จารใจรัก: ส่วนที่ 1 บทที่ 010 ร่วมเดินทาง ตอนที่ 11
บทที่ 10 ร่วมเดินทาง
เมื่อเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาบังคับรถม้ามาถึงทางเหนือของเมืองหลวง ก็เห็นฉินเจิงขี่ม้าตัวใหญ่มา
แม้ว่าวันสิ้นปีจะใกล้เข้ามาแล้ว ผู้คนที่เข้าออกเมืองยังคงหลั่งไหลเป็นจำนวนมาก แต่ฉินเจิงยังเป็นหนุ่มรุปงาม ร่างกายบ่งบอกถึงฐานะสูงส่ง ท่ามกลางผู้คนมากมายจึงก็โดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง เกรงว่าแม้ไม่ได้ขี่ม้าก็สามารถทำให้ผู้คนมองออกได้อย่างง่ายดายว่าเป็นเขา ยิ่งไปกว่านั้นข้างกายเขายังมีรถหรูสวยงามที่ประดับสายแถบแพรหลากสีสันปลิวไสวลอยในอากาศจอดอยู่ ไม่ทำให้ผู้คนสนใจก็คงยาก
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวากระพริบตาก่อนจะเคลื่บอนสายตาหลบ ทำเป็นมองไม่เห็นแล้วออกไปจากเมือง
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวายื่นหนังสือให้เมื่อทหารประจำประตูเมืองเข้ามาตรวจสอบ ทหารรักษาเมืองมองนางแวบหนึ่งก่อนจะปล่อยให้นางออกจากเมือง
“หวางอิ๋น เมื่อวานข้าลำบากไปส่งเจ้าที่จวน วันนี้เจ้าก็ไม่รู้จักข้าแล้วหรือ” ฉินเจิงมองเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาด้วยสีหน้าไม่พอใจ
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาหยิบผ้าเช็ดหน้าจากอกเสื้อออกมาปิดจมูก กล่าวด้วยเสียงอู้อี้ว่า “คุณชายสองผู้สูงส่งคุณชายรองเจิงโปรดอภัย มิใช่ข้าน้อยไม่รู้จักท่าน แต่เมื่อวานข้าน้อยถูกโดนลมเย็นเข้าจึงเป็นหวัด กลัวว่าจะแพร่เชื้อใส่ท่าน”
ฉินเจิงเห็นว่านางใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นที่เขาให้นางเมื่อวาน สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นสดใสขึ้นพลางยิ้มออกมาทันที “ข้าไม่กลัว”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาหน้าก้มศีรษะกล่าวด้วยความเคารพว่า “ข้าน้อยต้องกลับม่อเป่ยแล้ว ท่านรักษาสุขภาพด้วย”
ฉินเจิงหัวเราะ บังคับม้ามาข้างรถนางและกล่าวว่า “ข้าก็ต้องไปม่อเป่ยเช่นกัน ไปด้วยกันเถอะ”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาตัวแข็งทื่อ เงยหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
ฉินเจิงยักคิ้วใส่นาง “ได้ยินว่าพายุทรายที่ม่อเป่ยแผ่กระจายไปทั่ว ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนจึงอยากไปดูสักหน่อย เจ้าเดินทางจากเมืองหลวงไปม่อเป่ยต้องคุ้นเคยเส้นทางแน่นอน ข้าต้องไหว้วานเจ้าดูแลแล้ว”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาที่โกรธจนเลือดแทบทะลักออกจากอก ได้แต่ข่มเอาไว้ ตามติดเป็นวิญญาณไม่ยอมไปไหนเลยจริงๆ!
