ลิขิตหวนคืน

ลิขิตหวนคืน: บทที่ 31 สั่งสอน ตอนที่ 31

#31บทที่ 31 สั่งสอน

บทที่ 31 สั่งสอน

เมื่อขันทีน้อยได้กล่าวออกไปแล้วจึงทราบว่าวาจานั้นกล่าวไม่ถูกต้องโดยเฉพาะบรรยากาศที่เปลี่ยนเป็นเย็นเยือกในทันใด ลมเย็นเยือกสายหนึ่งที่ด้านหลังเริ่มก่อตัวดั่งพายุหมุนโหมกระหน่ำใส่ศีรษะตน สองขาเริ่มสั่นเทาอย่างหยุดไม่อยู่

“ฝ่าบาท..”

เพียงเปิดปากก็รู้สึกมีเงาสายหนึ่งพุ่งผ่านหน้าไปด้วยความเร็วดุจบินได้ “เพล้ง” ถ้วยหยกขององค์จักรพรรดิตกลงแตกละเอียดตรงหน้าตน

ขันทีน้อยปัสสาวะแทบราดหมอบคำนับอยู่บนพื้น ร่างทั้งร่างหมอบติดไปกับพื้นโดยมิใส่ใจต่อเศษถ้วยที่แตกละเอียดอยู่ตรงหน้าตนอย่างสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่าง

เขาเพียงเอ่ยคำเดียวพระองค์ก็ทรงเขวี้ยงถ้วยหยก เกรงว่าหากเอ่ยปากร้องขอชีวิตอีกแม้เพียงคำคงยิ่งทำให้องค์จักรพรรดิทรงกริ้วและอาจขว้างสิ่งใดมาอีกมิรู้ได้ ขันทีน้อยจึงมิกล้าพูดจาเหลวไหลอันใดอีก เพียงหวังว่าพระองค์จะรับรู้การขออภัยจากภาษากายที่เขาแสดงออก

“ใครให้เจ้าบังอาจเช่นนี้ ถึงกับกล้ามากำกับเรื่องห้องบรรทมของเจิ้น?” ใบหน้าเซียวเหยี่ยนนั้นเย็นชายิ่ง น้ำเสียงกลับเยือกเย็นเสียดแทงยิ่งกว่า ผู้คนทั้งตำหนักได้ยินเช่นนั้นล้วนเกิดอาการสั่นเทาอย่างไม่อาจห้ามได้ “เป็นขันทีผู้ดูแลเรื่องห้องบรรทมบอกให้เจ้ามา? หรือเพราะพวกเจ้ามิอาจหาประโยชน์อันใดจากวังหลังได้จึงเอาความคิดนี้มาโยนใส่ศีรษะเจิ้น?!”

“ฝ่าบาททรงโปรดอภัย ทรงไว้ชีวิตกระหม่อมด้วย คือ..คือ..คือว่ากุ้ยเฟยทรงกำชับมา กระหม่อมมิอาจไม่ทำตาม...” ขันทีน้อยเอ่ยปากร้องขอชีวิตเพียงสองคำก็ขายต่งกุ้ยเฟยเสียหมดสิ้น

เฉินหรูอี้พยายามทำตัวดุจคนไร้ตัวตนโดยค่อยๆ หดตัวถอยไปด้านหลังอย่างเงียบๆ

ขันทีน้อยแม้ไม่รู้จักกาลเทศะ แต่เมื่อสถานการณ์คับขันกลับรู้ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร ครั้นเห็นองค์จักรพรรดิทรงกริ้วหนักก็ยกเอาต่งกุ้ยเฟยออกรับหน้ากับพายุที่โหมซัดสาดเพื่อปกป้องอาจารย์ตน

