ยอดองค์ชายอัจฉริยะจากศตวรรษที่ 21: ตอนที่ 2 แต่งกลอนหนึ่งก้านธูปเหรอะ ไม่จำเป็น ฉันแต่งกลอนได้ในเจ็ดก้าว! ตอนที่ 2
วันนี้นอกจากจะมีองค์ชายสามองค์มายังหอเหวินชวี ยังมีผู้มากพรสวรรค์ในเมืองหลวงมาด้วยเหมือนกัน
ถึงจะรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของงานชุมนุมกลอนครั้งนี้ แต่ชายหนุ่มระดับล่างจำนวนหนึ่งก็ยังอยากมาเสี่ยงโชคอยู่ดี ไม่แน่ว่ากลอนของตัวเองอาจจะได้รับการยอมรับจากองค์ชายในงาน นั่นจะได้ก้าวสู่ความรุ่งโรจน์ มีอนาคตสดใสแบบสบาย ๆ
นอกจากชายหนุ่มระดับล่างจำนวนหนึ่ง ยังมีคนจากตระกูลชนชั้นสูงที่มีความรู้และมีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งมาด้วยเหมือนกัน
หนึ่งในนั้นก็คือหวังเยียนหรัน บุตรีหวังโส่วหนิง อัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายในรัชกาลปัจจุบัน ยอดหญิงลือนามในเมืองหลวง
หวังเยียนหรันเป็นพวกที่มาดูความสนุกเท่านั้น
ได้ยินว่าวันนี้องค์ชายหกที่เก็บตัวอยู่ในวังหลังของวังหลวงมาตลอด และถึงจะเป็นคนไม่เอาถ่านกลับมีรูปโฉมหล่อเหลาจนชวนให้คนอิจฉาคนนั้นจะมา นางจึงมาด้วยสาเหตุนี้
แน่นอนว่านางอยากมาแต่งกลอนในงานชุมนุมกลอนนี้ด้วยเหมือนกัน อาศัยงานนี้แสดงพรสวรรค์ในการแต่งกลอนของตัวเอง
พอหวังเยียนหรันเห็นหลี่จุ่นปรากฏตัว เห็นโฉมหน้าหล่อเหลาของหลี่จุ่นแล้ว หัวใจก็หวั่นไหวนิด ๆ
ดังคาด!
องค์ชายหกผู้นี้มีสิริโฉมงดงามแห่งยุค เป็นรูปลักษณ์ที่ชวนให้คนนิยมชมชอบโดยแท้!
“คุณหนู ๆ ท่านดูสิเจ้าคะ องค์ชายหกท่านนั้นมีรูปงามดั่งหยกจริง ๆ หน้าตาดีมาก ๆ เลย” พอสาวใช้เสี่ยวจูที่อยู่ด้านข้างเห็นหลี่จุ่นก็ตกตะลึงเหมือนกัน กระซิบกระซาบวิจารณ์อยู่ข้าง ๆ ทันที
หวังเยียนหรันไม่ผัดหน้า กลับมีผิวพรรณประหนึ่งหยก รูปร่างหน้าตาเป็นเลิศ
และเป็นหญิงสาวที่งามเป็นอันดับหนึ่งของเมืองหลวง เห็นว่าแม่สื่อที่ข้ามธรณีประตูจวนอัครมหาเสนาบดีเพื่อทาบทามมีไม่รู้ตั้งเท่าไรต่อเท่าไรแล้ว
หวังเยียนหรันอากัปกิริยาเรียบร้อยมาก ลอบประเมินหลี่จุ่นสองสามที ในดวงตาฉายแววเขินอายเล็กน้อย พอได้ยินเสียงของสาวใช้คนสนิทก็ผงกศีรษะนิด ๆ อย่างไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ กล่าวว่า
“รูปงามจริง ๆ แต่น่าเสียดาย...”