“คุณชายรสอง ระยะทางไปม่อเป่ยจากตรงนี้อีกยาวไกล ด่านและภูเขาอันตรายน่ากลัว เหตุใดท่านไม่พาคนคุ้มกันไปด้วยเลยสักคน” เสียงหนึ่งดังออกมาจากรถคันหรูสวยงามที่อยู่ไม่ไกล ทั้งอ่อนช้อยและเจือไปด้วยความห่วงใยกังวล “หากท่านไป พระชายาอิงชินอ๋องหวางเฟยต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่นอน”
ฉินเจิงแววตาวูบไหว “ด่านและภูเขาที่อันตรายข้าไม่กลัว เดิมทีข้าก็เป็นคนชั่วอยู่แล้ว ยังต้องกลัวว่าจะมีใครสามารถรังแกข้าได้อีกหรือ” พูดจบก็โบกมือ “แม่นางคุณหนูหลูเชิญหลูกลับไปเถิดอะ เรื่องมารดาของข้าไม่จำเป็นต้องให้คนนอกมาห่วงใย บิดาข้าจะดูแลท่านนางเอง”
คนที่อยู่ในรถเดิมทียังอยากพูดอะไรต่อ แต่เมื่อได้ยินที่เขาพูดสีหน้าก็ซีดลง ไม่ได้พูดสิ่งใดอีก
ฉินเจิงมองอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะใช้แส้ม้าตีลงบนรถม้าของเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาแล้วกล่าวด้วยความโมโหว่า “มองอะไรอยู่ ไม่เคยเห็นผู้หญิงหรือไรง ยังไม่รีบนำทางอีก”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวากำลังมองผู้หญิงที่อยู่ในรถม้าคันนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น จู่ๆ กลับถูกเขาโมโหเข้าจึงเบะปากแล้วเบนสายตากลับมามองทางออกจากเมือง
แม่นางคุณหนูหลูน่าจะเป็นบุตรสาวของเสนาบดีฝ่ายซ้ายหลูหย่งกระมังสินะ มาส่งถึงประตูเมืองทางเหนือเห็นได้ชัดว่ามีใจให้ น่าเสียดายที่จิตใจนี้มีให้คนชั่วที่ไม่ใส่ใจอะไรสักอย่างจึงต้องเสียแรงเปล่า ในท้องว่างๆ เต็มไปด้วยความรักความห่วงใยเหมือนให้อาหารสุนัข!
ฉินเจิงขี่ม้าย่ำตามมา มิไม่สามารถรู้เลยแยกแยะได้ว่าได้ทำให้หัวใจหญิงสาวคนไหนแหลกละเอียดใดหัวใจสลายไปแล้วบ้าง
หลังจากออกจากเมืองหลวงมาได้ระยะหนึ่ง เซี่ยฟางซูหวาฮว่ษถึงเพิ่งนึกคำพูดที่เขาพูดก่อนหน้านี้ขึ้นได้ เขาต้องไปม่อเป่ย แล้วไปทำอะไรที่นั่น นางหันศีรษะเหลือบมองเขาด้วยความสงสัย “คุณชายสองผู้สูงส่งคุณชายรองเจิง ไปม่อเป่ยไม่ได้พูดเล่นใช่ไหม”
“เจ้าคิดว่าข้าพูดเล่นกับเจ้าหรือ” ฉินเจิงเหลือบมองนาง
“ระยะทางไปม่อเป่ยไกลนัก เส้นทางก็ไม่สะดวก ถ้าหากไม่เจอหิมะปิดทาง เร็วที่สุดต้องเดินทางอย่างน้อยเดือนครึ่งจึงจะถึง” เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาคาดเดาจุดประสงค์ของคุณชายคนนี้ หรือว่าฮ่องเต้จะมีภารกิจมอบให้เขา
“เจ้าเพียงคนเดียวยังสามารถเดินทางจากม่อเป่ยมาถึงเมืองหลวงได้ ข้าจะทำไม่ได้เชียวหรือ เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่ได้อ่อนแอเหมือนกับพี่จื่อกุยแห่งจวนจงหย่งโหว แล้วก็ไม่ได้เป็นคนที่กลัวความยากลำบากด้วย” ฉินเจิงขี่ม้าอย่างสบายใจ
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาไร้คำจะกล่าว พลางแอบลอบคิดว่าควรทำอย่างไรจึงจะเป็นอิสระจากเขา นางไม่ได้กลับไปม่อเป่ย และถึงแม้ว่านางจะมีข้อแลกเปลี่ยนกับหวางอิ๋นแต่ก็ต้องจัดการกับเขาก่อน มิฉะนั้นคนแบบนี้ หวางอิ๋นที่แท้ตัวจริงก็รับมือกับเขาไม่ได้
