ยอดองค์ชายอัจฉริยะจากศตวรรษที่ 21: ตอนที่ 5 ให้จุดหมุนฉันสักจุด ฉันจะงัดทั้งราชวงศ์อู่ไปเลย! ตอนที่ 5
จวนอัครมหาเสนาบดี
หวังเยียนหรันแต่งเนื้อแต่งตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องประดับวิจิตรหรูหราทั้งตัว พาสาวใช้เสี่ยวจูเข้าวังแต่เช้า
หวังเยียนหรันคือบุตรีของอัครมหาเสนาบดีหวังโส่วหนิง ได้รับสมญานามว่าเป็นยอดหญิงแห่งเมืองหลวง ได้รับความเมตตาจากฮ่องเต้มาก ดังนั้นจึงประทานป้ายให้ ให้นางไม่ต้องเชิญก็เข้าวังได้ตามสบาย
“คุณหนู นี่พวกเราจะไปทำอะไรกันหรือเจ้าคะ”
สาวใช้เสี่ยวจูงุนงงเล็กน้อย ตามอยู่ข้างหลังคุณหนูบ้านตัวเอง ใบหน้าเล็ก ๆ เต็มไปด้วยความสับสน
หวังเยียนหรันตอบ “เสี่ยวจู วันนี้องค์หญิงใหญ่เชิญข้าไปเป็นแขกที่ตำหนักของนาง จะชักช้าไม่ได้นะ”
“หา!”
เสี่ยวจูตกใจทันที “องค์หญิงใหญ่หรือเจ้าคะ”
องค์หญิงใหญ่คือทายาทคนแรกของฮ่องเต้คนปัจจุบัน มีพระมารดาคนเดียวกับรัชทายาท
หลังจากได้รับการแต่งตั้ง องค์ชายและองค์หญิงที่เจริญวัยจะย้ายออกจากวังหลวง แต่เพราะองค์หญิงใหญ่มีพระมารดาองค์เดียวกับรัชทายาท ดังนั้นจึงอยู่ในวังมาตลอด พำนักอยู่ที่ตำหนักชิ่งหนิง
แน่นอนว่ายังมีองค์ชายอีกองค์หนึ่งที่ยังอยู่ในวังหลวง นั่นก็คือองค์ชายหกหลี่จุ่นนั่นเอง
กล่าวถึงองค์หญิงใหญ่ ใต้หล้านี้ไม่มีใครไม่พูดให้สนุกปาก
องค์หญิงใหญ่หลี่เหวินจวินแห่งราชวงศ์อู่ ไม่เพียงแต่สิริโฉมงดงามไม่เป็นสอง ยังเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งในหล้า ความสามารถโดดเด่น บทเพลงแห่งบริสุทธิ์สันติสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วปฐพี แต่ที่สำคัญที่สุดคือ องค์หญิงใหญ่หลี่เหวินจวินถูกยกย่องว่าเป็นผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศที่สุดในหล้า!
เรียกได้ว่าฉลาดล้ำแบบสุด ๆ!
ถ้าไม่ใช่เพราะนางเป็นอิสตรี เกรงว่าคนอื่นคงไม่ต้องนั่งตำแหน่งรัชทายาทกันแล้ว
ด้วยเหตุนี้
หลี่เหวินจวินจึงเป็นบุคคลที่บรรดาผู้หญิงใต้หล้าเลื่อมใส
แน่นอน...
