ยอดองค์ชายอัจฉริยะจากศตวรรษที่ 21: ตอนที่ 6 ราชทูตจะเข้าเมืองหลวง เอาปัญหาหินสามข้อมาด้วย? ตอนที่ 6
ช่วงเวลานี้
หลี่เจิ้งตะลึงงัน
องค์ชายห้าหลี่จงตะลึงงัน
องค์หญิงแปดหลีเซียงจู๋ตะลึงงัน
องค์ชายเจ็ดหลี่จิ้นตะลึงงัน
ขันทีหวังเหลียนตะลึงงัน
หวังเยียนหรัน หลี่เหวินจวินและคนอื่น ๆ ก็ทำหน้าตะลึงงันกันไปหมด
แค่หลี่จุ่นกดลงไปเบา ๆ ก็ยกกระถางยักษ์พันชั่งได้แล้ว ตกตะลึงไปทั่วทั้งงานเดี๋ยวนั้น
กระถางยักษ์หลายพันชั่งใบนี้ หลี่จุ่นกลับยกมันขึ้นมาอย่างง่ายดายด้วยการกดเบา ๆ
เหลือเชื่อ!
ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์!
ทุกคนต่างมองหลี่จุ่นด้วยใบหน้าตกตะลึง ความทึ่งเปื้อนอยู่เต็มใบหน้า แล้วลำคอยังแห้งผากด้วย
คิดไม่ถึง หลี่จุ่นจะยกกระถางยักษ์เช่นนี้ขึ้นมาได้ด้วยการกดเบา ๆ
นี่มันเหลือเชื่อไปเลย!
ยังเป็นหลี่เหวินจวินที่ทำลายความเงียบก่อน เดินไปมองคานงัดที่หลี่จุ่นทำขึ้นอย่างละเอียด จากนั้นจึงพูดขึ้นช้า ๆ
“น้องหก เจ้าทำได้ยังไงน่ะ”
“คารวะพี่หญิงใหญ่!”
หลี่จุ่นคำนับเล็กน้อย ในใจดีใจมาก แต่สีหน้ายังเรียบเฉย พูดขึ้นพลัน
“พี่หญิง นี่เรียกว่าคานงัด แค่หาจุดที่ถูกต้องก็ใช้เล็กขยับใหญ่ ยกของหนักด้วยกำลังน้อยนิดได้แล้ว”
หลี่เหวินจวินกะพริบตา มองหลี่จุ่นแล้วก็วาบประกายแสงแปลกใจ
“ได้ยินว่าปีนี้น้องหกเปลี่ยนไปไม่น้อย ชอบทำของประหลาด ๆ นึกว่าน้องหกไม่ศึกษาเรียนวิชา ดูท่าข้าจะโทษเจ้าผิดไป” หลี่เหวินจวินพูดช้า ๆ แววตาอ่อนโยน เขย่งเท้าลูบศีรษะของหลี่จุ่นที่สูงกว่านางคืบหนึ่งเบา ๆ
ชั่วขณะ หลี่จุ่นตัวเกร็ง ดวงตาฉายแววประหลาดใจ
หลี่เหวินจวินกำลังจับตาดูเราอยู่เหรอ!
รู้ด้วยว่าปีนี้เราเปลี่ยนไป!
ไม่อยากจะเชื่อ!
