เจ้าตัวเล็กกับลุงทั้งแปด
ตอนก่อนหน้า
1 / 1,939

เจ้าตัวเล็กกับลุงทั้งแปด: ตอนที่ 1 ไม่ยอมรับผิดก็คุกเข่าซะ ตอนที่ 1

#1ตอนที่ 1 ไม่ยอมรับผิดก็คุกเข่าซะ

เมืองหลินอัน โซนบ้านเดี่ยวข่ายเสวียนหมายเลขหนึ่ง บ้านตระกูลหลิน

วันนี้เป็นวันเทศกาลหยวนเซียว ทุกที่ต่างประดับประดาไปด้วยผ้าและโคมไฟสวยงาม เสริมความรู้สึกมีชีวิตชีวาให้บ้านตระกูลหลินที่ปกติเย็นยะเยือกขึ้นมาเล็กน้อย

ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องก็ฌ็็อากนาทำลายบรรยากาศยามราตรี

“อ๊า”

มาพร้อมกับเสียงปังๆๆ หญิงสาวท้องโตคนหนึ่งกลิ้งลงมาจากบันได!

ทุกนต่างร้องตกใจ รีบขึ้นไปมุงกันทันที

หลินเฟิงประธานบริษัทตระกูลหลินพูดขึ้นอย่างร้อนใจว่า “ชิ่นซิน คุณเป็นยังไงบ้าง”

หว่างขาของหญิงสาวมีเลือดที่เห็นแล้วน่าตกใจไหลออกมา ใบหน้าซีดเผือด พูดอย่างตื่นกลัวว่า “พี่เฟิง เจ็บจัง..ลูกของเรา...รีบช่วยลูกของเราเร็วเข้า!”

นายหญิงตระกูลหลินลุกลี้ลุกลนเป็นอย่างมาก ถามอย่างไม่ขาดปากว่า “เกิดอะไรขึ้น”

มู่ชิ่นซินน้ำตาไหลพราก มองด้านบนของบันได

ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นไป เห็นเพียงเด็กหญิงอายุประมาณสามขวบครึ่งคนหนึ่งยืนอยู่เหนือสุดของบันได เห็นทุกคนมองมา เธออดไม่ได้ที่จะกอดกระต่ายน้อยในอ้อมอกไว้แน่น

คุณท่านตระกูลหลินโกรธเป็นอย่างมาก “เธอผลักชิ่นซินใช่ไหม!”

เด็กหญิงตัวน้อยเม้มปาก “ไม่ใช่หนู หนูไม่ได้...”

มู่ชิ่นซินร้องไห้ไปพลางพูดเกลี้ยกล่อมไป “ไม่ค่ะ...คุณพ่อ ไม่โทษซู่เป่า เธอเด็กขนาดนั้นยังไม่ประสีประสาอะไร คงไม่ได้ตั้งใจ...”

ประโยคนี้ยืนยัน ‘ความผิด’ ของซู่เป่าให้เป็นจริง

ดวงตาทั้งคู่ของหลินเฟิงดูเย็นชา ไม่ถามแต่พูดไปเลยว่า “ใครก็ได้ เอาเธอไปขังไว้ที่ห้องเล็กใต้หลังคา รอฉันกลับมาค่อยจัดการกับเธอ!”

ทุกคนส่งมู่ชิ่นซินไปโรงพยาบาลอย่างลุกลี้ลุกลน

เสี่ยวซู่เป่าถูกคนลากขึ้นไปชั้นบน รองเท้าข้างหนึ่งหล่นลงมา แต่ใบหน้าเล็กๆ ของเธอทำเป็นเข้มแข็ง ไม่ได้ขอความเมตตาและร้องไห้งอแง

ห้องเล็กใต้หลังคาไม่มีแสงไฟและฮีตเตอร์ ทั้งมืดทั้งหนาว เสียงหน้าต่างปึงปัง ราวกับจะมีสัตว์ประหลาดวิ่งออกมาอยู่ทุกเมื่อ...

ซู่เป่ากอดกระต่ายน้อยในอ้อมอกไว้แน่น ขดตัวอยู่ในซอก

หนาวจัง...