หวังเยียนหรันก็มากด้วยความสามารถเช่นกัน โชคดีองค์หญิงใหญ่ชื่นชม เชื้อเชิญให้นางเข้าวังบ่อยครั้ง นานวันเข้า พวกนางจึงกลายเป็นสหายสนิทที่พูดได้ทุกเรื่อง
หวังเยียนหรันมองสาวใช้ที่มองตัวเองด้วยดวงตาเป็นประกายทีหนึ่ง ปิดปากหัวเราะแล้วตำหนิว่า
“เสี่ยวจู คราวนี้เจ้าอย่าได้เสียกิริยาอีกเล่า คราวก่อนพาเจ้าไปเข้าเฝ้าองค์หญิงใหญ่ เจ้าเนี่ย ตาโตเชียว ถ้าไม่ใช่เพราะองค์หญิงใหญ่พระทัยกว้างไม่เอาความ ต้องลงโทษเจ้าที่เสียมารยาทแล้ว”
“ไอ้หยา คุณหนู เสี่ยวจูทราบแล้ว...” สาวใช้หน้าแดงทันที ใบหน้าเล็ก ๆ แดงก่ำน่ารักมากทีเดียว
ครั้งก่อนไปพบองค์หญิงใหญ่ เพราะเลื่อมใสมานานหลายปี ดังนั้นขณะที่เจอเป็นครั้งแรกจึงควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ ทำเรื่องน่าอายขึ้น
“เอาล่ะ พวกเรารีบไปกันเถอะ”
พวกนางเข้าไปในวัง พอมาถึงตำหนักชิ่งหนิงก็เจอกับองค์หญิงใหญ่หลี่เหวินจวินพอดี นางอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีเหลืองอ่อน เกี้ยวหงส์สายสะพาย วิจิตรตระการตาไม่เป็นหนึ่ง ดูคล้ายกำลังจะเคลื่อนขบวนไปที่ไหน
“หม่อมฉันหวังเยียนหรันถวายพระพรองค์หญิงใหญ่”
“เสี่ยวจูถวายพระพรองค์หญิงใหญ่”
หวังเยียนหรันกับเสี่ยวจูทำความเคารพทันที
หลี่เหวินจวินมีบุคลิกสง่างามเหนือคน พอเห็นหวังเยียนหรันแล้วก็แย้มยิ้มพูดด้วยความดีใจทันที
“อ้าว ลุกขึ้น ๆ น้องเยียนหรันมาแล้ว พอดีเลย ข้ากำลังจะไปตำหนักฉีหลิน เยียนหรันก็ไปกับข้าด้วยกันเถอะ”
หวังเยียนหรันงงงัน
ตำหนักฉีหลิน?
ปกติแล้วตำหนักฉีหลินจะเป็นสถานที่ในการสอนและสอบด้านการปกครองและการทหารของเหล่าองค์ชาย องค์หญิงใหญ่จะไปทำไมกันนะ
แต่หวังเยียนหรันก็ไม่บอกปัด ขึ้นเกี้ยวทันที ไปตำหนักฉีหลินพร้อมกับหลี่เหวินจวิน
ระหว่างทางจู่ ๆ หลี่เหวินจวินก็พูดถึงหิมะพิทักษ์เมือง
“เยียนหรัน เจ้ามีความเห็นยังไงกับกลอนบทนี้ วันนี้ที่เชิญเจ้ามาก็เพราะจะถามความเห็นเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้นี่แหละ”
พอหวังเยียนหรันได้ยินดังนั้น ดวงหน้างดงามก็แย้มยิ้ม ก่อนจะตอบทันทีว่า
“หิมะพิทักษ์เมืองนี้เป็นกลอนดีที่ยากจะพบพานในหลายปีนี้จริง ๆ เพคะ เป็นยอดกวีในยอดกวี แม้แต่เสิ่นไท่ฟู่ก็ยังชื่นชมยกเป็นสุดยอดกวีพันปี โดยเฉพาะท่อนที่ว่า ‘ตกปลาเดียวดายในแม่น้ำเย็นเยือกยามหิมะโปรย’ หม่อมฉันประทับใจยิ่งนัก”
เมื่อวานนางเจาะจงขอคำชี้แนะจากหลี่จุ่น
เรือน้อยโดดเดี่ยว ชายชราสวมเสื้อหญ้าแฝกหมวกกุ้ยเล้ย ตกปลาเดียวดายในแม่น้ำเย็นเยือกยามหิมะโปรย
หนึ่งโดดเดี่ยว หนึ่งเดียวดาย แฝงความคิดและอารมณ์ของหลี่จุ่น ทำให้คนประทับใจยิ่งนัก