“ต่งกุ้ยเฟย?” เซียวเหยี่ยนหน้าเขียวคล้ำ โมโหเสียจนอากาศแทบจุกติดคอ พลันหยัดกายลุกขึ้นตบโต๊ะดัง “ปัง” คราหนึ่ง ข้าราชบริพารทั้งตำหนักรีบร้อนคุกเข่าลงทันที “หากต่งกุ้ยเฟยเรียกให้เจ้าไปตาย เจ้าก็จะไป? พวกเจ้าทุกคนจงจำไว้ให้ดี เบี้ยหวัดที่พวกเจ้าได้ล้วนเป็นของเจิ้น หากฟังก็ต้องฟังคำสั่งเจิ้น.....ราชสกุลต้าจิ้นนามว่าเซียว มิใช่ต่ง! คิดไม่ถึงว่าจะบังอาจมายุ่งเรื่องภายในของเจิ้น นางคิดว่านางเป็นใคร? ให้เกียรติเข้าหน่อยกลับมากำเริบเสิบสาน!”

องค์จักรพรรดิทรงด่าว่าอยู่เป็นนานกลับยังไม่พอให้คลายโทสะ จึงคำรามอีกหนึ่งคำรบทำเอาเฉินฮวายตกใจแทบสิ้นสติ

“เฉินฮวาย เจ้าไปตำหนักหย่งโซ่ว สั่งสอนสตรีสกุลต่งแทนเจิ้น”

เฉินหรูอี้ก็คุกเข่าลงกับพื้นตามผู้อื่นเช่นกัน นางลอบใช้สายตาเหลือบมององค์จักรพรรดิเห็นพระองค์ทรงกริ้วเสียจนพระปับผาสะแทบระเบิด พระนาสิกขยายขึ้นคล้ายโคถึกที่คลุ้มคลั่งตัวหนึ่ง พระโอษฐ์ขยับขึ้นลงไปมาตรัสกำชับออกไปทีละคำ “เจิ้นให้เจ้าดูแลกิจการภายในทั้งหกตำหนักด้วยให้เกียรติเจ้า จงอย่าหน้าด้านหน้าทน กำเริบเสิบสานคิดสิ่งที่มิบังควร หากยังยื่นมือมาสอดอีก เจิ้นจะตัดมือเจ้าเสีย!ครานี้เจิ้นเห็นแก่หน้าพระโอรสจึงละเว้นเจ้าสักครั้ง หากมีคราวต่อไป เจ้าก็เตรียมโดนถอดยศได้เลย” พระสุรเสียงยังมิทันขาด พระองค์กลับตรัสต่อไปอีกว่า “จงนำความไปบอกกล่าวแก่สตรีสกุลต่ง อย่าให้ตกหล่นแม้เพียงคำ”

วาจาขององค์จักรพรรดิช่างรุนแรงนัก แม้คำว่าหน้าด้านยังทรงตรัสออกมาได้ คงทรงกริ้วอย่างยิ่ง เฉินหรูอี้ได้แต่กัดข่มลิ้นตนไว้ด้วยหวาดกลัว

แต่ไหนแต่ไรการจัดการเรื่องห้องบรรทมขององค์จักรพรรดิล้วนมีความสัมพันธ์ต่อพระสนมในวังหลังอย่างแยกไม่ออก คราที่นางเป็นหวงโฮ่วอยู่นั้นล้วนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สร้างสัมพันธ์อันดีกับเหล่าสนมไปไม่น้อย ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน ยามนี้ต่งกุ้ยเฟยเป็นผู้ควบคุมกิจการภายในทั้งหกตำหนักในวังหลัง นางยื่นมือเข้าสอดในครานี้แม้นออกจะเกินเลยไปบ้างแต่ก็มิใช่เรื่องที่ไร้เหตุผล ถึงอย่างไรต่งกุ้ยเฟยก็เป็นผู้ดูแลกิจการภายในของวังหลังทำหน้าที่ดุจหวงโฮ่วอยู่ในขณะนี้

แต่น่าเสียดายที่องค์จักรพรรดิทรงรักษาตนดุจหยกงามเพื่อแม่นางหลิน หญิงในดวงหทัยของพระองค์ทำให้การกระทำของต่งกุ้ยเฟยครานี้ดั่งหันหน้าเข้าชนปลายกระบอกปืน