ขณะกำลังคิด จู่ๆ ก็มีห่อสัมภาระโยนมาโดนถูกศีรษะของนาง
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาย่นขมวดคิ้ว เงยหน้ามองไปยังที่มาของห่อสัมภาระนั้น
ฉินเจิงยักไหล่พลางกล่าวกับนางว่า “ของที่อยู่ในห่อคือเสื้อผ้าและค่าเดินทางของข้า เก็บเอาไว้ที่เจ้าแล้วกัน ค่าใช้จ่ายของข้าตลอดการเดินทางนี้รวมเอาไว้กับเจ้า”
ใบหน้าของเซี่ยฟางซูฮว๋าหวานิ่งชะงัก ข่มความโกรธเอาไว้แล้วกล่าวว่า “คุณชายสองผู้สูงส่งคุณชายรองเจิง ชีวิตของข้าน้อยอยู่ในกองทัพ ปรนนิบัติรับใช้ชีวิตคนไม่เป็น”
“ทำไม่เป็นก็ฝึกเสีย หรือหากฮ่องเต้มีคำสั่งว่าเจ้าต้องดูแลข้า เจ้าก็จะเลี่ยงว่าทำไม่ได้หรือ” ฉินเจิงกล่าวเสียงเย็น
“ฮ่องเต้ไม่ได้มีพระราชโองการให้ข้าดูแลท่าน” เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาหยิบห่อมาแล้วโยนไปไว้ข้างกาย
“ในเมื่อข้าออกจากเมืองหลวงเพื่อไปม่อเป่ย ก็ต้องขอความประสงค์จากเสด็จอา เสด็จอารู้ว่าข้าจะเดินทางไปกับเจ้า ระหว่างทางหากเกิดอะไรขึ้นกับข้า เจ้าก็ต้องรับผิดชอบ” ฉินเจิงกล่าวอย่างเชื่องช้า “ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อเจ้าและตระกูล เจ้ามีแต่จะต้องดูแลข้าให้ดี”
เมื่อเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาได้ยินว่าเขาไปขอความประสงค์พระราชโองการจากฮ่องเต้ นั่นหมายความว่าไม่สามารถฆ่าเขาหรือทำให้เขาเกิดอุบัติเหตุได้
“ถ้าหากข้าเกิดอุบัติเหตุ ในเมื่อข้าไปกับเจ้า เจ้าก็ต้องเกิดอุบัติเหตุด้วย มิฉะนั้น หากข้าเกิดอุบัติเหตุแต่เจ้ายังปลอดภัยดี ถ้าอย่างนั้นจวนนายแม่ทัพพลอู่เว่ยและจวนจงหย่งโหวจะต้องมีปัญหาเพราะเจ้า” ฉินเจิงคุยกับนางราวกับว่าพูดถึงเรื่องในชีวิตประจำวันทั่วไป
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาก้มศีรษะ ใบหน้าหมองมัวเคร่งเครียด ถ้าพูดเช่นนี้หรือว่านางจะต้องให้หวางอิ๋นตายก่อนถึงจะเป็นอิสระจากเขา
แท้จริงแล้วไม่ใช่ว่าทำไม่ได้
“ทำไมเจ้าไม่พูดอะไรเลย หรือว่าปรารถนาที่จะให้ข้าเกิดอุบัติเหตุจริงๆ” ฉินเจิงถามทันที
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเงยหน้าพลางยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าแดงระเรื่อในความมืดที่คล้ำแต่ก็เห็นว่าแดงดูสงบเป็นอย่างยิ่ง “คุณชายสองผู้สูงส่งคุณชายรองเจิงอย่าพูดถึงเรื่องอัปมงคลเลย ข้าน้อยยังเห็นคุณค่าของชีวิตมาก”
“งั้นก็ดี” ฉินเจิงจ้องมองนางแวบหนึ่งก่อนจะพยักหน้า
รถและม้าต่างเดินเรียงกันไปบนถนนของทางการ หิมะสะสมบนถนนละลายไปแล้ว วันนี้อากาศปลอดโปร่งเป็นอย่างยิ่ง ต้นไม้สองข้างทางมีนกกระจอกส่งเสียงร้องจิ๊บๆ อย่างร่าเริง
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาจดจ่อกับการบังคับรถ ฉินเจิงมองนกกระจอกบนกิ่งไม้แห้งทั้งสองข้างทางด้วยความสนใจ