นี่เป็นเรื่องที่แม้แต่คุณพ่อฮ่องเต้เผียนอีของเขาก็ยังไม่รู้เลย
หลี่เหวินจวินกลับรู้ หรือว่านางเจาะจงจับตาดูเราอยู่
แต่ถัดมา กับการกระทำที่สนิทสนมของหลี่เหวินจวินอย่างนี้ หลี่จุ่นเขินมาก รีบพูด
“ขอบคุณพี่หญิงที่ชม ข้าแค่ตระหนักได้จากตอนที่บังเอิญเห็นองครักษ์วังหลวงขนย้ายของหนักเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้ล้ำลึกอะไร ถ้าท่านสนใจ ข้าจะอธิบายให้อย่างละเอียดแน่นอน”
แค่หลี่เหวินจวินและหวังเยียนหรันแย้มยิ้ม รอบ ๆ ก็ราวกับขาดสีสัน ดวงหน้างามล้ำสะเทือนโลกา “ได้ ข้าต้องไปขอคำชี้แนะจากน้องหกแน่นอน”
วันนี้หลี่เหวินจวินก็มาเพราะรู้ว่าเสด็จพ่อจะทดสอบวรยุทธ์ของหลี่จุ่นเหมือนกัน กลับไม่คิดว่าหลี่จุ่นจะแสดงพรสวรรค์ด้านบู๊ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้
แน่นอนว่านี่ไม่นับเป็นพรสวรรค์ด้านบู๊
แต่เป็นความชาญฉลาดต่างหาก!
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ในใจของหลี่เหวินจวินกลับสงบลงได้
“เสด็จพ่อ หม่อมฉันยกกระถางใบนี้ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่จุ่นค้อมตัวรอคำตัดสินของหลี่เจิ้งที่กำลังทึ่งอยู่
หลี่เจิ้งค่อย ๆ คืนสติ จ้องหลี่จุ่นเชิงลึก ราวกับจะมองเขาให้ทะลุ ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยปากช้า ๆ
“แม้เจ้าจะไม่ได้แสดงกำลังยุทธ์ของตัวเอง แต่ ข้าได้พูดไว้แต่แรก ขอเพียงเจ้ายกกระถางนี้ได้ก็ถือว่าเจ้าผ่านบททดสอบ ผ่าน!”
จะไม่ผ่านได้เหรอะ
หลี่จุ่นยิ้มเยาะอยู่ในใจ
คำนับแล้วพูด “ขอบพระทัยเสด็จพ่อ”
ทันใดนั้น องค์ชายห้าหลี่จงสีหน้าปั้นยาก
องค์หญิงแปดกับองค์ชายเจ็ดก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร ทำหน้าอย่างกับถ่ายลำบาก
คิดไม่ถึง หลี่จุ่นตัวบางอย่างนี้ มือไม่มีแรงจับไก่ ดันผ่านการทดสอบของเสด็จพ่อได้ซะนี่
นี่ผ่านเพราะใช้มันสมองต่างหาก!
แต่...เสด็จพ่อประทานอนุญาตก่อน ตอนนี้กระดากพูด
แต่พอเห็นหลี่จุ่นกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างนี้แล้ว พวกเขาก็เจ็บกระดองใจเหลือเกิน!
โดยเฉพาะหลี่จง เขามองหลี่จุ่นด้วยสายตาเย็นเฉียบ
ถ้าไอ้นี่ไม่ไปเมืองหลินซุ่น เขาก็ทำอะไรมันไม่ได้นะสิ บัดซบจริง ๆ!
พอหยางจงได้ยินหลี่เจิ้งเอ่ยปากทองคำ บอกนายบ้านตัวเองผ่านการทดสอบ แถมต่อไปจะไม่ทำให้นายบ้านตัวเองลำบากใจแล้วก็รื้นน้ำตาทันที
องค์ชาย ดีจริง ๆ เลยพ่ะย่ะค่ะ!
หลี่เจิ้งใบหน้าเฒ่าชราเคร่งขรึม โบกมือพลางพูดว่า “หัวหน้าขันทีหวัง ข้าเหนื่อยแล้ว กลับตำหนักเถอะ”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท!”