ต่งกุ้ยเฟยทำการณ์ใดล้วนรอบคอบ แต่ไม่คิดถึงว่าครานี้นางกลับถูกขันทีน้อยผู้นี้คว่ำเรือเสียแล้ว

“น้อมรับคำสั่ง” เฉินฮวายรับคำสั่งมาอย่างนอบน้อมพร้อมก้าวเท้าเร่งรุดออกจากตำหนักฉางเล่อ

เพื่อให้เฉินฮวายนำความของพระองค์ไปแจ้งแก่ต่งกุ้ยเฟยได้เร็วยิ่งขึ้น พระองค์ถึงกับมีรับสั่งให้นำเกี้ยวไปส่งเฉินฮวายยังตำหนักหย่งโซ่ว องค์จักรพรรดิทรงพระทัยร้อนเช่นนี้เฉินฮวายเองก็หมดวาจาจะกล่าว

มิใช่ว่าเขายกยอตนหรอกนะ ยามนี้เขานั้นเป็นดุจดั่งบุคคลหมายเลขหนึ่งในสายพระเนตรของจักรพรรดิจางเหอ ทั้งยังเป็นผู้ตรวจฎีกาถวายแด่องค์จักรพรรดิอีกด้วย มิต้องเอ่ยถึงวังหลังแม้ในราชสำนักล้วนให้เกียรติเขาถึงเจ็ดแปดส่วน พระองค์ทรงใช้ให้ไปถ่ายทอดคำผรุสวาทของพระองค์แก่ต่งกุ้ยเฟยซึ่งเป็นผู้ดูแลกิจการทุกอย่างในวังหลังเช่นนี้เป็นการหักหน้านางอย่างถึงที่สุดซึ่งเขาไม่เชื่อว่าองค์จักรพรรดิจะไม่ทรงคิดถึงจุดนี้

เมื่อถึงตำหนักหย่งโซ่ว ต่งกุ้ยเฟยก็ออกมาต้อนรับด้วยตนเอง เฉินฮวายมิรอให้ต่งกุ้ยเฟยเตรียมน้ำชาเพื่อต้อนรับก็รีบไล่บ่าวออกไปด้วยเหตุว่าตนมาเพื่อถ่ายทอดวาจาขององค์จักรพรรดิแก่ต่งกุ้ยเฟย

องค์จักรพรรดิทรงบันดาลโทสะทรงตรัสวาจาโดยมิได้ไตร่ตรอง แต่เฉินฮวายมิอาจไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา หากเรื่องนี้แพร่ออกไปต่งกุ้ยเฟยจะยังปกครองวังหลังได้อยู่หรือ ถึงอย่างไรก็เป็นถึงพระมารดาของพระราชโอรส องค์จักรพรรดิแม้ทรงกริ้วแต่ก็มิได้คิดจะปลดนาง แม้นมิเกรงว่าต่งกุ้ยเฟยจะเสื่อมเสีย แต่ก็มิอาจไม่คำนึงถึงชื่อเสียงของพระราชโอรส เป็นไปได้อย่างมากว่าภายในสองปีนี้พระราชโอรสจะถูกแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาท

เฉินฮวายพยายามใช้น้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเพื่อถ่ายทอดวาจาขององค์จักรพรรดิ แต่ถึงอย่างไรต่งกุ้ยเฟยก็ยังหน้าซีดราวกระดาษ ใบหน้าไร้เลือดฝาด เล็บจิกฝ่ามือแน่น เส้นเลือดโปดปูนขึ้นตามหลังมือ ร่างนั้นสั่นสะท้านน้อยๆ คล้ายกลับว่าอาจเป็นลมล้มคว่ำลงไปได้ทุกเมื่อ

เวลานี้เป็นเวลาพลบค่ำ แสงสุริยันสาดส่องไปยังร่างของนางเกิดเป็นเงาสะท้อนทอดยาวขับเน้นให้นางยิ่งดูอ้างว้างมากขึ้นไปอีก

เฉินฮวายรู้ดีว่าองค์จักรพรรดิทรงรอฟังข่าวอย่างร้อนรนจึงรีบร้อนนั่งเกี้ยวกลับไปยังตำหนักฉางเล่อทันที

