พลิกปฐพี: Chapter 0024 ตอนที่ 2
บทที่ 24 ส่งสารกลางดึก อาจารย์?
ในยามค่ำคืน มู่เกอนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกในสวน ในหัวยังคงคิดถึงคนที่เจอในป่าบริเวณโรงเรียนจื่อหยางเมื่อตอนกลางวัน
ตอนนี้ข้างตัวเธอนอกจากโย่วเหอและฮวาเยวี่ยแล้ว ยังมีคนอีกคนหนึ่ง
คนๆ นี้ สวมชุดสำหรับนักศึกษา ยืนตัวตรงราวกับต้นสน ถือว่าเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่ง และดูเป็นคนมีความกล้าหาญ เขายืนอยู่ข้างมู่เกออย่างเรียบร้อย เงียบเสียจนทุกคนเกือบลืมไปแล้วว่าเขายืนอยู่ตรงนี้ด้วย
“มั่วหยาง เจ้ารู้ไหมว่าในป่าบริเวณโรงเรียนจื่อหยางมีใครอยู่” อยู่ๆ มู่เกอก็พูดขึ้น
ถูกเจ้านายถามคำถามโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเช่นนี้ ทำให้มั่วหยางอึ้งไปแล้วขมวดคิ้วตอบ “ตอบคำถามคุณชายขอรับ ในป่าบริเวณโรงเรียนจื่อหยางเหมือนกับว่าจะมีคนอาศัยอยู่จริงๆ ได้ข่าวว่าคนๆ นั้นพักรักษาตัวอยู่ในป่า แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร”
พักรักษาตัว ?
มู่เกอแปลกใจ
ในกระท่อมที่หอมไปด้วยกลิ่นยา และคนที่ผิวขาวซีดท่าทางเปราะบางเหมือนจะขาดใจตายได้ตลอดเวลา เหมือนจะตรงกับนิยามของคนป่วยที่ต้องการรักษาตัว
ตอนกลางวันถูกคนรับใช้ของคนผู้นั้นทำให้ตกใจ มู่เกอก็แปลกใจที่ตนเองเหม่อลอยดวงตาคู่นั้นที่นัยน์ตาขาวและดำแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ราวกับจะดูดวิญญาณของเธอเข้าไป
‘อยู่ที่นี่นานคงไม่ดีนัก’
มู่เกอที่เคยประสบกับเหตุการณ์อันตรายมามากมาย หลังจากที่สัญชาตญาณของเธอเตือนแบบนี้ เธอก็หันหลังเดินจากไปอย่างไม่อาวรณ์เลยสักนิด
ตั้งแต่ต้นจนจบเธอไม่ได้คุยกับคนผู้นั้นเลยแม้แต่คำเดียว
และคนผู้นั้นเอง ก็เหมือนจะไม่ได้ห้ามตอนที่เธอเดินออกมา
ทั้งสองคนเหมือนเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบที่สวนทางกันไป
ในขณะที่เธอยังเดินมาไม่ถึงหน้าป้ายโรงเรียน นักเรียนในโรงเรียนต่างก็เลิกเรียนแล้ว มั่วหยางที่พวกเขามารอรับก็ยืนอยู่ข้างรถม้าตั้งนานแล้ว
มู่เกอมองชายหนุ่มที่ตนเองส่งมาทิ้งไว้ที่โรงเรียนจื่อหยางแวบหนึ่ง แล้วก็ขึ้นรถม้าไป สั่งให้กลับตำหนัก