แต่เธอไม่ได้เป็นคนผลักมู่ชิ่นซินจริงๆ ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อเธอเลย

ว่ากันว่าฤดูหนาวไม่หนาวแต่ฤดูใบไม้ผลิกลับหนาว ลมกับหิมะด้านนอกพัดโชยอู้ๆ เล็ดลอดเข้ามาผ่านร่องหน้าต่าง โชยมายังร่างกายของเสี่ยวซู่เป่าชั้นแล้วชั้นเล่า

หนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

หนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนนี้ไม่มีใครสนใจเสี่ยวซู่เป่า ยิ่งไม่มีใครรู้ว่าหนึ่งวันก่อนเธอถูกมู่ชิ่นซินลงโทษ ไม่ได้กินข้าวเลยสักคำ ตอนนี้ตกอยู่ในอาการใจลอย

คุณท่านหลินประกาศไว้ว่า ถ้าเธอไม่ยอมรับผิดก็ห้ามให้เธอออกมา!

“แม่จ๋า...”

ริมฝีปากของเสี่ยวซู่เป่าเย็นจนเป็นสีม่วง สั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ ทำได้เพียงแค่หลับตาแล้วพึมพาว่า “แม่จ๋า...ซู่เป่าไม่ผิด ซู่เป่าไม่ยอมรับ...”

เธอรู้ว่าแม่ป่วยตายไปตั้งแต่ปีที่แล้ว

หลังแม่ตาย พ่อก็หาคุณน้ามาใหม่ ไม่นานคุณน้าก็ตั้งท้องลูก...

คุณน้าคนนี้มีสองหน้า ตอนที่มีคนอื่นอยู่ด้วยคุณน้าจะปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดี แต่ตอนที่ไม่มีคนอยู่ด้วยคุณน้าก็จะเปลี่ยนไปอย่างกับปีศาจ

“แม่...” เสี่ยวซู่เป่าคิด จับหูของตุ๊กตากระต่ายไว้แน่น แล้วเป็นลมล้มพับไป

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ประตูถูกเปิดออกเสียงดังปัง

ใบหน้าของหลินเฟิงเต็มไปด้วยความโกรธ กระชากเสี่ยวซู่เป่าที่สะลึมสะลืออยู่ขึ้นมา แล้วลากลงบันไดไปโยนบนพื้นหิมะข้างนอก!

เสี่ยวซู่เป่าถูกความเหน็บหนาวกระตุ้นจนเนื้อตัวสั่นเทา ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก...

“พ่อคะ...หนูหิว...” เธอพูดออกมาตามสัญชาตญาณ

หลินเฟิงหัวเราะอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “แกทำให้น้องชายที่อยู่ในท้องชิ่นซินตาย แกยังมีหน้ามาบอกว่าหิวอยู่ที่นี่อีกเหรอ! ฉันหลินเฟิงทำไมถึงได้มีลูกสาวจิตใจอำมหิตอย่างแกนะ!”

เสี่ยวซู่เป่าที่หนาวจนแข็งในดวงตาไม่มีการแสดงออกทางสีหน้าใดๆ พูดไม่ออกแล้ว

หลินเฟิงยิ่งเห็นท่าทีนี้ของเธอก็ยิ่งโมโห ทำความผิดแล้วก็ยังทำท่าทีดึงดัน ทำให้ใครดูกัน

อายุก็ยังน้อย แต่ในใจกลับชั่วร้ายถึงขนาดนี้!

“เลี้ยงดูแต่ไม่สั่งสอน! ตอนนี้แกทำให้น้องชายตายได้ โตขึ้นมาไม่ฆ่าคนเหรอ ถ้าวันนี้ไม่อบรมสั่งสอนแกให้ดี ฉันก็ไม่ใช่พ่อแกแล้ว!”

พูดจบเขาก็มองไปรอบๆ คว้าไม้กวาดที่อยู่ในซอกขึ้นมาอันหนึ่ง เหยียบหัวไม้กวาดจนหัก

ไม้หนาสองนิ้วมือตีลงบนตัวเสี่ยวซู่เป่าป้าบๆ เสี่ยวซู่เป่ากรีดร้องขึ้นมาโดยพลันทีหนึ่ง!

