ลิขิตหวนคืน

ลิขิตหวนคืน: บทที่ 22 สงครามลิ้นของเหล่าสนม ตอนที่ 22

#22บทที่ 22 สงครามลิ้นของเหล่าสนม

บทที่ 22 สงครามลิ้นของเหล่าสนม

วลี “ทำได้ดียิ่ง” ขององค์จักรพรรดินั้นเป็นการตรัสชมที่เฉินหรูอี้สามารถเดาพระทัยของพระองค์ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

แม้หยวนสี่และหยวนเป่าจะรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ไม่อาจรั้งองค์จักรพรรดิไว้ได้ สายตาที่จ้องมององค์จักรพรรดินั้นคลอไปด้วยน้ำตาประหนึ่งถูกหักเบี้ยประจำเดือนก็มิปาน แต่เฉินหรูอี้กลับรู้สึกว่าตนเดินมาถึงจุดนี้ได้นั้นนางก็พอใจยิ่งแล้ว

จักรพรรดิจางเหอทรงพระอารมณ์แปรปรวนแต่บางกิริยากลับเคลือบแฝงความสิเน่หา ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ว่ายามนี้พระองค์ทรงต้องการเช่นนี้แต่ผ่านไปเพียงเค่ออาจทรงเปลี่ยนพระทัยก็เป็นได้ พาลลบกลบเอาความหนักแน่นเมื่อครู่ซึ่งไม่ง่ายเลยกว่านางจะได้รับมาให้มลายหายไปในพริบตา

แม้บัดนี้นางยังมิอาจมองทะลุถึงพระทัยขององค์จักรพรรดิได้ แต่ที่นางยืนยันได้คือพระองค์มิได้โปรดปรานสนมจ้าวอย่างแท้จริง พระองค์ตรัสชมไม่หยุดว่านางฉลาดขึ้นมาก นางเพียงมองพระพักตร์ก็คาดเดาได้แต่เมื่อยิ่งใคร่ครวญกลับยิ่งแจ้งแก่ใจว่าพระองค์ทรงรังเกียจสนมจ้าวที่มักทูลฟ้องเรื่องผู้อื่นเพื่ออวดตนว่าฉลาดอยู่เสมอผู้นั้นสักเพียงใด ทั้งยังดูแคลนว่าฝีมือนางต่ำต้อยคล้ายนางกำลังดูถูกสติปัญญาของพระองค์กระนั้น

ในเมื่อเป็นเช่นนี้เหตุใดองค์จักรพรรดิถึงต้องทำให้ผู้คนเข้าใจว่าพระองค์ทรงโปรดสนมจ้าวด้วยเล่า?

เมื่อเฉินหรูอี้ยังไม่แน่ชัดในเหตุผลจึงมิกล้ากระทำการวู่วามเกรงว่าหากก้าวพลาดไปเหยียบวัตถุอันตรายเข้าแม้ตนต้องตายเช่นไรก็มิอาจทราบได้

นับตั้งแต่ถูกต่งกุ้ยเฟยกักบริเวณเป็นต้นมาการดูแลของฝ่ายกรมวังก็ย่ำแย่ไปมาก แม้นพ้นโทษทัณฑ์แล้วการดำเนินงานกลับยังล่าช้า บ้างว่าชำรุดผุพังบ้างว่าขาดแคลนหามิทัน ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยชักช้าอย่างมาก

คราก่อนฟื้นคืนในร่างขันทีนางมีชีวิตอยู่ประมาณหนึ่งปี ครานี้กลับมิรู้จะอยู่ได้นานสักเพียงใด เฉินหรูอี้ไม่ขอสูงส่งเทียมฟ้า ครอบครองวังหลัง อย่างน้อยยามนี้ที่นางมีฐานะเป็นสนมจ้าวก็สุขสบายดีมิต้องกังวลถึงเรื่องที่อยู่ที่กิน

หากตายไปในครั้งนี้ ครั้งหน้าจะเป็นเช่นไรนางก็มิอาจทราบได้

เมื่อตายแล้วทุกอย่างก็จบหรือจะยังถูกสวรรค์หยอกเล่นต่อไปโดยไม่อาจรู้ว่าหากฟื้นคืนมาจะอยู่ในร่างของผู้ใดอีก

