ลิขิตหวนคืน: บทที่ 15 ฝ่าวงล้อม ตอนที่ 15
บทที่ 15 ฝ่าวงล้อม
ความอกสั่นขวัญแขวนที่มีในคืนนั้นของเฉินหรูอี้ก็ถือว่าได้ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น
จักรพรรดิจางเหอบรรทมที่ตำหนักเป่าหัว ส่วนนางถูกส่งขึ้นเกี้ยวกลับตำหนักกวางหมิงในกลางดึกคืนนั้น เรื่องนี้มิได้กระทำเป็นความลับแต่อย่างใดจึงเป็นที่ทราบกันทั่ววังหลังในวันต่อมา
หยวนสี่และหยวนเป่าต่างรู้สึกยินดียิ่งด้วยพระสนมของพวกนางสามารถยั่วยวนจนองค์จักรพรรดิให้ทรงกลับมาอยู่ในกำมือได้อีกครา เช่นนี้แล้วลาภยศสรรเสริญในวันหน้าเสพสุขอย่างไรก็มิมีวันหมด
เฉินหรูอี้กลับมิได้ใส่ใจอันใด
นางนับได้ว่ากระจ่างแจ้งแล้วกับคำว่า “สนมที่ทรงโปรดปราน” มันก็เพียงเท่านี้เอง
ข่าวสารภายนอกล้วนแพร่สะพัดไปว่านางเป็นปีศาจจอมยั่วยวนล่อลวงองค์จักรพรรดิให้ลุ่มหลง ผู้คนล้วนเกิดความริษยาในตัวนาง นางไม่มีข้อดีแม้เพียงสักนิดเลยหรือ?
มีผู้ใดเคยพบเห็นสนมรักขององค์จักรพรรดิที่ไม่แม้แต่จะได้ประสบพบพักตร์กับพระองค์เลยเป็นระยะเวลาเกือบเดือน พลัดตกน้ำจนแทบสิ้นชีวาพระองค์ก็ไม่แม้แต่จะสืบสาวราวเรื่องเช่นนี้บ้าง?
ทั้งยังตรัสว่า “จมน้ำครานี้ดีเหลือเกิน” หากดีจริงเหตุใดไม่ทรงลองจมน้ำดูบ้างสักครา
นางมิเคยดูไม่ออกเลยสักนิดว่าพระองค์ทรงลุ่มหลงในตัวนาง หากพระองค์ทรงนึกขึ้นได้ก็เสด็จมาหยอกเย้านางบ้าง หากทรงลืม นางก็คงเป็นเช่นสิ่งของเน่าเสียที่กองพะเนินอยู่ท้ายวังหลังเสียเท่านั้น
โชคดีเพียงหนึ่งเดียวของนางคือต่งกุ้ยเฟยยังเห็นแก่พระพักตร์ฝ่าบาทจึงมิได้เอาผิดนางเรื่องที่ออกจากตำหนักโดยพลการทั้งที่อยู่ระหว่างการกักบริเวณ
แต่ต่งกุ้ยเฟยผู้นี้ทรมานผู้คนกลับทรมานจนสามารถเกิดเป็นพรมแดนใหม่ได้เลยทีเดียว กรมวังล้วนต้องทำตามคำบัญชาของผู้เป็นนายดังนั้นอาหารที่นำมายังตำหนักหมิงกวางล้วนรสชาติแสนแย่ผลไม้มิมีมาส่วนเนื้อมองอย่างไรกลับไร้ร่องรอย นี้อาจเรียกขานให้ไพเราะว่า “สอนไว้เป็นบทเรียน”
สนมทุกนางล้วนได้รับโทษเช่นนี้ เสิ้นหรูอี้แม้ภายในมิได้พอใจเช่นกันแต่กลับมิกล้าโวยวาย ถึงอย่างไรนางก็เคยมีชีวิตหนึ่งที่เป็นขันที อาหารรสชาติแย่เพียงไรนางล้วนกินมาหมดสิ้นจึงมิได้ใยดีต่อเรื่องนี้เท่าใดนัก
