เจ้าตัวเล็กกับลุงทั้งแปด: ตอนที่ 4 จะทิ้งเธออีกครั้งไหม ตอนที่ 4
หลินเฟิงถามคนไปทั่ว ทุกคนต่างบอกว่าไม่รู้
พวกเขาตัวสั่นระริกอยู่ตรงทางเดินอันแสนเย็นยะเยือกอยู่อย่างนั้น คนตระกูลซูก็ไม่ยอมพบพวกเขาอีก พวกเขารู้สึกเพียงแค่ทรมานสุดๆ
นายหญิงหลินแอบหนีไปเป็นคนแรก “ฉันจะไปดูชิ่นซิน...”
มู่ชิ่นซินเองก็อยู่โรงพยาบาลนี้เช่นเดียวกัน แต่อยู่ตึกสูตินรีเวชอีกตึกหนึ่ง
หลินเฟิงกับคุณท่านหลินเองก็ทนไม่ไหว แต่ไม่กล้าไป ทำได้เพียงแค่อดทนรอทื่อๆ ไปอย่างนั้น...
ในใจของพวกเขาพร่ำบ่นไม่หยุด หารู้ไม่ นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น!
ข้างหูซู่เป่าได้ยินแต่เสียงตื๊ดๆๆ จากเครื่อง มีเสียงคนพูด แต่ก็เลือนรางเป็นอย่างมาก
แต่มีเสียงหนึ่งที่ดังอย่างชัดเจน
(ซู่เป่า เสี่ยวซู่เป่า...นี่ เป๋าน้อย!)
(รีบฟื้นขึ้นมาสิ หืม ถ้าเจ้ายังไม่ฟื้นอีกข้าจะ...)
เสียงนั้นดังหึ่งๆ ซู่เป่ารู้สึกราวกับมีฝูงผึ้งมาพูดอยู่ข้างหูของเธอ เสียงดังหนวกหูนิดหน่อย
เสียงนี้เป็นเสียงของใครกันแน่
ขนตาของซู่เป่าสั่นเครือ ในที่สุดก็ลืมตาขึ้นมา ภาพที่เข้ามาในดวงตาคือผนังสีขาวราวหิมะ
รอบเตียงรุมล้อมไปด้วยคนกลุ่มหนึ่ง เธอเม้มปาก มองรอบๆ อย่างระวัง
ซูอี้เซินตื่นเต้นที่สุด เอ่ยปากขึ้นเป็นคนแรก “ซู่เป่า เธอตื่นแล้ว! ฉันคือลุงเล็กไง...”
คนอื่นในตระกูลซูต่างไม่กล้าหายใจแรง มองไปที่ซู่เป่าอย่างตื่นเต้น
เสี่ยวซู่เป่าสับสนเป็นอย่างมาก “ลุงเล็กเหรอคะ”
ใบหน้าเล็กๆ อันงดงามของเธอไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาได้เลย ดูสีหน้าไร้ชีวิตชีวา ราวกับตุ๊กตาเซรามิกแสนเปราะบางอย่างนั้น
เสียงลุงเล็กนี้ยิ่งเหมือนกับพูดคำศัพท์เดิมซ้ำๆ
คุณท่านซูฉีกยิ้ม เสี่ยวซู่เป่าผอมแห้ง เธอนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย เตียงผู้ป่วยใหญ่อย่างเห็นได้ชัด เธอตัวเล็กนิดเดียว
ทำให้คนปวดใจจนแทบจะหายใจไม่ได้
ซูอี้เซินลดเสียงลง พูดอย่างเสียงนุ่มนวลว่า “ซู่เป่า ฉันคือพี่ชายเล็กของแม่เธอ ชื่อซูอี้เซิน ก่อนหน้านี้เธอโทรหาฉัน เธอจำได้ไหม”
ขนตาของซู่เป่าสั่นเครือ นานสองนานในที่สุดก็ตอบอืมเสียงหนึ่ง
เธอจำได้แล้ว...