“แกจะยอมรับผิดไหม!” หลินเฟิงมองตาขวาง

“ไม่ใช่หนู จริงๆ นะ...ไม่ใช่หนู!” เสี่ยวซู่เป่ากัดริมฝีปาก ใบหน้าเล็กๆ เผยท่าทีดึงดัน

พอได้ฟังหลินเฟิงก็ยิ่งโกรธ “ถ้าไม่ใช่แกถ้างั้นคุณน้าของแกก็ล้มลงมาเองงั้นเหรอ! เธอท้องตั้งหกเดือนแล้ว ล้มแล้วตัวเองจะได้ประโยชน์อะไร!”

เขานึกถึงที่โรงพยาบาลอย่างอดไม่ได้ มู่ชิ่นซิมีเลือดออกในปริมาณมาก หมอได้ลงหนังสือแจ้งความฉุกเฉินมาสองครั้ง แต่ระหว่างความเป็นความตายเธอกลับพูดกับเขาว่าอย่าถือโทษซู่เป่าเลย!

บอกว่าซู่เป่ายังเด็กขนาดนั้น ไม่มีแม่ก็น่าสงสารมากพออยู่แล้ว คงกลัวว่าพอน้องเกิดมาแล้วตัวเองจะไม่มีใครรัก คงไม่ได้ตั้งใจจะผลักเธอ

ยิ่งคิดหลินเฟิงก็ยิ่งโกรธ ตีไปพลางด่าไปด้วย “ยังจะเถียงอีก! ยังจะเถียงอีก!”

ทุกประโยคที่เขาพูด ไม้ก็จะหวดไปที่ร่างของซู่เป่าทีหนึ่ง

เขาตีอย่างแรงมากๆ แม้แต่โทรศัพท์ของตัวเองตกลงมาก็ยังไม่รู้ ตีจนกระทั่งซู่เป่านิ่งไปบนพื้นหิมะเขาถึงหยุด

“แกคุกเข่าอยู่ตรงนี้ซะ! คุณน้าของแกออกจากโรงพยาบาลเมื่อไร แกก็ค่อยลุกขึ้นตอนนั้น!”

พูดจบหลินเฟิงก็ดึงเนกไท โยนไม้ทิ้งจากนั้นก็เดินจากไป

ช่วงนี้เขารำคาญใจมากพออยู่แล้ว บริษัทเกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ ขอร้องให้คนช่วยจัดการขอมาครึ่งเดือนก็ไม่เห็นแม้แต่เงาคน

วันนี้มู่ชิ่นซินก็มาล้มตกจากบันไดอีก ลูกชายหกเดือนแท้งตายตั้งแต่อยู่ในท้อง ต้นกล้าเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลหลินก็ไม่มีแล้ว

สองเรื่องรวมกันทำให้เขาหัวหมุน จะไม่ให้เขาโมโหได้ยังไง ทำได้เพียงระบายอารมณ์ด้วยการตีเสี่ยวซู่เป่าอย่างแรงเท่านั้น

กระต่ายของเสี่ยวซู่เป่าถูกตีจนขาดรุ่ยไปตั้งนานแล้ว เธอลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก แต่ระหว่างเหยียบพื้นหิมะแปะ...

เธอคิดว่า เธออาจจะใกล้ตายแล้ว

ถ้าตายไปจะได้เจอแม่ใช่ไหมนะ

ขณะนี้เอง ข้างหูของเสี่ยวซู่เป่าก็มีเสียงหนึ่งแว่วดังขึ้นมา

(เสี่ยวซู่เป่า รีบโทรหาลุงเล็กของเจ้าเร็วเข้า!)

(ลุงเล็กของเจ้าชื่อซูอี้เซิน เบอร์โทรคือ 159xxxxx…)

“โทร...” เสี่ยวซู่เป่าลืมตา เห็นที่พื้นหิมะมีโทรศัพท์สีดำเครื่องหนึ่ง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เธอตะเกียกตะกายไปอย่างสุดกำลัง

“159...”