เฉินหรูอี้ไม่อยากคิดต่อไปแล้ว เพียงมองปัจจุบันที่อยู่ตรงหน้า

ตั้งแต่จักรพรรดิจางเหอนำข้าราชบริพารเป็นแถวเรียงรายมาเยือนยังตำหนักหมิงกวาง หยวนเป่าและหยวนสี่ก็คล้ายดั่งคนฟั่นเฟือนเที่ยวสั่งให้นางกำนัลทำความสะอาดตำหนักทั้งนอกและใน แม้แต่หน้าต่างยังสะอาดเสียจนส่องประกายแวววาว ทั่วห้องอบอวลด้วยกลิ่นหอมพร้อมเตรียมต้อนรับเสด็จองค์จักรพรรดิได้ทุกเมื่อ

ในความเป็นจริงนั้นมิได้มีเพียงแต่คนในตำหนักหมิงกวางเท่านั้นที่คิด เรื่องที่องค์จักรพรรดิเสด็จดำเนินจากอุทยานหลวงเพื่อส่งสนมจ้าวอีกทั้งยังแสดงความรักใคร่อาทรต่อนางมาตลอดทางจนกระทั่งถึงตำหนักหมิงกวางนั้น ชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปเรื่องนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่ววังหลัง ผู้คนทั้งวังหลังต่างคิดกันว่าสนมจ้าวได้กลับมาเป็นที่โปรดปรานอีกครั้งแล้ว

แต่ความโปรดปรานนี้กลับหยุดอยู่แค่เพียงเท่านั้น...

ผ่านมาสามวันแล้วองค์จักรพรรดิกลับมิได้ย่างกรายมาที่ตำหนักหมิงกวางอีกเลย

เฉินหรูอี้รู้สึกโชคดีเหลือคณาที่การไปเยี่ยมคารวะกุ้ยเฟยนั้นจะต้องไปทุกๆ สามวัน สามวันมันเพียงพอที่จะทำให้ความอิจฉาริษยาแค้นเคืองกลายเป็นแค่คำเยาะหยันยิ้มเย้ย

เฉินหรูอี้รู้ดีว่าตนมิได้มีความสามารถการโต้วาทีเช่นจูเก่อเลี่ยง*ผู้ปราดเปรื่อง โชคดีที่เหล่าสนมยังมีความเป็นปราชญ์อยู่บ้างแม้กล่าวว่าแต่มิได้มีเจตนาลงไม้ลงมือแต่อย่างใด ครั้นแล้วเรื่องราวอันโฉ่งฉ่างในอุทยานหลวงฉากนั้นก็ค่อยๆ ผุดพรายขึ้น ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นค่อยๆวิ่งแล่นกลับมาในหัวของสนมทั้งหลาย แต่เฉินหรูอี้ก็เลือกที่จะปิดปากเงียบอย่างรู้เท่าทัน

นางอดทนข่มกลั้นหายใจเข้าลึกดุจกำลังฝึกตน เฉินหรูอี้เพียงนั่งฟังอยู่อย่างนั้นมิได้ขยับเขยื้อนใดๆ

คราที่นางยังเป็นขันทีน้อยมีสถานการณ์อนาจอันใดที่นางมิเคยพบเจอบ้าง มีวาจาหยาบคายใดที่นางไม่เคยได้ฟังบ้าง เหล่าสนมที่ปากคอเราะร้ายด้วยเจ็บแค้นใจเหล่านี้มิได้เก่งกาจเหนือชั้นอันใดในสายตานาง

ต่งกุ้ยเฟยเพียงมองดูอยู่ห่างๆ คล้ายมิเห็นสงครามลิ้นของเหล่าสนมกระนั้น แต่สนมจงผู้เดิมทียังพอนั่งอยู่ได้แต่สุดท้ายมิอาจทนฟังจึงเอ่ยปากปกป้องเฉินหรูอี้ดุจปกป้องลูกโคก็มิปาน

