ลิขิตหวนคืน: บทที่ 9 รนหาที่ตาย ตอนที่ 9
บทที่ 9 รนหาที่ตาย
ครั้นเฉินหรูอี้ส่งเสด็จจักรพรรดิจางเหอแล้วนั้นทั้งร่างคล้ายสูญสิ้นพละกำลัง ในที่สุดก็สามารถผ่อนหายใจยาวได้แล้ว
ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาในร่างนี้ก็สู้รบมิหยุดหย่อน ต่งกุ้ยเฟย สนมลู่ กระโดดออกมาตบหน้านางทีละคนๆ แม้เวลาพักหายใจยังไม่มี หนำซ้ำองค์จักรพรรดิยังตามมาติดๆ คล้ายอยากให้รู้ว่ายังมีพระองค์อยู่
เกรงว่านางจะไม่ทราบถึงความลำบากที่รออยู่ข้างหน้าจึงได้ทยอยกันกระโดดออกมาแสดงให้ดูงั้นหรือ?
“สนมลู่อาศัยบารมีองค์หญิงหย่งเจียจึงได้กล้าทำให้พระสนมลำบากหลายครั้งหลายครา แต่วันนี้ออกจะเกินไปเสียหน่อย ถึงกลับใช้คนหมู่มากมารังแกพระสนม เหตุใดพระองค์ไม่ทรงกราบทูลฝ่าบาท ให้ทรงออกหน้าแทนเล่าเพคะ?”
เมื่อกลับถึงห้องฝั่งตะวันตก* หยวนสี่ก็เอ่ยถามโดยมิใส่ใจต่อนางกำนัลที่กำลังรินชาอยู่ด้านข้าง
ดูสีหน้าอันเป็นธรรมชาติก็ทราบได้ทันทีว่าคงพบเห็นการสนทนาเช่นนี้อยู่บ่อยครั้งจนเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง
การทูลฟ้ององค์จักรพรรดิคงเป็นชีวิตประจำวันของสนมจ้าว นางทำมาแล้วกี่ครั้งกัน เหตุใดเมื่อไม่กระทำเพียงครั้งเดียว เหล่านางกำนัลจึงล้วนรู้สึกแปลกใจ
แม้เฉินหรูอี้จะมีชีวิตมาถึงสามชาติแต่ก็เป็นเวลาไม่นานนัก จึงไม่สามารถปรับตัวกับสถานการณ์อันแปลกประหลาดนี้ได้ในเวลาอันสั้น
เรื่องนี้มันน่ากลัวเสียยิ่งกว่าต่งกุ้ยเฟย สนมลู่ และบรรดานางสนมที่หมายปองชีวิตนางเสียอีก คนเหล่านั้นอย่างมากก็ทำได้เพียงคิดแผนลอบกัด ทำร้ายได้เพียงภายนอก แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับเป็นว่าคนในตำหนักหมิงกวางเองที่วิ่งพล่านรนหาที่ตายไปทั่ว
เฉินหรูอี้ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน “ภายในวังผู้คนมากมาย ไม่ใช่เรื่องอันใดก็ป่าวประกาศไปทั่ว”
หากสนมจ้าวในกาลก่อนถูกข่มเหงเช่นนี้ พระสนมคงไม่เพียงระบายโทสะที่มีออกมา แต่จะไปร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าพระพักตร์ให้พระองค์ช่วยระบายโทสะแทนพระสนม
“พระสนมวางใจเถอะเพคะ พวกหน้าซื่อใจคดเอาความในไปไขที่แจ้งนั้น หากบ่าวสืบรู้จะต้องให้มันมีจุดจบที่แสนอเนจอนาถอย่างแน่นอน” ครั้นหยวนเป่าเอ่ยจบก็ถลึงตาสองคู่มองไปโดยรอบ ทำเอานางกำนัลขันทีล้วนก้มหน้าต่ำ
