียมทานส่วนความสามารถกลับดำให้เป็นขาวนั้นช่างเหนือชั้นทำเอาสนมหนิวเป็นใบ้พูดมิออกหน้าเบ้ราวกับกินยาขม

นางเป็นดั่งไข่มุกเปื้อนฝุ่น เหตุใดถึงไม่รู้ให้เร็วกว่านี้ทำเอาเสียเวลาไปมากมาย

จานเล็กๆ กลับตีเสียเสียงดัง ตินั่นติงนี่เพียงไม่ถึงสองคำก็ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ บุคคลที่มีความสามารถเช่นนี้หากนำไปไว้กองทัพก็เป็นแม่ทัพนักวางแผน หากนำไปไว้ในราชสำนักก็เป็นขุนนางตัวร้าย

ช่างเก่งกาจนัก!

เฉินหรูอี้กลับไร้วาจา ครานี้นางทำอันใดให้พระองค์พอพระทัยอีกเล่า?

หากมีอันใดเราสองพูดคุยกันโดยตรงดีหรือไม่ เหตุใดต้องลูบไล้มือนางเช่นนี้? บัดนี้นางเป็นโรคหวาดกลัวการลูบไล้ฝ่ามือเสียแล้ว หากถูกลูบมือเมื่อใดมักคิดถึงภาพสนมจงขึ้นมาในหัวจนไม่อาจสลัดหลุด พอนึกถึงสนมจงก็นึกถึงสายตาหยาดเยิ้มของนางทุกครั้งไป พอคิดว่าหากเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงองค์จักรพรรดิคราใดนางก็คงถูกฆ่าให้ตายในบัดนั้น

“ในวังแห่งนี้มีหญ้าบนกำแพง*ที่ชอบเกาะกอดขาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว” สนมเฉียนโกรธจนหัวเราะออกมา ตากลมโตนั้นจ้องเขม็งที่สนมหนิวด้วยความโกธรแค้นคล้ายจะมองให้นางตกตายไปเดี๋ยวนี้ “หากข้าจำมิผิด ก็มิใช่พระสนมหนิวผู้รู้จักแยกแยะเหตุผลท่านนี้หรอกหรือที่ผลักสนมจ้าวตกสระไท่เยจนแทบสิ้นชีวี? พอเห็นพระสนมจ้าวมีอำนาจบารมีเข้าหน่อยกลับเปลี่ยนฝ่ายมาอยู่ข้างนางเสียแล้ว? ”

หากมิใช่ต้องสงวนท่าทีเฉินหรูอี้คงตบปากสนมเฉียนเพื่อสั่งสอนให้รู้สึกนึกเสียบ้าง

ริมฝีปากน้อยๆ นั้นช่างร้ายกาจ เพียงชั่วครู่ก็สะกิดจุดที่อ่อนไหวที่สุดของสนมหนิวให้ฉีกขาดออกมาทำเอาสนมหนิวสิ้นลายหมดแรงต่อกร ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนไว้จนใบหน้าแดงก่ำ กลั้นไว้อยู่นานจนอดรนทนไม่ได้จึงเอ่ยประโยคหนึ่งว่า “เรื่องนั้น เรื่องนั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิด” นางทอดทิ้งสนมเฉียนที่ฟังมิรู้ภาษาคนเปลี่ยนมากอดขาเฉินหรูอี้แทน “สนมจ้าวแสนปราดเปรื่อง คงมิเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแผนของเชี่ยเซินเป็นแน่ อีกอย่างเชี่ยเซินก็เคยอธิบายกับนางไปแล้วว่าเหตุนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแต่เชี่ยเซินอยู่ห่างจากสนมจ้าวหลายก้าวนัก เรื่องนี้จึงไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับเชี่ยเซินแม้แต่น้อย ”

สนมหนิวประเดี๋ยวมองเฉินหรูอี้ประเดี๋ยวมององค์จักรพรรดิ ปากก็อธิบายเหตุผลต่อเฉินหรูอี้แต่ใจนั้นกลัวว่าองค์จักรพรรดิจะเข้าใจว่าตนเป็นคนผลักสนมจ้าวตกน้ำไปจริงๆ นางมองทั้งสองไปมาหันหน้าไปทางขวาทีทางซ้ายทีอย่างลนลานเสียจนเกิดอาการเวียนหัว

“ความหมายของสนมหนิวคือหากสนมจ้าวไม่เชื่อคำเจ้าก็แสดงว่าสนมจ้าวไม่ปราดเปรื่องงั้นสิ?” สนมเฉียนพูดพลางเชิดคางขึ้นสูงอย่างหยิ่งผยอง

สนมหนิวคือหญ้าบนกำแพงผู้เลื่องชื่อในวังแห่งนี้ ขอเพียงนางได้อยู่ใกล้พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดนางล้วนกล่าวยกยออย่างไม่ขาดตกบกพร่องแม้เพียงสักนิด นางมีใจแต่ไร้กำลัง นางมีใจที่อยากกล่าวชื่นชมแต่สวรรค์กลับมิให้โอกาสนางได้ทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นฝีปากหรือแผนการใดล้วนไม่อาจสำเร็จ ด้วยเพราะวิธีการของนางนั้นออกจะเกินจริงไปบ้าง ไม่เพียงคนรอบข้างที่รู้สึกอึดอัดแม้แต่คนที่ถูกนางเอาใจยังรู้สึกไม่คุ้นชิน

ทั้งๆ ที่เป็นการถกเถียงมีปากเสียงระหว่างสนมจ้าวและสนมเฉียนแท้ๆ แต่กลับพลิกผันกลายเป็นสงครามด่าทอของสนมเฉียนกับสนมหนิวไปได้ เหล่าสนมต่างหมดสิ้นวาจาจะกล่าว

*หญ้าบนกำแพง ใช้เปรียบเปรยคนที่ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง คล้อยตามความคิดผู้อื่นเสมอ

ลิขิตหวนคืน: บทที่ 35 ลักไก่ไม่สำเร็จเสียข้าวสารหนึ่งกำ ตอนที่ 35