สนมจงมิพูดเสียยังจะดีกว่า คนในวังมีผู้ใดไม่รู้บ้างว่านางแตกหักกับสนมจ้าวเพราะถูกขับไล่ออกจากตำหนักหมิงกวาง ผู้คนล้วนคิดว่าพวกนางไม่มีทางญาติดีกันแล้วแต่คิดไม่ถึงว่าสนมจงจะออกหน้ารับแทนสนมจ้าวผู้ไม่รู้สำนึกบุญคุณคนผู้นั้น

วาจาเสียดสีต่างๆ จึงเปลี่ยนไปลงที่สนมจงในชั่วพริบตา

หากสนมเหล่านี้กล่าวว่าตน เฉินหรูอี้ยังพอคิดเสียว่าเป็นเสียงสุนัขเห่าหอน แต่สนมจงออกหน้ารับแทนตนเช่นนี้หากตนยังทำเป็นหูหนวกตาบอดต่อไป มิต้องรอให้มีผู้ใดกล่าวว่านาง หัวใจอันบริสุทธิ์ดวงนี้ของนางก็มิอนุญาตให้นางทำเรื่องอันไร้ศีลธรรมเช่นนั้นได้

นางกระแอมเบาๆ เตรียมเอ่ยปากกลับถูกคนผู้หนึ่งชิงพูดขึ้นเสียก่อน ครั้นจะอ้าปากสีชาดขึ้นเอื้อนเอ่ยอีกคราก็ถูกเสียงอันดังของคนผู้หนึ่งฝังกลบเสียงนางไปจนสิ้น

สุดท้ายเฉินหรูอี้ก็ทำได้เพียงยกถ้วยชาอันเย็นชืดของตนวางกระแทกลงบนโต๊ะข้างกายโดยแรงอย่างมิอาจข่มกลั้น ซึ่งสบเข้ากับจังหวะที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยเสียงขึ้นพอดี เสียงนั้นจึงดังสนั่นจนแทบทำคนหูหนวกได้เลยทีเดียว ส่งผลให้ใจดวงน้อยของเฉินหรูอี้เต้นไม่เป็นส่ำอย่างมิอาจห้ามได้

ทุกคนคล้ายมีเจ็ดปากแปดลิ้น เฉินหรูอี้รู้สึกดั่งมีแมลงวันห้าสิบตัวกำลังบินวึงๆ อยู่ข้างหู ฟังมิรู้มีผู้ใดบ้าง จึงเลือกเอ่ยปากโต้ตอบกับสนมผู้กล่าวเสียงดังกลบตนทั้งที่มียศต่ำกว่านางซึ่งนั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากนางเป็นตัวแทนของเหล่าสนมแทน

“น้องสาวท่านนั้น” เฉินหรูอี้เลื่อนสายตาไปยังผู้ที่นั่งตรงข้ามนาง “อาหารอาจกินส่งเดชได้ เพราะคนท้องเสียก็คือตัวเจ้าเอง แต่คำพูดมิอาจกล่าวส่งเดช มันอาจกลายเป็นการใส่ร้ายผู้อื่นได้ ข้ากับสนมจงมีความรู้สึกดุจพี่น้อง ช่วงเวลาที่ข้าเป็นนางกำนัลอยู่นั้นข้าไม่เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องอดสูแต่อย่างใด ยามนั้นสนมจงปฏิบัติต่อข้าอย่างดียิ่ง ข้าจดจำไว้ในใจเสมอมา”

นางหยุดไปครู่หนึ่ง แม้สัมผัสได้ถึงสายตาอันร้อนแรงที่จ้องมองนางอย่างไม่วางตาของสนมจงที่นั่งอยู่ด้านขวาของนางก็ตาม แต่เมื่อเอ่ยวาจาไปแล้ว นางก็ทำได้เพียงแค่เอ่ยปากชมถึงมิตรภาพอันงดงามของคนทั้งสองต่อไป