น่าเสียดาย สวยแต่รูปโฉม เนื้อแท้กลับเป็นโพรง
แต่เวลาที่องค์ชายหกท่านนี้เผชิญหน้ากับพี่ชายทั้งสองของตัวเอง กลับวางตัวได้ดี ราวกับไม่ได้แย่เหมือนคำร่ำลือ
แต่เป็นที่รู้กันดี องค์ชายหกหลี่จุ่นไม่ร่ำเรียนเขียนอ่าน บุ๋นไม่ได้บู๊ไม่ไหว ตอนนี้จะให้เขาแต่งกลอนบรรยายทิวทัศน์เบื้องหน้า มิใช่การหยามเหยียดฉีกหน้าเขาหรือ
พอหวังเยียนหรันได้ยินหัวข้อขององค์ชายห้าหลี่จงแล้วก็ส่ายหน้า
หัวข้อนี้ไม่ง่ายเลย
เป็นการแต่งกลอนสดบรรยายทิวทัศน์เบื้องหน้า แล้วยังเป็นกลอนห้าอีก ในกลอนต้องมีทิวทัศน์ฤดูหนาว ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อหรือว่าข้อจำกัดของฉันทลักษณ์กลอนห้า หากคิดจะแต่งกลอนบทนี้ให้ดี ถึงจะเป็นนางก็ทำในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ได้เหมือนกัน
หลี่จุ่นผู้นี้ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่
“คุณหนู หัวข้อนี้ไม่ง่ายเลยนะเจ้าคะ...” สาวใช้เสี่ยวจูขมวดคิ้วเล็กน้อย
องค์ชายห้าท่านนั้นบอกว่าง่าย แต่มันไม่เห็นจะง่ายเลยนี่!
กลอนบรรยายทิวทัศน์เบื้องหน้า มีความยากที่จะแต่งออกมาให้ดีที่สุด!
เพราะมีข้อจำกัดเยอะ!
ด้วยประการฉะนี้!
พอได้ยินคำพูดของหลี่จง บรรดาผู้มากพรสวรรค์และผู้ทรงความรู้ในหอเหวินชวีก็คิดกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียดทันที
ประเด็นคือหัวข้อทิวทัศน์เหมันต์!
แล้วยังต้องตามภาพที่เห็นข้างหน้าอีก!
ทิวทัศน์เหมันต์ยังพอทำเนา แต่ต้องเหมือนกับภาพเบื้องหน้านี่สิ ข้อกำจัดมีมาก คิดจะแต่งกลอนที่ดี มันไม่ง่ายเลย...
แต่ถ้าแต่งกลอนบทนี้ได้ดี ต้องได้รับการยอมรับจากองค์ชายสามและองค์ชายห้าแน่ ถึงตอนนั้นก็คือการยืดอกก้าวสู่เส้นทางอันรุ่งโรจน์อย่างไม่เปลืองแรง!
ดังนั้นชายหนุ่มระดับล่างที่มีปณิธานอยากเป็นขุนนางเหล่านี้ จึงพากันเริ่มเค้นมันสมองคิด
หวังเยียนหรันก็คิดหนักอยู่ในใจเหมือนกัน
“น้องหก เป็นอย่างไร หัวข้อนี้ง่ายมากกระมัง”
พอหลี่จงกำหนดหัวข้อแล้วก็ทำหน้าอมยิ้ม มองหลี่จุ่น
ในใจกลับแสยะยิ้ม!
หลี่จุ่นเอ๋ยหลี่จุ่น เจ้ามันคนไม่เอาถ่าน เจ้าเนี่ยนะจะคิดกลอนห้าบรรยายทิวทัศน์เบื้องหน้าได้
ฝันเฟื่องสิ้นดี!
การเดินทางไปเมืองหลินซุ่นนี้ เจ้าได้ไปแน่!
คนไม่เอาถ่านที่เกิดจากนางกำนัล กลับเรียกขานเป็นองค์ชายร่วมกับเขา ช่างทำให้คนดูถูกนัก!
แต่เยี่ยมไปเลย!
วันนี้ไอ้คนไม่เอาถ่านต้องไปจากเมืองหลวงแน่แล้ว!
