ลิขิตรักชายาพิษ: ตอนที่ 6 ใช้ปากต่อปากเพื่อดูดออกมา ตอนที่ 6
ครั้งนี้ซู่จื่ออวี๋หาได้ตอบกลับอย่างนิ่มนวลแต่นางกลับหันไปเผชิญหน้าตรงๆ “อานซื่อจื่อยังไม่สิ้นพระทัย เจ้าเอ่ยแช่งออกมาเช่นนี้ นี่เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่?!”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา พระเนตรทั้งสองของพระชายาอ๋องอานเลือนรางไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความหวังขึ้นมาทันใด พระนางคว้ามือของซูจื่ออวี๋และกล่าวอย่างร้อนใจ “เจ้าช่วยเขาได้ใช่หรือไม่ เจ้าจะช่วยลูกซานของข้าได้ใช่หรือไม่?”
ซูจื่ออวี๋ดันมือของพระชายาอานชินอ๋องออกไป ก่อนจะเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าจะทำให้ดีที่สุดที่เหลือสุดแล้วแต่ฟ้าจะลิขิต”
ในตอนที่ทำการช่วยคน ซูจื่อวี๋ในตอนนี้ได้เข้าสู่สภาวะการทำงานของนางในชาติที่แล้วอย่างชัดเจน ถึงแม้จะเป็นหมอด้านพิษวิทยาแต่หัวใจในการรักษาและช่วยเหลือผู้ป่วยนั้นไม่ได้แตกต่างจากหมอทั่วไป
ด้วยจิตใจอันมีเมตตาของความเป็นแพทย์ แน่นอนว่านางต้องพยายามช่วยอย่างสุดกำลัง แต่ชีวิตคนถูกฟ้ากำหนดไว้แล้ว นางจึงไม่สามารถพูดโอ้อวดได้ว่าสามารถช่วยได้อย่างแน่นอน
ซูจื่อวี๋ตรวจดูอาการของซื่อจื่ออานชินอ๋องด้วยความคล่องแคล่วและชำนาญ หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวก่อนจะเอ่ยออกมา “ซื่อจื่อถูกสิ่งของบางอย่างติดอยู่ที่พระศอ ในเวลานี้มันได้ปิดกั้นทางเข้าของอากาศหายใจทำให้แน่นิ่งไป ต้องมีคนดูดมันออกมาจึงจะรอดพ้นจากวิกฤติ”
“ดูดออกมา? ดูดเยี่ยงไร?” พระชายาอานชินอ๋องถามออกมาด้วยความร้อนพระทัย
ซูจื่ออวี๋ตอบกลับ “ดูดออกมาโดยใช้ปากต่อปาก”
พระชายาอานชินอ๋องพูดออกมาทันทีด้วยความกังวลพระทัย “ถ้าเช่นนั้นแม่นางช่วยดูดมันออกมาเร็วๆเถิด”
ซูจื่ออวี๋ตกตะลึงและชี้เข้าหาตัวเองก่อนจะถามออกไป “หม่อมฉัน?”
พระชายาอ๋องอานพยักหน้าซ้ำไปซ้ำมา ในเวลาเดียวกันนั้นคนอื่นต่างพากันมองราวกับเป็นการแสดงที่ดีงาม
มุมปากของซูจื่ออวี๋กระตุก “มันก็สมควรถ้าหากท่านลุงช่วยสะใภ้ที่จมน้ำ แต่ว่านั่นเป็นมันเพราะรอบกายไม่มีผู้ใด แต่ที่นี่มีคนตั้งมากมาย ทำไมต้องเป็นหม่อมฉัน?” ซูจื่ออวี๋มองไปยังชิงโจวเพื่อเรียก “เจ้ามานี่!”
ชิงโจวผงะไปครู่หนึ่งแล้วจึงพูดออกมาด้วยสีหน้าอันขมขื่น “ข้าน้อยมิกล้า”
ท่านนี้เป็นถึงซื่อจื่ออานชินอ๋องเชียว ถ้าถูกแพร่งพายออกไปว่าได้จุมพิตปากต่อปากกับชายหนุ่มแล้ว หลังจากนี้ซื่อจื่อองค์นี้จะเอาหน้าไปวางไว้ที่ไหน?