ที่ไปรับมั่วหยาง เพียงเพราะเธอเบื่อ จึงตัดสินใจจะออกไปอย่างกะทันหัน แต่ไม่คิดว่า จะทำให้เธอไปพบกับคนๆ หนึ่งที่น่าสนใจมากเข้า
คนที่สามารถทำให้เธอจำได้แม่นมีไม่มาก ถ้าไม่ใช่ศัตรู ก็คือเพื่อน
ไม่รู้ว่า------------เขาจะเป็นประเภทไหน
มู่เกอก้มหน้า แอบคิดในใจ : ในอนาคตจะได้เจอกันอีกไหมก็ไม่รู้ แล้วทำไมต้องมาเสียเวลานั่งคิด
คิดแล้ว มู่เกอก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ขนตาอันยาวงอนบดบังความรู้สึกในแววตา เธอมองมั่วหยางแล้วถามว่า : “อยู่ที่โรงเรียนเจ้าได้เรียนอะไรบ้าง”
มั่วหยางหลุบตาลงแล้วตอบ : “อาจารย์สอนบทเพลงบทกลอน คุณธรรมจริยธรรม แต่เมื่อครึ่งเดือนที่แล้ว มีวิชาการยิงธนูมาเปิดสอน ถือว่าน่าสนใจมาก” เป็นคนใช้ของมู่ชิงเกอก็ย่อมรู้ดีว่านายของตนเองไม่ถนัดทางวิชาการ ฉะนั้นจึงไม่ได้พูดเกี่ยวกับพวกการเรียนมากนัก แต่เล่าในสิ่งที่คิดว่าจะทำให้มู่ชิงเกอเกิดความสนใจ
“ยิงธนู? น่าสนใจจริงๆ ด้วย” น้ำเสียงของมู่ชิงเกอมีความขี้เล่น
แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรมาก นอกจากบอกมั่วหยางว่า “นานๆ ทีเจ้าจะได้หยุดพักผ่อน กลับมาที่จวนแล้วอยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ ไม่ต้องเฝ้าข้าตลอดเวลา ตรงนี้ข้ามีโย่วเหอและฮวาเยวี่ยก็พอแล้ว”
มั่วหยางเงยหน้าขึ้นมองมู่เกอด้วยความสงสัย แต่ไม่ได้ถามอะไรมาก คาราวะมู่เกอแล้วเดินออกไป
ท่าทางรู้เรื่องแบบนี้ ทำให้มู่เกอชอบใจมาก
ความเชื่อใจและเชื่อฟังคำสั่งเป็นกฎข้อแรกที่มู่เกอใช้ตัดสินคนๆ หนึ่งว่าจะทำงานได้หรือไม่ ดูเหมือนว่ามั่วหยางคนนี้จะสร้างความประทับใจแรกพบให้กับเธอได้ดีไม่น้อยเลย
มั่วหยางเดินออกจากบริเวณเรือน แล้วเดินไปทางที่พักของตนเอง
ตั้งแต่ที่เขาไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนจื่อหยางเขาก็ย้ายออกจากบริเวณเรือนของมู่ชิงเกอไปอยู่กับพวกคนรับใช้ในตำหนัก แน่นอนว่านี่เป็นคำสั่งของมู่ชิงเกอ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้านายถึงทำแบบนี้ แต่ก็ทำตามคำสั่งโดยดี
เขาคงคิดยังไงก็คิดไม่ถึงว่าที่มู่ชิงเกอทำแบบนี้ ก็เพราะไม่อยากจะอยู่ร่วมกับผู้ชาย
“เอ้ะ ! มั่วหยางนี่?”