จนศีรษะแทบจะมุดลงไปใต้เข็มขัดเสียให้ได้
“ดวงหทัยขององค์จักรพรรดิอยู่ที่พระสนม หากมีผู้ใดในตำหนักหมิงกวางกล้าทำตัวดั่งแมงเม่ามิใช่เพียงพระสนม กระทั่งองค์จักรพรรดิก็ไม่มีทางปล่อยพวกมันไปแน่” หยวนสี่เชิดหน้าอันกลมเกลี้ยงของตนขึ้นเอ่ยอย่างภาคภูมิว่า “หากมิรู้ความปานนั้นก็ให้ฝ่าบาทขับออกจากตำหนักหมิงกวางเช่นอู๋เหม่ยเหรินเสียเลย”
เฉินหรูอี้รู้สึกทนรับไม่ไหวจนต้องยกมือขึ้นปิดใบหน้า นี่ไหนเลยเป็นตำหนักหมิงกวางที่ได้รับความโปรดปราน นี่เป็นกลุ่มคนผู้รนหาที่ตายต่างหากเล่า
สาเหตุที่อู๋เหม่ยเหรินถูกขับออกจากตำหนักนั้นยังมิต้องเอ่ยถึง แต่ผู้ที่ไม่ว่าเรื่องอันใดล้วนทูลฟ้องต่อองค์จักรพรรดิเช่นสนมจ้าวนั้นนางเพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก
นางเคยเป็นหวงโฮ่ว การดูแลวังหลังของนางแม้ไม่นับว่าราบรื่นไปเสียทั้งหมดแต่ก็พยายามทำอย่างสุดกำลัง นางรู้ดีถึงการแข่งขันระหว่างกันของบรรดาสนม
เมื่อสตรีมีมาก ปัญหาย่อมมาก ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงสตรีที่ต้องปรนนิบัติสามีคนเดียวกันมารวมอยู่ด้วยกัน
ผู้ใดได้รับปูนบำเหน็จมาก อาหารของผู้ใดสดใหม่แปลกตา ปิ่นดอกไม้ของผู้ใดสวยกว่า แม้กระทั่งว่านางซึ่งมีฐานะเป็นหวงโฮ่วเอ่ยปากกับผู้ใดเพียงสองคำ ยิ้มให้ผู้ใดสักหนึ่งครั้ง ก็ล้วนนำมาแข่งขันกันได้
เรื่องเหล่านี้แม้นเป็นเรื่องเล็กน้อยทำให้ผู้คนรำคาญใจ แต่นางมีตำแหน่งเป็นหวงโฮ่วผู้เป็นใหญ่ในวังหลัง หากแม้นมีคนมองข้ามนางนำเรื่องไปกราบทูลองค์จักรพรรดิโดยตรง นางเองยังรู้สึกไม่ยินยอม
ยามนี้ผู้ที่เป็นหนึ่งในวังหลังคือต่งกุ้ยเฟยผู้มีท่าทีแข็งกร้าว แต่สนมจ้าวกลับทำเช่นนี้หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ ที่กุ้ยเฟยเย็นชาต่อนางในวันนี้นับว่าสมควรแล้ว
นางพูดได้เลยว่า ด้วยวิธีการเช่นนี้ของสนมจ้าวหากมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นได้ก็ประหลาดแล้ว
ดูเอาเถิดชะตาชีวิตของนางนั้น ฟื้นคืนครั้งแรกต้องไปอยู่ในร่างขันที ครั้งที่สองยังมาอยู่ในร่างสนมที่ชอบรนหาที่ตาย
สวรรค์ยังเล่นตลกกับชีวิตนางไม่พอใช่หรือไม่
เกรงว่านางตายเพียงครั้งคงเป็นการดูแคลนนางเกินไปจึงได้มอบชีวิตที่แสนยากชนิดนี้แก่นางโดยเฉพาะ ให้นางได้ตายหลากหลายรูปแบบเช่นนั้นหรือ?