เสี่ยวซู่เป่าเนื้อตัวสั่นเทา ใช้นิ้วมือที่แข็งขยับอย่างไม่หยุด ไม่รู้ว่าพยายามอยู่นานเท่าไรถึงจะต่อสายโทรศัพท์ออกไปได้...

ขณะเดียวกัน

ในบ้านโบราณเรือนสี่ประสานแห่งหนึ่งในจิงตู

คุณท่านซูกำลังตำหนิ

“ผ่านไปอีกปีหนึ่งแล้ว ซูอี้เซิน ปีนี้แกบอกว่าจะสอบหัวหน้าแพทย์ให้ได้นี่!”

แปดพี่น้องตระกูลซูก้มหน้า ซูอี้เซินลูบจมูก

คุณท่านซูก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาโดยพลัน และจู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า

“แล้วก็ ตามหามาสี่ปีแล้ว ยังไม่เจอน้องสาวของพวกแกอีกเหรอ”

แปดพี่น้องตระกูลซูสีหน้าเปลี่ยน ทุกคนต่างปิดปากไม่พูด ใบหน้าของเหล่าพี่น้องที่เมื่อกี้ยังฟังหูซ้ายทะลุหูขวาดูเศร้าหมองขึ้นมานิดหน่อยโดยพลัน

ซูจิ่นอวี้น้องสาวของพวกเขาถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเอพีแอลตั้งแต่เด็ก ต้องถ่ายเลือด เฝ้าระวังการติดเชื้อและเปลี่ยนไขกระดูก...

คนตระกูลซูดูแลอย่างระแวดระวังมายี่สิบปี เห็นอาการป่วยของเธอยิ่งร้ายแรงขึ้นทุกวัน กระทั่งส่งผลกระทบต่อความทรงจำของเธอ...

สี่ปีก่อนจู่ๆ เธอก็หลงทางหายไป

ซูอี้เซินเป็นหมอเจ้าของไข้อยู่ที่โรงพยาบาลมะเร็งเสิ่งเฉิง เขาเป็นคนรับผิดชอบการรักษาของซูจิ่นอวี้ทั้งหมด

วันนั้นเขาต้องกู้ชีพผู้ป่วยวิกฤติคนหนึ่ง ก็คือครั้งนั้น...ที่ซูจิ่นอวี้หายตัวไป

สี่ปีมานี้ การตำหนิตัวเองและความเสียใจคอยทรมานเขาอยู่เสมอ ต่อให้มีพรสวรรค์ทางการแพทย์อย่างที่ไม่มีใครเทียบได้แต่สี่ปีนี้ก็ไม่สามารถก้าวหน้าได้เลย

ตระกูลซูมีลูกชายแปดคน มีซูจิ่นอวี้เป็นลูกสาวเพียงคนเดียว

หลังจากที่ลูกสาวหายตัวไป นายหญิงซูก็ป่วยลุกไม่ขึ้นทันที นิสัยใจคอของคุณท่านซูนับวันก็ยิ่งหัวโบราณมากขึ้น

ในใจของทุกคนในตระกูลซูต่างถูกก้อนหินขนาดใหญ่กดเอาไว้ กดเอาไว้จนพวกเขาหายใจไม่ออก

ซูอีเฉินลูกชายคนโตของตระกูลซู คนดูแลอาณาจักรธุรกิจซูซื่อ ทำงานล่วงเวลาเป็นชีวิตจิตใจ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ นับวันสุขภาพก็ยิ่งแย่ลง ต้องกินยาทุกวัน

ซูเยว่เฟยลูกชายคนที่สองของตระกูลซู กัปตันผู้ที่โดดเด่นที่สุดแห่งเซี่ยงไฮ้แอร์ไลน์ เนื่องจากไม่ผ่านขณะพิจารณาด้านจิตวิทยา ปัจจุบันจึงอยู่บ้านพักผ่อนปรับสภาพจิตใจมาสี่ปีแล้ว

ลูกชายคนที่สามแห่งตระกูลซู...

ในห้องถูกความเงียบเข้าครอบงำ

ขณะนี้เอง จู่ๆ โทรศัพท์ของซูอี้เซินก็ดังขึ้นมา!