หลังจากได้ยินคำอธิบายของหลี่จุ่น หวังเยียนหรันก็เข้าใจกลอนบทนี้มากขึ้น และเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อหลี่จุ่นอย่างไม่เป็นรูปเป็นร่างด้วย
หลี่เหวินจวินหัวเราะ รอยยิ้มอ่อนโยน แต่ในแววตากลับปรากฏอารมณ์ซับซ้อนเล็กน้อย จากนั้นจึงพูดขึ้น
“ก็ไม่รู้ว่าน้องหกไปเอากลอนดี ๆ มาจากไหนสิน่า คนที่แต่งกลอนบทนี้มีความสามารถที่ไม่เคยพบเจอในพันปีจริง ๆ”
หวังเยียนหรันทำหน้าประหลาดใจ “หรือว่าองค์หญิงมิทรงเชื่อว่าองค์ชายหกทรงแต่งขึ้นเองหรือเพคะ”
“หืม”
หลี่เหวินจวินทำหน้าประหลาดใจยิ่งกว่าหวังเยียนหรันทันที “เจ้าคิดว่า น้องหกแต่งกลอนเองหรือ”
ขณะเดียวกัน
ตำหนักฉีหลิน
หลี่จุ่นสั่งให้องครักษ์ในตำหนักเอาท่อนไม้มาจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็มัดขึ้นรูป ตั้งโครงที่สูงกว่ากระถางยักษ์อยู่หน้าตำหนัก
ทุกคนต่างมองหลี่จุ่นด้วยความแปลกใจใคร่รู้
นี่จะทำอะไรน่ะ
ในฐานะที่หลี่เจิ้งเป็นฮ่องเต้ เผชิญโลกมามาก แต่เวลานี้ก็ดูไม่ออกเหมือนกันว่าหลี่จุ่นกำลังทำอะไรอยู่กันแน่
“น้องหก นี่เจ้าจะทำอะไรน่ะ เจ้าทำของพวกนี้ไปทำไม”
“การกระทำของพี่หกพิลึกมาก...”
“นี่องค์ชายหกทรงทำอะไรอยู่กันแน่ ข้าอยากรู้นักเชียว...”
หลี่จุ่นก็ต้องกำลังทำคานงัดอยู่แล้ว
เขาทะลุมิติมาหนึ่งปี รู้อยู่แล้วว่าในรัชสมัยนี้ไม่มีใครรู้เรื่องคานงัด และมีคนใช้มันน้อยมากด้วย นอกจากเกษตรกรพื้นบ้านจำนวนหนึ่งที่เคยใช้คานงัดในการขนย้ายของหนักแบบไม่รู้ตัวแล้ว
ก็แทบไม่มีความคิดที่จะใช้เบายกหนักอะไรเลย
เขาจะใช้คานงัดนี้ ‘ยก’ กระถางยักษ์ใบนี้แบบชิว ๆ นี่แหละ!
ในสมัยจีนโบราณ ม่อจื๊อเคยมีแนวคิดเรื่องคานงัด แต่ก่อนยุคราชวงศ์นี้ มันไม่ใช่ยุคจั้นกว๋อสักหน่อย แล้วก็ไม่มีม่อจื๊อด้วย ไม่มีใครพูดถึงแนวคิดเรื่องคานงัดมาก่อนเลย
ดังนั้นหลี่จุ่นก็เลยฉวยช่องว่างตรงนี้
แล้วชัวร์เลย มันต้องเป็นผลงานชิ้นโบแดงพันปีอีกแน่ ๆ!
อาร์คิมิดีสนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวไว้ ให้จุดหมุนข้าหนึ่งจุด ข้าจะงัดโลกทั้งใบ!
บังเอิญจัง!
ให้จุดหมุนเขาหนึ่งจุด เขาจะงัดทั้งราชวงศ์อู่!
หลี่จุ่นสร้างคานงัดเสร็จแล้ว จากนั้นก็มัดกระถางยักษ์ติดเอาไว้ ขาดแต่ยกขึ้นเบา ๆ
ตอนนี้เอง หลี่เจิ้งถามขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหว “จุ่นเอ๋อร์ นี่เจ้ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่”
หลี่จุ่นคำนับแล้วตอบทันที “เสด็จพ่อ ตอนนี้หม่อมฉันแค่กดด้านนี้เบา ๆ ก็ยกกระถางขึ้นมาได้แบบสบาย ๆ แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่จุ่นชี้ไม้กระดานยาว ๆ กล่าวคำพูดที่ทำให้คนตะลึงออกมา
“อะไรนะ เป็นไปไม่ได้!”