เธอต่อสาย โทรหาลุงเล็ก
แต่พวกเขาไม่สนใจเธอ
พวกเขาไม่ต้องการเธอไม่ใช่เหรอ
“พวกคุณ...มารับหนูใช่ไหมคะ” ซูเป่าถามอย่างเสียงอ่อนแรง
ชายหนุ่มสองสามคนตรงหน้าเตียงผู้ป่วยพยักหน้าอย่างแรง ซูเยว่เฟยพูดขึ้นว่า “ซู่เป่า ฉันคือลุงสาม เรามารับซู่เป่ากลับบ้าน”
คอของคุณท่านซูราวกับถูกอุดไว้อย่างนั้น สูดลมหายใจลึกๆ ทีหนึ่งถึงพูดขึ้นว่า “ใช่ มารับซู่เป่ากลับบ้าน ต่อไปนี้จะไม่มีใครรักแกหนูได้ ใครรังแกหนูตาจะเอาเรื่องเขาให้ถึงที่สุด”
ซู่เป่ากลอกตามองรอบๆ
กลับบ้านงั้นเหรอ
ซู่เป่าไม่แน่ใจ ว่าหลังจากพาเธอ ‘กลับบ้าน’ แล้ว พวกเขาจะทิ้งเธออีกไหม
จะตีเธออีกไหม จะไม่ให้เธอกินข้าวอีกไหม
เห็นเสี่ยวซู่เป่าเงียบ เหล่าชายหนุ่มตระกูลซูร้อนใจจนไม่ไหว
พวกเขาไม่มีประสบการณ์เลี้ยงเด็กอะไรมาก่อน แต่ละคนต้องดูซูอีเฉินและซูจิ่นม่อ
ซูอีเฉินพี่ใหญ่ก็อายุสี่สิบปีแล้ว มีลูกสองคน ซูจื่อหลินพี่รองก็ปาไปสามสิบแปดแล้ว และมีลูกสองคนเช่นกัน
แต่ซูอีเฉินโอ๋เด็กไม่เป็น เขาลังเลอยู่ชั่วครู่แล้วเอ่ยปากขึ้นว่า “ซู่เป่ากำลังกังวลอะไรเหรอ”
น้ำเสียงของเขาเย็นชาเช่นเคย พอพูดจบก็ถูกพี่น้องคนอื่นถลึงตาทีหนึ่ง
ซูจื่อหลินกระแอมเสียงหนึ่ง เดิมเป็นคนพูดน้อย ครึ่งวันยังไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
ทุกคนต่างร้อนใจจนแทบจะหมุนอยู่ที่เดิม
ซูอี้เซินถอนหายใจ เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้ข้างเตียง ลูบศีรษะของซู่เป่าด้วยความรักและเอ็นดู พูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า “ซู่เป่า บอกลุงเล็กมาสิ ซู่เป่าชื่ออะไรเหรอ”
ซู่เป่ามองเพดาน เงียบไปชั่วครู่ถึงพูดขึ้นว่า “ซู่เป่าไม่มีชื่อ ซู่เป่าก็ชื่อซู่เป่า”
พ่อบอกว่า ขี้เกียจตั้งชื่อให้เธอ รอคุณน้าคลอดน้องชายแล้วค่อยว่ากันละกัน
ฉะนั้นเธอจึงไม่มีชื่อ ซู่เป่าเป็นชื่อที่แม่ตั้งให้
ซูอี้เซินปวดใจเล็กน้อย เด็กที่ไม่มีแม้แต่ชื่อ ตกลงใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลหลินยังไงกันแน่
เขาแอบข่มความโกรธในใจแล้วถามขึ้นว่า “งั้นซู่เป่าบอกลุงเล็กหน่อย ซู่เป่ากำลังคิดอะไรอยู่เหรอ”
ในที่สุดซู่เป่าก็กลอกตากลับมา หันกลับมาอย่างลำบากนิดหน่อย มองไปที่ชายหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าลุงเล็กตรงหน้า
วันนั้น ในโลกของเธอถูกความมืดแช่แข็งเอาไว้ คนตรงหน้าคนนี้กลับทำลายความมืด ราวกับลำแสงผ่าเข้ามา
ปากแบนๆ ของซู่เป่าถามขึ้นมาว่า “ลุงเล็กคะ กลับบ้าน...ซู่เป่าจะมีข้าวกินไหม”
พอพูดประโยคนี้ออกมา ทุกคนในห้องต่างอึ้ง
กลับบ้านจะมีข้าวกินไหม...
ยังไม่ทันได้ตอบกลับไป ซู่เป่าก็ถามด้วยเสียงเบาๆ ว่า “จะตีหนูไหม”
ประโยคสั้นๆ สองประโยค เกือบทำให้คุณท่านซูน้ำตาไหล
ที่แท้เจ้าตัวเล็กก็กำลังกลัวว่าจะไม่มีข้าวกิน กลัวว่าจะถูกตี
ฉะนั้นตอนที่เธออยู่ที่ตระกูลหลิน ตกลงถูกทรมานจนเป็นอะไรไปแล้ว!