เฉินหรูอี้รู้สึกท้อแท้ โบกมือไล่บ่าวไพร่ด้วยสีหน้าอ่อนล้า แม้กระทั่งอาหารค่ำก็ยังมิอยากรับประทาน กลับถึงห้องนอนก็ล้มตัวลงบนเตียง นางเบ้ปากลงต่ำ สีหน้าเบื่อหน่าย
“พระสนม อย่าเพิ่งมีโทสะจะกระเทือนถึงสุขภาพได้นะเพคะ วันหน้าค่อยพูดจากับองค์จักรพรรดิอีกสักคราก็ย่อมได้ พระองค์ทรงโปรดปรานพระสนมถึงเพียงนี้ ไม่มีทางยอมให้ทรงถูกเอาเปรียบแน่เพคะ” หยวนสี่กล่าวปลอบออกไปเนื่องจากเข้าใจไปว่าเฉินหรูอี้รู้สึกอัดอั้นใจที่มิได้เอ่ยเรื่องที่ถูกผู้อื่นรังแกในอุทยานหลวงต่อองค์จักรพรรดิ
เฉินหรูอี้ค่อยๆ ยกผ้าห่มขึ้นปิดบังหน้าตน....ให้นางตายเถอะ
แม้แต่คนสนิทข้างกายยังไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา แม้นวันนี้นางมิจมน้ำตาย ไม่แน่ว่าอาจสำลักน้ำลายตายเข้าสักวัน
หยวนเป่าและหยวนสี่หันสบตากัน เห็นเจ้านายตนเป็นเช่นนั้นก็เกิดระอา จึงมิได้กล่าวตักเตือนอันใดอีก เพียงพึมพำในใจว่าแม้นสติยังมิแจ่มชัดหากนิสัยเอาแต่ใจกลับมิเปลี่ยนสักนิด แต่ถึงกระนั้นก็ไปไวมาไว ให้พักสักคืนตื่นมาก็ไม่มีอันใดแล้ว
จริงดังคาด เมื่อถึงวันพรุ่งสนมจ้าวเจ้านายตนก็มีท่าทีดั่งมิเคยมีเรื่องราวใดเกิดขึ้น ทั้งมีสีหน้าเรียบเฉย ทำให้หยวนเป่าผ่อนลมหายใจได้อย่างโล่งอก
เฉินหรูอี้ผ่านการคิดทบทวนมาทั้งคืน ทำให้คิดตกในที่สุด เมื่อเรื่องราวเป็นเช่นนี้ก็ได้แต่ยอมรับเท่านั้น
อย่างน้อยถ้าเทียบกับขันทีผู้เหม็นอับนั้น ครั้งนี้ก็นับว่าดีมีอำนาจมากว่ามิใช่หรือ?
ตั้งแต่ที่นางเคยมีชีวิตเป็นขันทีมาแล้วหนึ่งครั้งมันทำให้ใจของนางกว้างขึ้นไม่รู้กี่เท่า ไม่ว่ายามนี้จะมีขวากหนามรออยู่ข้างหน้ามากมายเพียงใด นางล้วนรู้สึกว่ามันมิใช่เรื่องราวใหญ่โตอันใดเลย
การลงทัณฑ์ของต่งกุ้ยเฟยเริ่มขึ้นในวันนี้เอง ฝ่ายพระราชสำนักได้นำกฎวังมาส่งมอบเพื่อให้สนมจ้าวคัดลอกตั้งแต่เช้าตรู่
การถูกกักบริเวณหนึ่งเดือนนั้น หากเป็นสนมจ้าวตัวจริงคงร้องห่มร้องไห้ทูลฟ้องต่อองค์จักรพรรดิไปแล้ว แต่สำหรับเฉินหรูอี้กลับดีอย่างยิ่งนางจะได้มีเวลาปรับตัวมากขึ้น ทุกวันนางจึงคัดกฎวังอยู่ในตำหนักพลางฟังหยวนเป่ากับหยวนสี่ผลัดเปลี่ยนกันเล่าเรื่องราวในอดีต