หวังเหลียนดึงสติกลับมา รีบสั่งให้ขันทีประคองหลี่เจิ้งกลับตำหนักบรรทม
ทุกคนต่างคารวะน้อมส่ง
รอจนหลี่เจิ้งจากไปแล้ว ในที่นั้นก็เหลือแต่บรรดาองค์หญิง องค์ชาย
สายตาที่มองหลี่จุ่นมีความซับซ้อนเล็กน้อย ผ่านไปพักหนึ่งจึงแยกย้ายกันกลับ
เหลือหลี่จงที่ยังอยู่อีกพักหนึ่ง มองหลี่จุ่นแล้วหัวเราะพูด “โอ้โฮ น้องหก คิดไม่ถึงที่แท้เจ้าจะมีไหวพริบอย่างนี้ ดูท่าที่ทุกคนว่าเจ้าโง่จะเป็นการใส่ร้ายเจ้านะ น้องหกไม่โง่เลยสักหน่อย”
ในส่วนลึกของดวงตาหลี่จงวาบความเย็นเหี้ยม
หลี่จุ่นต้องรู้ความหมายแฝงของหลี่จงอยู่แล้ว จึงตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ “ขอบคุณพี่ห้าที่ชม ข้าไม่มีความสามารถอะไร ได้แต่ใช้ปัญญาแล้ว ต่อไปยังต้องขอคำชี้แนะจากพี่ห้าอีกมาก”
ดูท่าพี่ ๆ ของเขาพวกนี้ ต่อไปยังจะอยู่ด้วยกันดี ๆ ไม่ได้แฮะ
แต่เขาเป็นคนจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนี่ มีเหรอะจะกลัว!
อย่างมากก็จัดการพวกเขาซะ!
หลี่จงแววตาเย็นชาเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นธรรมชาติอีกครั้ง ยิ้มพูด “แน่นอน ถึงตอนนี้น้องหกจะทำให้คนทึ่งได้ในพริบตา แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้ให้มาก ต่อไปข้ากับพี่ ๆ ของเจ้าสั่งสอนเจ้าให้มากแน่นอน”
ว่าแล้วหลี่จงก็หันไปคำนับกับหลี่เหวินจวินเล็กน้อย ก่อนจะออกจากตำหนักฉีหลิน
หลี่จุ่นหัวเราะเสียงเย็นอยู่ในใจ
ถึงหลี่จงจะไม่ถือว่าไม่เอาไหน แต่ก็ไม่ใช่คนฉลาดอะไร จัดการเขาเหรอ ง่ายจิ๊บจ้อย เบ ๆ ยังรู้จักข่มขู่อีกแน่ะ
งั้นก็มาดูกัน ต่อไปใครจะสั่งสอนใครกันแน่!
“น้องหก ดูท่าเจ้าจะโตขึ้นไม่น้อยนะ”
หลี่เหวินจวินใบหน้าอ่อนโยน มองใบหน้าหล่อของหลี่จุ่น ในดวงตาแฝงความห่วงใย นี่ทำให้หลี่จุ่นประหลาดใจอยู่บ้าง
ในความทรงจำของหลี่จุ่น เขาไม่เคยไปมาหาสู่กับพี่สาวคนนี้ของตัวเองเลย การกระทำอ่อนโยนของหลี่เหวินจวินในตอนนี้มันยังไงกันเนี่ย
ผิดปกติอยู่นะ
อีกอย่าง ดูเหมือนว่าหลี่เหวินจวินจะเจาะจงจับตาดูหลี่จุ่นอยู่
คงไม่ใช่ว่า...แม่สาวคนนี้จะรู้ว่าเขาไม่ใช่หลี่จุ่นในอดีตแล้วหรอกนะ
“พี่หญิงใหญ่ เมื่อก่อนข้าไม่รู้ความ ทำให้พวกท่านผิดหวังแล้ว”
หลี่จุ่นพูดพลัน “ถ้าพี่หญิงไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน”
หลี่เหวินจวินพยักหน้าด้วยใบหน้าที่อ่อนโยน ก่อนจะพูดว่า “ได้ ถ้ามีเวลาก็มานั่งที่ตำหนักของข้านะ”
“ได้ แน่นอน”