แต่ทว่าสนมลู่ผู้มีบารมีขององค์หญิงผู้นั้นกลับนำเรื่องทูลต่อไท่โฮ่ว ไท่โฮ่วมิทรงพอพระทัยที่ต่งกุ้ยเฟยกระทำการหนักข้อเกินไปจึงเรียกต่งกุ้ยเฟยมากล่าวตักเตือนทั้งยังประทานผลไม้สดใหม่แก่สนมลู่เป็นรางวัล ด้วยเหตุนี้อาหารการกินของสนมลู่จึงกลับมาเลิศรสเช่นเดิมแต่สนมอื่นๆ กลับยังคงเหมือนเดิมทั้งไม่มีผู้ใดอาจหาญไปทูลฟ้ององค์ไท่โฮ่วอีก
ช่วงเวลาหนึ่งเดือนผ่านไปเพียงชั่วพริบตา สนมที่ถูกลงทัณฑ์จึงคล้ายม้าป่าที่ถูกถอดบังเหียนวิ่งกระโดดทะยานข้ามรั้วก็มิปาน มีเพียงสนมลู่ผู้เดียวที่ยังบาดเจ็บที่มือไม่หายจึงมิยอมออกจากตำหนัก
เฉินหรูอี้มิสนว่าสนมลู่เจตนาเป็นปฏิปักษ์ต่อต่งกุ้ยเฟยจึงทำเช่นนี้หรือเพราะยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บจริงๆ เพราะตั้งแต่ที่นางทำสนมลู่บาดเจ็บที่มือในอุทยานหลวงครั้งนั้น นางและสนมลู่ก็เป็นเช่นน้ำกับไฟ นางแจ้งแก่ใจดีว่าเรื่องนี้ไม่มีทางจบลงด้วยดีแน่ แต่นางกลับคาดหวังให้สนมลู่กล้าหาญกว่านี้เหี้ยมโหดกว่านี้อีกสักนิดแสดงออกให้ชัดแจ้งกว่านี้อีกสักหน่อย เช่นนั้นแล้วทั้งสองยังคงมิได้รบรากัน ต่งกุ้ยเฟยก็คงทนมิได้จนลงมือจัดการสนมลู่ไปเสียก่อน เพียงแต่สนมลู่กลับแขวนป้ายมิสู้รบเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักหลานหลินมิยอมออกมา ยามนี้เฉินหรูอี้จึงกลายเป็นบุคคลที่ถูกจับจ้องยึดครองสายสายตาทุกคู่ในวังหลังไว้
ต่งกุ้ยเฟยเป็นผู้กำกับดูแลทั้งหกฝ่ายในวังหลัง ดังนั้นพระสนมที่มีบรรดาศักดิ์ขั้นห้าขึ้นไปจักต้องไปเยี่ยมคารวะต่งกุ้ยเฟยที่ตำหนักหย่งโซ่วทุกๆ สามวัน
วังหลังของจักรพรรดิจางเหอนั้นมิได้มีพระสนมมากมายเท่าใดอีกทั้งพระองค์ไม่ใคร่แต่งตั้งหรือเลื่อนขั้นให้แก่ผู้ใดทำให้พระสนมที่มีคุณสมบัติเข้าเฝ้ายังตำหนักหย่งโซ่วนั้นยกมือขึ้นนับกลับมีไม่เกินเก้าคน เมื่อเฉินหรูอี้ปรากฏตัวขึ้นก็เป็นดั่งเป้าให้สายตาอันคมกริบดุจมีดของคนทั้งหลายทิ่มแทง ทุกสายตากลอกไปซ้ายทีขวาทีพลันจ้องเขม็งมาที่นางอย่างมิได้ปิดบังคล้ายจะจ้องให้อวัยภายในทั้งห้าของนางเปื่อยเน่าไปเสียให้ได้
สำหรับวังหลังแล้วการได้รับความโปรดปรานก็เท่ากับการได้รับความเกลียดชัง
ในความคิดของเฉินหรูอี้นั้นคำว่า “เป็นที่โปรดปราน” เมื่อแขวนอยู่บนตัวนางแล้วกลับไม่สอดคล้องกันอย่างยิ่ง ด้วยในสายตาของผู้อื่นมันกลับก่อให้เกิดความริษยาอาฆาตเสียมากกว่า
ยามเมื่อมิได้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์องค์จักรพรรดิ ปากของเหล่านางสนมนั้นประหนึ่งไร้ซึ่งทวาร แต่ละถ้อยคำที่ผุดพ่นล้วนร้ายกาจฟาดฟันเสียนางเหวอะหวะไปทั่วร่าง