จักรพรรดิจ้างเหอคล้ายลืมว่ามีนางอยู่กระนั้น พระองค์ไม่ได้เสด็จมาที่ตำหนักหมิงกวางอีก กระทั่งเวลาล่วงเลยไปห้าหกวันจึงได้ส่งขันทีมาเชิญเฉินหรูอี้ไปเข้าเฝ้ายังตำหนักฉางเล่อ
เฉินหรูอี้พลันตกเข้าสู่ที่นั่งลำบาก
ในอดีตหากนางลงทัณฑ์ผู้ใดล้วนสั่งให้กรมวังยึดแผ่นป้ายไว้ไม่อนุญาตให้เข้าเฝ้าจักรพรรดิ ยามนี้กลับไม่เหมือนกาลก่อน จักรพรรดิจางเหอนั้นทำอะไรตามพระราชหฤทัยยิ่ง อยากพบผู้ใดก็ทรงให้ขันทีมาเชิญ ป้ายดังกล่าวจึงไม่มีประโยชน์อันใด คาดว่าแม้นต่งกุ้ยเฟยจะเลียนอย่างนาง ก็มิอาจขัดขวางองค์จักรพรรดิได้
แต่ยามนี้นางอยู่ระหว่างการถูกกักบริเวณหากไปเข้าเฝ้าแล้วองค์จักรพรรดิทรงช่วยไกล่เกลี่ยก็ดีไปแต่ในทางกลับกันหากตำหนิว่านางไม่รู้จักหนักเบา รู้ว่าตนถูกโทษทัณฑ์ยังมาเข้าเฝ้า นางก็กลายเป็นผู้ผิดทั้งขึ้นทั้งร่อง เช่นนี้ไม่เพียงเติมไฟโทสะแก่ต่งกุ้ยเฟย หากยังมิใช่เรื่องดีในสายพระเนตรขององค์จักรพรรดิอีกด้วย
“หากว่าตามพระราชประสงค์ขององค์จักรพรรดิ ข้าก็ควรไป แต่ยามนี้ข้าถูกกุ้ยเฟยลงทัณฑ์ให้คัดกฎวังอยู่ภายในตำหนัก ไม่อาจไปเข้าเฝ้า....” เฉินหรูอี้เอ่ยออกมาด้วยความลังเล “ไม่ทราบองค์จักรพรรดิทรงทราบหรือไม่ว่าข้าอยู่ในช่วงถูกกักบริเวณ ? ”
ขันทีที่มาล้วนลำบากใจ เรื่องที่บรรดาสนมดื่มสุราทะเลาะวิวาทในอุทยานหลวงนั้นผู้คนทั้งวังหลังล้วนทราบดี กระทั่งกลายเป็นหัวข้อยอดนิยมในรอบปีของเหล่านางกำนัล ขันทีด้วยซ้ำ แต่นอกจากผู้มีฐานะเฉกเช่นเฉินฮวายแล้วก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยต่อหน้าพระพักตร์แม้สักคนเดียว
เพียงแต่เฉินฮวายมีอุปนิสัยไม่เล่ากล่าวอันใดที่มิใช่เรื่องของตน ผู้นั้นจะนำความทูลต่อองค์จักรพรรดิหรือไม่ล้วนไม่มีผู้ใดแน่ชัด
ขันทีน้อยเพียงหวังให้สนมจ้าวผู้ห้าวหาญดั่งคำเล่าลือแสดงความกล้าออกมา ขอแค่นางเดินทางไปถึงตำหนักฉางเล่อ แม้นกล่าวทูลฟ้องต่อหน้าพระพักตร์เขาก็มิหวั่นด้วยไม่เกี่ยวอันใดกับตนสักนิด เชิญคนไปได้นับว่าภารกิจตนนั้นลุล่วงแล้ว
แต่กลับคิดไม่ถึงว่าสนมจ้าวผู้นี้มิทราบคิดอ่านการใดถึงแสร้งทำตามกฎเกณฑ์ เชื่อฟังคำสั่งต่งกุ้ยเฟยจนมิยอมออกจากตำหนักแม้เพียงครึ่งก้าว
ทั้งสองได้แต่ตกตะลึงเบิกตากว้างอยู่นานเป็นเวลาครึ่งก้านธูป
*ห้องฝั่งตะวันตก คือห้องส่วนของสนมจ้าว