ยามบ่าย ทั้งสองคนเดินทางมาถึงเมืองเล็กๆ ที่ห่างออกมาห้าสิบลี้ เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเดิมทีคิดที่จะซื้อหมั่นโถสองลูกแล้วออกเดินทางต่อ น่าเศร้าที่คุณชายฉินเจิงดูถูกเย้ยหยันต่อหมั่นโถว หากไม่ใช่โรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดก็ไม่อยู่ในสายตา ด้วยเหตุนี้ เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาจึงได้แต่ตามเขาเข้าไปในโรงเตี๊ยม
ฉินเจิงแต่งกายสูงส่ง เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาที่อยู่ข้างหลังจึงคล้ายกับเด็กรับใช้ของเขาอย่างแท้จริง
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม “คุณชายสองผู้สูงส่งคุณชายรองเจิง อะไรนำท่านมาถึงที่นี่ได้ในวันนี้”
“ข้าต้องออกเดินทางไกลจึงมาถึงนี่ ขออาหารที่ดีที่สุดเต็มโต๊ะ” ฉินเจิงเดินไปยังห้องส่วนตัวที่อยู่ชั้นสอง
เถ้าแก่ก้มศีรษะแสดงความเคารพก่อนจะรีบวิ่งไปสั่งงานอย่างรวดเร็ว
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาพิจารณาโรงเตี๊ยมแห่งนี้แวบหนึ่งพลางคิดว่าชื่อเสียงของคนชั่วอย่างฉินเจิงจะกระจายมาไกลถึงห้าสิบลี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ในเมื่อระยะห่างจากเมืองหลวงไม่ไกลมาก อีกทั้งลานล่าสัตว์ของราชสำนักก็ตั้งอยู่ที่นี่บนเขาทางเหนือ
เมื่อเข้ามาในห้องส่วนตัวที่ตั้งอยู่ที่ชั้นสอง ฉินเจิงก็ไม่ได้สั่งมาแค่อาหารชุดใหญ่ แต่ยังสั่งให้คนมาร้องเพลงเพิ่มและเหล้าอีกสองกา สมกับเป็นคุณชายเสเพลผู้แสนผู้สูงส่งที่หรูหราฟุ่มเฟือยอย่างเต็มตัว
แม้เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาจะไม่ค่อยพอใจกับพฤติกรรมของเขา แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางแถมยังเพลิดเพลินตามไปกับเขาอีกด้วย
หญิงสาวผู้ร้องเพลงมีเสียงอันอ่อนหวานชวนให้คล้อยตามราวกับนกขมิ้นร้อง ความเศร้าอาดูรรุมเร้าจิตใจ รูปร่างงามหมดจด ทั้งน่ารักทั้งช่างเอาอกเอาใจ
หลังจากอิ่มหนำสำราญ ฉินเจิงก็กวักมือใหญ่พลางกล่าวอย่างใจป้ำว่า “เอาไปตบรางวัลคนละสิบตำลึง!”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเหลือบมองเขา นั่งนิ่งไม่ขยับ
“ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ” ฉินเจิงมองนาง
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวากล่าวอย่างใจเย็นว่า “คุณชาย เงินในห่อของท่านข้าตรวจดูแล้ว มีเพียงห้าพันตำลึง อาหารมื้อนี้หมดไปหนึ่งร้อยตำลึง เพิ่มค่าเหล้าและสินรางวัลทิปอีกห้าสิบตำลึง ทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง หนึ่งวันมีสามมื้อ หากใช้จ่ายเช่นนี้ หนึ่งวันต้องจ่ายสี่ร้อยห้าสิบตำลึง ค่าที่พักห้าสิบตำลึง หนึ่งวันต้องใช้ห้าร้อยตำลึง เงินของท่านพอที่จะให้ท่านใช้จ่ายแบบนี้เพียงแค่สิบวันเท่านั้น หลังจากนั้น ท่านอยากอดตายหรือ”
ฉินเจิงตะลึงไปชั่วขณะ ผ่านไปพักใหญ่ก็ยิ้มออกมา “ถ้าหากเจ้าเป็นผู้หญิงคงดีมาก ต้องดูแลบ้านจัดการบัญชีได้แน่นอน” พูดจบเขาก็โบกมือพลางกล่าวอย่างใจดีว่า “เอาล่ะ หลังจากนี้ข้าจะไม่แสดงความเห็นอีกแล้ว เจ้าว่ากินอะไรก็กินอันนั้น เจ้าว่านอนที่ไหนก็นอนที่นั่น ให้เจ้าตัดสินใจเองทั้งหมด”