กินข้าวก็กินไม่อิ่ม หน้าหนาวก็ใส่เสื้อผ้าไม่อุ่น
ตอนกลางคืนฝันร้ายสะดุ้งตื่นขึ้นมาก็ไม่มีใครอยู่เคียงข้าง หน้าร้อนเมื่อเสื้อผ้าชุ่มไปด้วยเหงื่อก็ไม่มีใครสนใจ
คุณท่านซูหันหลังไป เม้มปากจนทั้งหน้ายู่ลงมา พยายามกลั้นน้ำตา ดวงตาแดงระเรื่อ
เหล่าพี่น้องตระกูลซูต่างโกรธจนกำหมัดแน่น กลัวจะทำให้ซู่เป่าตกใจ แต่ละคนต่างไม่กล้าแสดงสีหน้าออกมาแม้แต่น้อย
ซูอี้เซินคว้ามือน้อยๆ ของซู่เป่า จากนั้นเอาไปแนบหน้าตัวเอง พูดด้วยเสียงแหบว่า “ซู่เป่าเชื่อฟังนะ กลับบ้านไปซู่เป่าอยากกินอะไรก็กินอันนั้น จะไม่มีใครตีเธอ”
“เธอดูสิ นี่คือลุงใหญ่ นี่คือลุงรอง ลุงสาม...พวกเขาเก่งกาจกันมากๆ”
“พวกเราจะปกป้องซู่เป่า จะไม่มีใครทำร้ายซู่เป่าได้อีก”
มือน้อยๆ ของซู่เป่าจับผ้าห่มแน่น ไม่พูดไม่จาอยู่นานสองนาน
ในขณะที่ทุกคนในตระกูลซูต่างคิดว่าเธอจะไม่พูดอะไรอีกนั้น จู่ๆ เธอก็พูดขึ้นมาว่า “อาเล็ก ซูเป่าไม่ได้ผลักคุณน้า คุณพ่อกับคุณปู่ให้ซู่เป่ายอมรับผิด ซู่เป่าไม่ยอม...”
เธอพูดซ้ำๆ อย่างหนักแน่น ใบหน้าเล็กๆ มีความดื้อดึงอยู่บ้าง แววตายังถึงกับมืดมน
ซู่เป่าคิด พวกลุงๆ ชอบเธอจริงๆ เหรอ
แล้วถ้าหลังจากที่รู้ว่าเธอไม่มีทางยอมรับผิด ยังจะต้องการเด็กดื้อไม่ยอมเชื่อฟังอย่างเธอคนนี้ไหม
คอของซูอี้เซินราวกับถูกต้นฝ้ายก้อนหนึ่งขวางเอาไว้ ตามด้วยตาแดงก่ำ คุณท่านซูไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป จึงเช็ดที่หางตา
ซูอีเฉินพูดอย่างใจเย็น “ลุงใหญ่เชื่อว่าเธอไม่ได้เป็นคนทำ เธอไม่ยอมรับก็ถูกต้องแล้ว”
ซูอี้เซินเองก็พยักหน้า “คนที่ผิดก็คือพวกเขา ซู่เป่าไม่ผิด ซู่เป่าทำดีแล้ว”
เมื่อซู่เป่าได้ฟังประโยคนี้ ก็เบ้ปากขึ้นมาโดยพลัน น้ำตาไหลพรากหยดติ๋งๆ ลงมา
ราวกับน้ำตาที่กลั้นไว้มานานสองนาน ในที่สุดก็ไม่เชื่อฟังเธอแล้วก็ไหลพรากลงมาเอง
ใบหน้าของเสี่ยวซู่เป่ายังคงมีความดึงดัน แต่น้ำเสียงกลับสะอึกสะอื้น
“แต่พ่อไม่เชื่อซู่เป่า”
“พ่อบอกว่าซู่เป่าเป็นคนทำให้น้องตาย”
“ปู่บอกว่าถ้าไม่ยอมรับผิด ก็ไม่ต้องปล่อยซู่เป่าออกมา”
ราวกับว่าในที่สุดเด็กน้อยก็มีคนให้ระบายความน้อยเนื้อต่ำใจ ร้องไห้พลางพูดสิ่งเหล่านี้ไปด้วย
ถึงยังไงก็เป็นแค่เด็กอายุสามขวบครึ่ง จะดึงดันยังไง แต่ก็ยังรู้สึกน้อยใจ
ซูอี้เซินพูดอย่างอดกลั้นความโกรธ “เขาไม่คู่ควรจะเป็นพ่อของเธอ!”
ซูอีเฉินปรามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เจ้าแปด!”
ซูอี้เซินทำได้เพียงเงียบปากไป แต่ในใจยังโกรธและหงุดหงิด เมื่อนึกถึงหลินเฟิงที่ตอนนี้ยังรออยู่ด้านนอก ก็คิดอยากจะรื้อเตียงเหล็ก แล้วเอาท่อนเหล็กออกไปตีเขาอย่างแรง
ซู่เป่าพูดมาสองสามประโยค แล้วก็ร้องไห้โฮหนึ่ง ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
นอกห้อง ซูอี้เซินถามขึ้นอย่างเก็บอาการไม่อยู่ “พี่ใหญ่ จะรังแกคนตระกูลหลินแบบนี้เหรอ”
แค่ล้มละลายจะไปพอได้ยังไง!
ซูอีเฉินปลดกระดุมที่ข้อมืออย่างเอื่อยเฉื่อย ค่อยๆ พับแขนเสื้อขึ้น พูดขึ้นอย่างเรียบๆ ว่า “แปดต่อหนึ่ง พอไหม”
แปดรุมหนึ่ง!