มั่วหยางที่เดินผ่านสวนดอกไม้ไปได้ยินคนเรียกชื่อตนเอง
เสียงนั้นอ่อนโยนดั่งสายน้ำ ที่ผู้ชายคนไหนได้ยินก็คงจะจมลงไป แต่มั่วหยางเพียงแค่ขมวดคิ้ว หันหน้าไปมองสองนายบ่าวที่เดินมาทางเขา
“มั่วหยางคารวะแม่นางป๋าย” มั่วหยางก้มหน้าลง สิ่งที่เห็นคือรองเท้าและกระโปรงสีขาว
เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นและไม่ได้มองหน้าป๋ายซีเยวี่ยเลย
“มั่วหยาง กลับมาแล้วหรือไปพบพี่มู่แล้วหรือยัง?” ป๋ายซีเยี่ยวถามเบาๆ น้ำเสียงฟังดูใกล้ชิดสนิทสนม
“ขอรับ เมื่อสักครู่นี้มั่วหยางไปพบคุณชายแล้ว” มั่วหยางตอบสั้นๆ “หากแม่นางป๋ายไม่มีอะไรให้รับใช้ มั่วหยางคงต้องขอตัวก่อน ชายหญิงมายืนกันอยู่ด้วยกันตอนกลางคืน เกรงว่าจะทำให้เสื่อมเสียถึงชื่อเสียงของเม่นางป๋าย” พูดจบ เขาไม่รอให้ป๋ายซีเยวี่ยพูดอะไรก็หันหลังเดินออกไป
พอเขาเดินจากไปไกลลวี่จือที่เดินตามป๋ายซีเยี่ยวมา ก็พูดเบาๆ ด้วยน้ำเสียงดูถูกว่า “พวกไม่รู้จักดีชั่ว ไม่ได้มีอะไรดีเลยสักนิด เป็นได้แค่หมาตัวหนึ่งที่เฝ้าอยู่ข้างๆ คุณชายแท้ๆ คิดว่าได้เข้าไปเรียนหนังสือในโรงเรียนจื่อหยางแล้ว จะกลายเป็นชนชั้นสูงงั้นรึ? เสียแรงคุณหนูอุตส่าห์ทำดีด้วย”
น้ำเสียงนั่นเหมือนเป็นการทวงความเป็นธรรมให้กับป๋ายซีเยวี่ย แต่ความจริงแล้วเป็นเพราะความอิจฉาที่มั่วหยางโชคดีได้ไปเรียน
โรงเรียนจื่อหยางนั่นเป็นที่อะไร ถ้าโชคดีหน่อยและรู้จักรักษาโอกาสเอาไว้ จากคนใช้ไม่แน่ว่าอาจจะได้กลายเป็นเจ้าคนนายคนในพริบตา
สายตาที่อ่อนโยนของป๋ายซีเยวี่ยค่อยๆ เต็มไปด้วยความเยือกเย็น
คำพูดของลวี่จือ ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อนาง นางพูดนิ่งๆ “มั่วหยางได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนจื่อหยาง ถ้าสามารถเอาเขามาเป็นพวกเดียวกับเราได้ ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้รับประโยชน์จากเขา”
นางรู้อยู่แล้วว่าวันนี้เป็นวันหยุดที่มั่วหยางจะกลับมา เพราะฉะนั้นจึงมารอโอกาสอยู่ที่นี่นานแล้ว
ไม่คิดว่าจะโดนตอกหน้ากลับมาแบบนี้
แต่ว่าป๋ายซีเยวี่ยก็ไม่ได้โกรธอะไรมากนัก คนยิ่งจัดการยากมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งสนใจ มากขึ้นเท่านั้น แบบนี้ถึงจะคู่ควรให้นางลงมือ!
...................
ในเรือน มู่เกอสั่งให้โย่วเหอและฮวาเยวี่ยกลับไปพักผ่อนก่อน
เมื่อเดินเข้าไปในห้อง ในขณะที่กำลังจะเริ่มการฝึกเวทพลังสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับกระดาษแผ่นหนึ่งบนโต๊ะกลม
เธอเดินเข้าไปใกล้ แล้วก้มหน้าลงมอง
บนกระดาษมีตัวหนังสือเขียนอยู่แถวหนึ่ง ‘ยามสามก่อนรุ่งสางมาพบข้า’
มู่เกอขมวดคิ้วหยิบกระดาษบนโต๊ะขึ้นมา พูดเสียงต่ำ “มู่ชิงเกอออกมานี่หน่อย”
พอพูดจบร่างอันโปร่งแสงของมู่ชิงเกอก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ
“ถ้าเจ้าอธิบายอะไรหน่อยจะดีมากนะ” มู่เกอถือกระดาษในมือขึ้นมาสะบัดตรงหน้ามู่ชิงเกอ
ใครจะไปรู้ว่าสีหน้าบนใบหน้าอันโปร่งแสงของมู่ชิงเกอนั้นดูแย่มาก ในแววตาเต็มไปด้วยความกลัว ร่างที่โปร่งแสงเริ่มสั่น
มู่เกอขมวดคิ้วถามอีก “เจ้าเป็นอะไร แล้วคนๆ นี้เป็นใคร”
“อา.......อาจารย์......” มู่ชิงเกอเหมือนเปล่งเสียงลอดไรฟันออกมา