เขากับพี่สามวางแผนอยู่ที่เมืองหลินซุ่นไม่น้อย ถ้าไอ้โจรนั่นเอาชีวิตหลี่จุ่นไม่ได้ ก็จะมีคนกำจัดมันเอง!
หลี่จุ่น จบฐานะองค์ชายในชาตินี้ที่เมืองหลินซุ่นนั่นเถอะ!
หลี่จงจิตใจเหี้ยม
หลี่จุ่นสีหน้าสงบ ยืนเอามือไพล่หลัง
ชุดคลุมขนปุยสีขาวปานหิมะ ทำให้เขามีท่วงทำนองบริสุทธิ์พ้นกิเลสเยี่ยงเทพเซียนที่ไม่บริโภคอาหาร พาลให้หญิงสาวในงานรู้สึกสงสารอยากทะนุถนอม
นัยน์ตางามของหวังเยียนหรันก็กำลังจดจ้องอยู่เหมือนกัน ยากจะละสายตา
“ขอบคุณพี่ห้าที่ดูแลเป็นพิเศษ หัวข้อนี้...ง่ายจริง ๆ นั่นแหละ”
พอหลี่จุ่นเอ่ยปากก็ตะลึงไปทั่วทั้งงานทันที
ผู้มากพรสวรรค์และผู้ทรงความรู้รอบงานต่างทำหน้าทึ่ง
นี่มันง่ายรึ
ล้อเล่นจริง ๆ หรือว่าล้อเล่นปลอม ๆ
“ง่ายรึ”
นัยน์ตางามของหวังเยียนหรันจับจด เผยอริมฝีปากแดงเล็กน้อย เหนือความคาดหมายนิด ๆ
หลี่จุ่นรู้สึกว่าง่ายหรือ
“ฮ่า ๆ ๆ น้องหก อารมณ์ขันโดยแท้!”
พอองค์ชายสามเห็นว่าคนทั้งงานตกตะลึงเพราะคำว่าง่ายของหลี่จุ่นแล้ว ก็มีสีหน้าอึ้ง ๆ เหมือนกัน แต่ไม่นานก็ส่งเสียงหัวเราะ “คิดไม่ถึงว่าที่แท้น้องหกจะอารมณ์ขันเช่นนี้ ทำไมเมื่อก่อนไม่เคยรู้เลยนะ”
หลี่จุ่นพูดเรียบ “พี่สามชมเกินไปแล้ว”
หลี่เฉียนหัวเราะแล้วโบกมือพูด “น้องหก เจ้ารีบแต่งกลอนเถอะ ข้า น้องห้ากับเสิ่นไท่ฟู่จะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าที่นี่นานไม่ได้นะ ดังนั้นจำกัดเวลาเจ้าหนึ่งก้านธูปก็แล้วกัน”
มีคนจุดธูปอยู่ข้าง ๆ ทันที
พอพูดออกมา ทุกคนก็เอ็ดอึงฉับพลัน
กลอนห้าที่บรรยายทิวทัศน์เบื้องหน้ายากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตอนนี้ยังให้เวลาแค่หนึ่งก้านธูปอีก นี่ไม่ใช่จงใจหาเรื่องหรือ
เหล่าผู้มากพรสวรรค์และบัณฑิตขมวดคิ้วพลัน ขมวดมุ่น
หวังเยียนหรันที่ขึ้นชื่อว่าเป็นยอดหญิง เวลานี้ดวงหน้างามวิไลเปลี่ยนไปเล็กน้อย
แต่งกลอนบทนี้ในหนึ่งก้านธูป นางก็ทำไม่ได้เหมือนกันนะ!
อย่าพูดถึงหลี่จุ่นเลย!