แต่ไม่ทราบมีผู้ใดกล่าววาจาหนึ่งขึ้นกลางคันว่า “ชีวิตคนมิได้อยู่สุขถึงหนึ่งพันทิวา ช่อบุปผามิแดงสดได้ถึงร้อยราตรี”
เรื่องราวจึงเปลี่ยนไปในฉับพลันจนกล่าวโยงไปถึงนางระบำสกุลเฉียนแห่งหอสุขสันต์ที่องค์จักรพรรดิทรงหลงใหลจนแต่งตั้งให้เป็นฉายเหริน*และรับสั่งให้พำนักอยู่ปีกตำหนักเหยาหัว เช่นนี้พระสนมสกุลเฉียนมีบรรดาศักดิ์เป็นสนมขั้นห้าจึงควรมาถวายพระพรในวันนี้ แต่ด้วยองค์จักรพรรดิทรงประทับอยู่ตำหนักของนางติดต่อกันหลายวัน นางจึงส่งคนมาแจ้งว่ามิสะดวกมาเยี่ยมคารวะโปรดอย่าได้ตำหนินางเลยคล้ายต้องการประกาศศักดาว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น
ด้วยเหตุนี้เหล่าสนมที่กำลังว่ากล่าวสนมจ้าวอยู่นั้นจึงเปลี่ยนไปโยนระเบิดใส่สนมเฉียนที่มิได้อยู่ในสถานที่แห่งนี้วาจาที่เอ่ยจึงเสียดสีรุนแรงไม่ปกปิดแม้เพียงสักนิด เฉินหรูอี้ฟังแล้วรู้สึกสะท้อนในใจอย่างยิ่งพลันชัดแจ้งกระจ่างใจว่าด้วยเพราะตนอยู่ในที่แห่งนี้ถ้อยคำยามกล่าวว่าจึงไว้ไมตรีอยู่หลายส่วน
เมื่อนึกย้อนไปถึงสนมจ้าวที่กว่าจะมีบรรดาศักดิ์ได้เช่นนี้ล้วนถูกเหล่าพระสนมดูถูกดูแคลนมาเท่าใด ยามนี้นางระบำสกุลเฉียนเลื่อนขั้นมียศถาหนึ่งราตรีกลับโบยบินสู่นภาดั่งกระชากเอาอวัยวะทั้งห้าของบรรดาสนมไปก็มิปาน เฉินหรูอี้ใคร่รู้ยิ่งว่าหากปล่อยให้พวกนางกล่าวระบายโทสะอยู่ต่อไป คงต้องมีอย่างน้อยสองคนที่เส้นเลือดแตกม้วยมรณาลงไปในที่แห่งนี้
ใบหน้าเปี่ยมด้วยความแค้นเคืองของพวกนากนั้น มิพักกล่าวถึงองค์จักรพรรดิจะทรงรักใคร่ได้ลง แม้แต่นางซึ่งถ่องแท้แล้วกับบรรดาสนมที่ต่อหน้ากล่าวอย่างลับหลังเอ่ยอีกอย่างเหล่านี้ ยังอดรู้สึกรังเกียจมิได้
ต่งกุ้ยเฟยวิธีการเฉียบขาดแต่ความคิดกลับมิถูกต้อง นางเจตนาสนับสนุนสนมที่สติปัญญาขลาดเขลาบางคนให้ก่อเรื่องเป็นเหตุให้พวกนางหลงระเริงจนลืมกระทั่งกฎเกณฑ์ต่างๆ
เฉินหรูอี้ได้แต่ร้อง “ฮึ” ในใจไม่หยุดหย่อน แม้นางจัดการเรื่องใดล้วนผ่อนปรนแต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าโวยวาย เอ่ยน้ำคำไม่อยู่กับร่องกับรอยเช่นนี้ต่อหน้านางเลย
ไม่ทราบแน่ว่าเหล่าสนมด่าทอจนติดงอมแงมหรือต่งกุ้ยเฟยฟังจนกลายเป็นชื่นชอบเสียแล้ว นางนั่งอยู่หนึ่งชั่วยาม* จนก้นนางปวดเมื่อยไปหมดถึงได้แยกย้ายจากกัน