นางกำนัลเหล่านั้นค่อยๆก้มหน้าก้มตาลงกันทีละคน ไม่ใช่เพราะพวกนางไม่ชอบซื่อจื่ออานชินอ๋อง แต่เพราะพวกนางนั้นเป็นสตรี ถ้าหากได้ใช้ปากต่อปากกับอานชินอ๋อง นั่นจะทำให้พวกนางสูญเสียความบริสุทธิไป อีกทั้งสถานะของพวกนางนั้นต่ำต้อยจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะตบแต่งเข้าไปในจวนของอานชินอ๋อง เกรงแค่ว่าเมื่อถึงเวลานั้นเพื่อที่จะรักษาหน้าของอานชินอ๋อง พวกนางอาจจะถูกทำให้หายไป
พระชายาอานชินอ๋องเข้าใจในความวิตกกังวลของซูจื่ออวี๋ แต่ในตอนนี้เพื่อที่จะช่วยชีวิตของบุตรชายของตน นางจึงมิได้สนใจอันใดนัก พระนางตรัสออกมาอย่างร้อนใจ “คุณหนูซู เพียงแค่เจ้าช่วยลูกของข้า วันนี้ข้าจะให้เจ้าตบแต่งเข้ามาในจวนอานชินอ๋องเพื่อเป็นชายาซื่อจื่อเพื่อไม่ให้ความบริสุทธิของเจ้าต้องด่างพร้อย”
คนทั้งหลายต่างตื่นตระหนก
อานชินอ๋องท่านนี้เป็นอ๋องเพียงท่านเดียวที่ใช้สกุลต่างจากอ๋องท่านอื่นในต้าโจวและยังเป็นพี่น้องร่วมสาบานของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ฐานะอันมีเกียรติอื่นๆก็เกรงว่าแม้แต่องค์ชายหลายพระองค์ก็เทียบไม่ติด
ซูจื่ออวี๋ได้ตกตะลึงงันเช่นกันทั้งยังพูดออกไปโดยไม่รู้ตัวว่า “ไม่...ไม่จำเป็น”
ซูจื่ออวี๋มองไปยังซื่อจื่ออานชินอ๋องด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ช่วยชีวิตคนราวกับเป็นการดับไฟ นางไม่ควรมีความลังเล แต่นางก็ไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตที่เหลือติดอยู่ในนี้เพื่อช่วยชีวิตคน
อานซื่อจื่อท่านนี้ทั้งสูงใหญ่และกำยำ และด้วยแรงของนางนั้นไม่สามารถที่จะใช้วิธีไฮม์ลิคช์เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างฉุกเฉินได้ แผนในตอนนี้มีแต่จะทำให้อานซื่อจื่ออับอายได้
ซูจื่ออวี๋คุกเข่าลงข้างหนึ่งโดยที่อีกข้างยกชันไว้ ทั้งต้นขาและน่องของนางถูกวางทำมุมไว้กับพื้นเก้าสิบองศา หลังจากนั้นเหลือบมองไปยังชิงโจวพร้อมทั้งพูดว่า “เจ้ามานี่ นำอานซื่อจื่อมาวางไว้บนขาของข้า โดยให้คว่ำหน้าลง”
ชิงโจวไม่รีรอ รีบก้าวเข้ามาพยุงร่างของอานซื่อจื่อวางลงบนขาของซูจื่ออวี๋ ซูจื่ออวี๋ใช้หัวเข่าและต้นขาดันเข้ากับส่วนท้องของอานซื่อจื่อ
ขณะที่นางกำลังลงมือช่วยชีวิตคนอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงอันเย็นชาด้วยความเกลียดชังและดุดันของชายคนหนึ่งดังขึ้นมา
“หยุดเดี๋ยวนี้! นี่มันเกี่ยวพันกับชีวิตคน! เจ้ากำลังก่อกวนอันใด?”
ซูจื่ออวี๋หันไปมองยังต้นเสียง ที่แท้นั่นก็เป็นเสนาบดีซู พ่อผู้ไร้ประโยชน์ของตัวเองที่เข้ามาถึงอย่างว่องไว