ดังคาด งานชุมนุมกลอนในวันนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความลำบากให้กับองค์ชายหกผู้ไม่เป็นที่นิยมชมชอบท่านนี้โดยเฉพาะ
หวังเยียนหรันละทิ้งความคิดที่จะแต่งกลอนบทนี้แล้ว เงยหน้ามองหลี่จุ่น
กลับเห็นหลี่จุ่นยังหน้านิ่งเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนสักนิด
รู้สึกประหลาดใจชั่วขณะ
องค์ชายหกท่านนี้มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมจริง ๆ หรือคิดจะปล่อยเลยตามเลยกันนะ
“ไม่ต้องหนึ่งก้านธูปหรอก เจ็ดก้าวข้าก็แต่งกลอนได้แล้ว!”
หลี่จุ่นมองธูปที่จุดอยู่ หัวเราะเสียงเย็นทันที จากนั้นก็กล่าวคำพูดที่ทำให้คนตะลึง!
เจ็ดก้าวเป็นกลอน?
ทุกคนตกตะลึง!
หลี่เฉียนและหลี่จงที่อยู่ชั้นบนขมวดคิ้วฉับพลันเหมือนกัน
ไอ้นี่ ปากเก่งจริงนะ!
เสิ่นคั่วไท่ฟู่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ส่ายหน้าเหมือนกัน เจ็ดก้าวเป็นกลอนรึ
ถึงจะเป็นเขาก็ทำไม่ได้เหมือนกัน!
องค์ชายหกคนนี้เป็นคนไม่เอาไหนจริง ๆ มีแต่ลมปาก ดูท่าคงจะปล่อยเลยตามเลยแล้ว!
ขณะที่ทุกคนยังตะลึงกันอยู่ หลี่จุ่นเริ่มย่างก้าวแรกออกไปแล้ว พร้อมกับพูดว่า
“พันขุนเขา...ไร้นกบิน”
หือ?
พันขุนเขาไร้นกบิน?
เหมือนว่าจะเข้าท่าอยู่เหมือนกันนะ!
สีหน้าของทุกคนเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย
จากนั้นหลี่จุ่นก็ย่างก้าวที่สองและที่สาม เสียงขับกลอนทุ้มหนักออกมาจากปากของเขาอีกครั้ง
“หมื่นทาง...ไร้เท้าคน”
หือ!
พันขุนเขาไร้นกบิน หมื่นทางไร้เท้าคน!
เข้าใจง่าย ชัดเจน จินตภาพกว้างไกล!
สมดุล เป็นระเบียบ!
สัมผัสคล้องจอง!
แล้ว...นี่ไม่ใช่การบรรยายตามทิวทัศน์บนคูเมืองนั่นรึ
พันขุนเขารอบเมืองหลวงไม่พบเงาปักษา เส้นทางหมื่นลี้ไม่พบรอยคน
เหมือนดังภาพ!
หวังเยียนหรันเปลี่ยนสีหน้าฉับพลัน เสิ่นคั่วไท่ฟู่ก็ด้วย!
ทุกคนเปลี่ยนสีหน้ากันหมดแล้ว
หลี่เฉียนและหลี่จงหน้าตึง
ไอ้คนไม่เอาถ่านคนนี้ แต่งกลอนเป็นจริงรึ!
เวลานี้ หลี่จุ่นย่างก้าวที่สี่ที่ห้าแล้ว!
“เรือโดดเดี่ยว ชายชราสวมเสื้อหญ้าแฝกหมวกกุ้ยเล้ย”
หลี่จุ่นย่างก้าวที่หกและเจ็ดอย่างต่อเนื่อง สีหน้าเข้ม มุมปากเผยอารมณ์อ้างว้างเล็กน้อย พกพาความเย้ยหยันอีกนิด ๆ ด้วย กล่าวท่อนสุดท้ายออกมา
“ตกปลาเดียวดาย...”
“ในแม่น้ำเย็นเยือกยามหิมะโปรย”
ตกปลาเดียวดายในแม่น้ำเย็นเยือกยามหิมะโปรย?!
น้ำเสียงหลี่จุ่นทุ้มต่ำ กล่าวท่อนสุดท้ายออกมาช้า ๆ
“กลอนบทนี้ชื่อว่าหิมะพิทักษ์เมือง”