บรรดานางสนมพกพาความโกรธเกรี้ยวมาและพกพาความเกรี้ยวโกรธกลับไปเช่นเดิม
พวกนางมิยินยอมเดินทางกลับพร้อมเฉินหรูอี้ เฉินหรูอี้ยิ่งไม่อยากให้ความโกรธเกรี้ยวนั้นแพร่มาติดตน จึงตั้งใจทิ้งระยะห่างสักครู่ค่อยเดินทางออกจากตำหนัก
พลันยินเสียงคนเอ่ยขึ้นจากด้านหลังแผ่วเบา “เสี่ยวเหมยจื่อ” เรียกอยู่หลายครากลับมิมีผู้ใดกล่าวตอบรับ เฉินหรูอี้ขมวดคิ้วขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางเพียงรู้สึกว่ากฎของตำหนักหย่งโซ่วมิได้เข้มงวดเท่าใดนักถึงมีคนกล้าร้องเรียกไปมาในที่แห่งนี้ พลันเสียงด้านหลังกลับเอ่ยดังขึ้นกว่าเดิม “สนมจ้าว”
เฉินหรูอี้แข็งไปทั้งร่าง สายลมเย็นเยียบพัดผ่านลำคอไปวูบหนึ่ง สวรรค์อย่าได้กลั่นแกล้งนางอีกเลย เสียงที่เอ่ยเรียก “เสี่ยวเหมยจื่อ” อยู่หลายครานั้นคือเอ่ยเรียกนางงั้นหรือ
“มิได้พบเจอกันนาน เหตุใดพบพานกลับมิทักทายสักคำเล่า?” ด้านหลังมีคนผู้หนึ่งสวมชุดสีแดงปักลายเมฆา ใบหน้าเรียวเล็ก ดวงตาเม็ดซิ่ง**พกพารอยยิ้มเดินนวยนาดเข้าหา
เมื่อหยวนสี่เห็นเจ้านายตนเดินออกมาจากตำหนักหย่งโซ่วจึงรีบร้อนเข้าไปพยุงครั้นเห็นผู้อยู่ด้านหลังร่างพลันสะท้านเฮือก ครั้นนึกได้ว่าเจ้านายตนพลัดตกน้ำสติเลอะเลือนสิ่งใดล้วนจำมิได้จึงเขยิบเข้าไปกระซิบข้างหูเฉินหรูอี้ว่า “ท่านนี้คือจงเหม่ยเหริน”
จงเหม่ยเหริน? เฉินหรูอี้เบิกตากว้างขึ้นโดยพลัน พระสนมจงงั้นหรือ?
เจ้านายเดิมของสนมจ้าวที่ถูกนางทำให้ต้องระเห็จออกไปจากตำหนักหมิงกวางผู้นั้น
หากนางจำมิผิดก็คือผู้ที่กล่าวคำว่า “ช่อบุปผามิแดงสดได้ถึงร้อยราตรี” เพื่อช่วยนางสลัดหลุดจากวงล้อมของเหล่าสนมก็คือพระสนมอจงผู้ที่อยู่ตรงหน้านางนี้น่ะหรือ?
“ก่อนหน้านี้เจ้าถูกกักบริเวณ ข้าจึงไม่สะดวกไปเยี่ยมหา วันนี้เราไปนั่งสนทนาที่ตำหนักข้าดีหรือไม่?” สนมจงจับจูงมือเฉินหรูอี้ไว้เอ่ยวาจาใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เฉินหรูอี้สีหน้าเปลี่ยนในทันควัน มุมปากยกขึ้นบิดเบ้ไปมา
มีวาจาพูดไยมิเอ่ยกล่าว สนมจงกลับใช้มือลูบคลำมือนาง ลูบแล้วยังมิพอหนำซ้ำยังนวดคลึงฝ่ามือนางอีกด้วย เช่นนี้มีความหมายว่าอย่างไรหรือ?
หรือนี่คือวิธีการเชื่อมสัมพันธ์ของนางสนมในยามนี้?
*ฉายเหริน ตำแหน่งพระสนมชั้นสูงขั้น 5 มีทั้งหมด 9 คน
*ชั่วยาม เท่ากับสองชั่วโมง
**เม็ดซิ่ง คือเม็ดอัลมอนด์