“แค่กดเบา ๆ ก็ยกของหนักขนาดนั้นขึ้นมาได้ยังไง น้องหก นี่กำลังล้อเล่นอยู่กระมัง!”
พอหลี่จุ่นพูดออกมา ก็ทำให้องค์ชายห้าหลี่จงและคนอื่น ๆ หัวเราะเยาะทันที
ล้อเล่นอะไร
กดเบา ๆ ก็ยกกระถางยักษ์พันชั่งที่แม้แต่หวังอู่แม่ทัพอันดับหนึ่งของราชวงศ์อู่ก็ยกไม่ขึ้นเนี่ยนะ!
นี่จะหลอกผีเหรอะ!
ผีก็หลอกกันไม่ได้ง่าย ๆ นะ!
น้องแปดหลี่เซียงจู๋หัวเราะลั่น “ฮ่า ๆ ๆ พี่หก นี่ท่านกำลังล้อเล่นอยู่หรือ แค่กดเบา ๆ ก็ยกกระถางยักษ์ใบนี้ได้แล้ว ข้าไม่เชื่อหรอก”
ทุกคนในที่นั้นต่างรู้สึกว่าคำพูดของหลี่จุ่นเหลวไหลเล็กน้อย
หยางจงวิตกอย่างหนัก หวังว่านายบ้านตัวเองจะสร้างปาฏิหาริย์ แต่ก็ไม่กล้าเชื่อว่าหลี่จุ่นจะยกกระถางยักษ์ขึ้นมาได้ง่าย ๆ เหมือนกัน ชั่วขณะ เขารู้สึกกระวนกระวายไม่เป็นสุข
นัยน์ตาชราของหลี่เจิ้งก็สงสัยจัดเหมือนกัน ขมวดคิ้วมุ่น
หลี่จุ่นพูดขึ้นเดี๋ยวนั้น “เสด็จพ่อ แค่หม่อมฉันยกกระถางใบนี้ได้โดยไม่ยืมแรงคนอื่น ก็ถือว่าผ่านการทดสอบแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เจิ้งมองเขาอย่างลึกซึ้งทีหนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าน้อย ๆ ตอบ “ถูกต้อง แค่เจ้ายกกระถางนี้ขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไรก็ถือว่าเจ้าผ่านการทดสอบ และต่อไปข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องลำบากอีก”
“พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะยกกระถางเดี๋ยวนี้แหละ”
หลี่จุ่นเดินไปทางไม้คานทันที จากนั้นก็กดลงไปภายใต้การจับจ้องของทุกคน
ทว่า!
ตอนนี้เอง เกี้ยวขององค์หญิงใหญ่หลี่เหวินจวินมาถึงแล้ว หลี่เหวินจวินและหวังเยียนหรันผู้มีท่วงทำนองแห่งยุคลงจากเกี้ยวตามลำดับ
พอเห็นหลี่เหวินจวิน หลี่จุ่นก็ชะงักไปเล็กน้อย
องค์หญิงใหญ่เสด็จพี่หลี่เหวินจวิน คนที่ได้รับการยกย่องว่ามีหัวไบรต์ที่สุดในโลกเหรอ
มันจริงด้วยสินะ บุคลิกไม่เป็นรองใครเลย!
นาทีต่อมา หลี่จุ่นค่อย ๆ กดนิ้วลงกับไม้คาน
ทันใดนั้น
กระถางยักษ์ที่หนักหลายพันชั่งก็ค่อย ๆ ยกตัวขึ้น
ไม่ใช่แค่เหนือบ่า แต่สูงกว่าหัวไปเลย!
“ขึ้นมาแล้ว ๆ!”
“ขึ้นมาจริง ๆ ด้วย!”
“สุดยอด ยกขึ้นมาแล้วจริง ๆ!”
ขณะนั้น ตกตะลึงไปทั้งงาน
ใบหน้าบรรดาองค์ชายและองค์หญิงล้วนเปลี่ยนสี เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
แม้แต่หลี่เหวินจวินและหวังเยียนหรันก็ตกตะลึงในพริบตาเหมือนกัน
กระถางยักษ์ใบนี้ถูกยกขึ้นมาง่าย ๆ เลยหรือ!