“ด้วยพระเมตตาขององค์จักรพรรดิจึงแต่งตั้งให้ข้าเป็นเจี๋ยอวี๋ แต่ข้าเคยชินกับการเป็นนางกำนัลไม่คุ้นชินการเป็นผู้มียศศักดิ์ สนมจงเกรงว่าข้าจะลำบากใจทำการใดล้วนแต่เกรงใจนางจึงได้ตัดสินใจย้ายไปอยู่ตำหนักอื่น ข้ากับสนมจงมิเคยผิดใจกันสักครา ข้ามิได้ทำตนดั่งคนที่เห็นผู้ใดมีผลประโยชน์ก็ล้วนกระโจนเข้าใส่อย่างเจ้าว่ามาแต่อย่างใด”

นางยิ้มเย็นคราหนึ่ง “พี่น้องทุกท่านล้วนมีหน้าที่ปรนนิบัติองค์จักรพรรดิก็ควรทำตัวเป็นสนมที่ดีมีศีลธรรม ลดเลี่ยงการถกเถียงว่าผู้ใดดีมิดีลงเสียบ้าง ยามนี้กุ้ยเฟยเป็นผู้ดูแลวังหลัง พวกเรามิอาจช่วยเหลืออันใดได้อย่างน้อยก็มิควรเพิ่มความยุ่งยากมิใช่หรือ?”

วาจาที่กล่าวมิใช่ไร้ช่องว่างเสียจนผู้คนสอดแทรกมิได้ แต่สุดท้ายนางกลับลากเอาต่งกุ้ยเฟยเข้ามาร่วมด้วยทำให้สนมทั้งหลายเกิดหวาดกลัวไม่กล้าโต้เถียงส่งเดชจึงทำได้เพียงลอบมองสำรวจไปยังตำแหน่งที่นั่งของต่งกุ้ยเฟยเท่านั้น

แต่กลับเห็นว่าต่งกุ้ยเฟยเพียงจิบชาอย่างไม่รีบไม่ร้อน มุมปากยกขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม สายตาค่อยๆ ทอดมองไปยังเฉินหรูอี้

แค่สนมที่ทรงโปรดปรานเพียงผู้เดียวนางมิเคยเห็นอยู่ในสายตา เพราะหากไม่มีเฉินหรูอี้ผู้นี้ก็ยังมีผู้อื่น นางอยู่ในวังมาห้าปีกว่าต่อให้ไร้เดียงสากว่านี้ก็มิเชื่อว่าองค์จักรพรรดิจะมีใจปฏิพัทธ์ต่อสตรีนางเดียวไปได้ชั่วชีวิต

แต่นางไม่คุ้นชินกับน้ำเสียงที่เล็กใสจงใจดัดให้ไพเราะของสนมจ้าวผู้นี้เอาเสียเลย ทั้งหน้าตาที่ทำดุจนุ่มนวลอ่อนโยนนั่นอีก นางเพียงได้ยินเสียงของคนผู้นี้ก็ปวดหัวตุบๆ ขึ้นมาเสียจนอยากอาเจียนเอาอาหารเย็นของเมื่อวานออกมาเสียให้ได้

“เป็นดั่งคำของสนมจ้าวไม่มีผิด ทุกคนล้วนเป็นดั่งพี่น้องที่คอยปรนนิบัติรับใช้ฝ่าบาท พึงระลึกในหน้าที่ตน อย่าได้คิดแต่จะชิงดีชิงเด่นกันเลย”

ต่งกุ้ยเฟยกล่าวต่อทั้งยิ้มในหน้า “แต่เมื่อครู่นี้เป็นเพียงแค่การเย้าเล่นระหว่างพี่น้องเท่านั้น สนมจ้าวเหตุใดต้องกระทำเป็นเรื่องใหญ่ว่าร้ายผู้คนไปในทางไม่ดี เช่นนี้จะกระเทือนถึงสัมพันธ์อันดีของเหล่าพี่น้องได้”

เฉินหรูอี้พลันสัมผัสได้ถึงเจตนาไม่ดีที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ของต่งกุ้ยเฟย

*จูเก่อเลี่ยง หรือ จูกัดเหลียง กุนซือผู้ปราดเปรื่องของหลิวเป้ย (เล่าปี่) ในเรื่องสามก๊ก

ลิขิตหวนคืน: บทที่ 22 สงครามลิ้นของเหล่าสนม ตอนที่ 22