หลี่จุ่นรู้สึกแปลกประหลาด มองหวังเยียนหรันที่ยืนอย่างค่อนข้างสำรวมอยู่ข้างหลังหลี่เหวินจวินทีหนึ่ง จากนั้นก็พาหยางจงออกจากตำหนักฉีหลินโดยเร็ว
รอจนทั้งสองเดินจากไป หวังเยียนหรันเดินไปข้างหน้า มองเงาหลังของหลี่จุ่น ความตื่นเต้นเจืออยู่ในดวงตาเล็กน้อย ริมฝีปากแดงเผยอออกนิด ๆ ก่อนจะพูดขึ้น
“องค์หญิงใหญ่เพคะ เหมือนว่าองค์ชายหกจะไม่ค่อยเหมือนกับคำร่ำลือนะเพคะ”
หลี่เหวินจวินดวงตาสงบ ยิ้มตอบ “นั่นสิ ดูท่าคงเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ข้าก็ไม่รู้กับน้องหก”
หวังเยียนหรันตกใจและประหลาดใจ
คล้าย...ว่าความรู้สึกที่องค์หญิงใหญ่มีต่อองค์ชายหกจะไม่ธรรมดาเล็กน้อย
คล้ายว่าจะไม่อ่อนโยนกับองค์ชายและองค์หญิงองค์อื่นเหมือนที่ทำกับหลี่จุ่นในวันนี้
นี่มันยังไงกัน
หลี่จุ่นเดินกลับตำหนักปีกพร้อมกับหยางจง
หยางจงตื่นเต้นกระดี๊กระด๊าตลอดทาง ชมเชยหลี่จุ่นไม่หยุดปาก
หลี่จุ่นพูดกลั้วหัวเราะ “หัวหน้าขันทีหยาง ต่อไปเนี่ย พวกเราก็อยู่กันเงียบ ๆ หน่อยเถอะ สองวันนี้ทำตัวเด่นเกินไปแล้ว”
“องค์ชายทรงตรัสถูกต้องแล้ว ทรงตรัสอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นแหละพ่ะย่ะค่ะ” หยางจงหน้าชื่อตาบาน ในใจปลื้มปีติยินดีถึงที่สุด
คิดไม่ถึงว่านายบ้านตัวเองที่แท้จะเก่งขนาดนี้
บทกลอนในวันนั้น แม้ไม่กล้าเชื่ออย่างสนิทใจว่านายบ้านตนจะเป็นคนแต่งขึ้นมา แต่ไม่ว่าอย่างไร องค์ชายสามารถแต่งบทกลอนที่ดีเยี่ยมอย่างนี้ได้ก็ถือว่าเก่งกาจแล้ว
จากนั้นวันนี้องค์ชายยังยกกระถางฌ้อปาอ๋องขึ้นมาได้แบบสบาย ๆ อีก นี่ทำให้คนยิ่งทึ่งเข้าไปใหญ่
องค์ชายเก่งกาจ ผู้ที่เป็นบ่าวย่อมมีความสุขมากกว่า
หลี่จุ่นพยักหน้า “อื่ม ปืนยิงนกที่ยื่นหัวออกมา อยู่เงียบ ๆ ไว้”
ในใจของเขากำลังคิดถึงหลี่เหวินจวินอยู่ตลอด
ผู้หญิงคนนี้มีอะไรแปลก ๆ อยู่
แต่รายละเอียดจะแปลกที่ตรงไหน ตอนนี้ยังบอกไม่ถูก
ทำไมถึงดีกับเขาอย่างนี้
มันไม่ปกติมาก ๆ!
“จริงสิองค์ชาย”
จู่ ๆ หยางจงก็นึกอะไรขึ้นมาได้ พูดพลัน “เมื่อวานเสี่ยวอวี่กงกงจากตำหนักบรรทมของฝ่าบาทถ่ายทอดดำรัสของฝ่าบาท บอกว่าวันพรุ่งราชทูตแคว้นหลางจะเข้าเมืองหลวง องค์ชายทุกพระองค์จะต้องร่วมประชุมขุนนาง ตรัสว่าราชทูตผู้นั้นนำปัญหาสามข้อมาด้วย ถึงตอนนั้นฝ่าบาทจะให้องค์ชายทั้งหลายลองไขปัญหาต่อหน้าทุกคน ให้เห็นศักดาของราชวงศ์เรา”
“ปัญหาสามข้อ?”
หลี่จุ่นอึ้ง
นี่มันจะอะไรอีกเนี่ย!