ขันทีน้อยฝ่ายดูแลห้องบรรทมผู้นั้นถูกส่งไปโบยยี่สิบไม้เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างในตำหนักล้วนจัดการเรียบร้อยสะอาดหมดจด เมื่อเขาไปถึงก็ถูกบรรยากาศอันสุขสำราญนั้นทำให้งงงวยไปเสียสิ้น

ในความคิดของเขานั้นยามนี้ตำหนักฉางเล่อควรอยู่ในสภาวะตึงเครียดจนมิอาจขยับเขยื้อนไปที่ใดได้ แต่องค์จักรพรรดิที่อยู่ตรงหน้าตนขณะนี้แม้นมิได้ดูอบอุ่นอ่อนโยนน่าเข้าใกล้แต่พระพักตร์เย็นชาดุจธารน้ำแข็งนั้นก็ได้มลายหายไปแล้ว

เพียงเห็นพระสนมจ้าวที่เพิ่งได้เลื่อนขั้นรับตำแหน่งใหม่วิ่งวุ่นไปมาล้อมหน้าล้อมหลัง ประเดี๋ยวป้อนอาหาร ประเดี๋ยวยกชารินน้ำชา ท่าทางเช่นนั้นกลับคล้ายใส่ใจในพระองค์มากกว่านางกำนัลที่คอยปรนนิบัติอยู่ในวังเสียอีก นางคอยพูดจาเสียงหวาน บ้างว่าอาหารจานนี้เลิศรสยิ่ง เนื้อจานนั้นหอมหวนยิ่ง ทั้งป้อนไปพลางบรรยายไปพลางเสียจนเฉินฮวายรู้สึกน้ำลายสอจนต้องกลืนน้ำลายลงคอ

มิรอให้ตนขึ้นหน้าเข้าไปกล่าวรายงาน องค์จักรพรรดิก็ทรงโบกพระหัตถ์สกัดห้ามไว้ “เรื่องน่ารำคาญใจเช่นนี้ รอเจิ้นทานอาหารมื้อค่ำเสร็จค่อยว่า” กล่าวจบก็ใช้สายพระเนตรเหลือบแลไปยังเฉินหรูอี้ ทรงกลืนกินกุ้งที่เฉินหรูอี้ตักป้อนไปพลางตรัสกล่าววาจากระท่อนกระแท่นว่า “เจ้ามิต้องทำไขสือ เรื่องนี้เกี่ยวกับเจ้าโดยตรง หากเจ้ากระทำการได้เหมาะสม เจิ้นก็มิต้องมาอารมณ์เสียกับเรื่องไร้สาระพรรค์นี้”

หากนางมีสายเลือดอันหาญกล้าของวีรชน นางคงยกชามข้าวในมือฟาดใส่องค์จักรพรรดิที่เอาแต่ขู่นางผู้นี้ไปแล้ว

แต่เฉินหรูอี้รู้ว่านางมิใช่วีรชนทั้งไม่มีสายเลือดอันหาญกล้าด้วย นางจึงถือเอาว่าวาจาขององค์จักรพรรดิเป็นดั่งเสียงผายลม เพียงลอยผ่านไปมิได้ยินเสียงมิได้มีกลิ่น ครั้นแล้วก็เผยสีหน้าสำนึกผิดพลางกล่าว “เป็นเชี่ยเซินมิรอบคอบเอง เชี่ยเซินน้อมรับคำพิพากษาจากพระองค์เพคะ”

เซียวเหยี่ยนส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชาคราหนึ่งแต่สายตากลับปรากฏแววยิ้มระบายขึ้น เคี้ยวอาหารหนุบหนับแล้วกลืนลงท้องไป ครั้นแล้วก็กระแอมไอทำทีเคร่งขรึมคล้ายกำลังจะปาฐกถาสิ่งใดก็มิปาน

ลิขิตหวนคืน: บทที่ 31 สั่งสอน ตอนที่ 31