วิวาห์พลิกชะตา: ชาตินี้ข้าขอแต่งงานกับพระรอง: ตอนที่ 9 ระวัง ตอนที่ 9
เซวียเจียวเย่ว์เจ็บทั้งมือและแก้ม น้ำตาไหลพรากด้วยความน้อยใจ นางคว้างานปักที่ทำค้างอยู่ครึ่งหนึ่งขึ้นมา แล้วเดินออกไปข้างนอก
“เจียวเย่ว์?”
ที่ประตู เซวียเจียวเย่ว์ชนเข้ากับเซวียซุ่ยชวน
“ตัวเองไม่มีความสามารถ ยังมีหน้ามาร้องไห้! ข้าให้กำเนิดคนโง่เง่าอย่างเจ้าได้อย่างไร!” นางโจวด่าไม่หยุด เซวียเจียวเย่ว์ทนฟังต่อไปไม่ไหว นางไม่ทันได้เรียกพี่ชาย ก็รีบวิ่งหนีไปทั้งน้ำตาอย่างรวดเร็ว
เซวียซุ่ยชวนมองตามหลังน้องสาว แล้วเดินเข้าไปข้างใน ถามว่า “ทะเลาะกันอีกแล้วหรือ”
นางโจวกำลังโมโห เมื่อเขาถาม นางก็พรั่งพรูทุกอย่างออกมาทันที “ก็เพราะน้องสาวที่ไม่เอาไหนของเจ้าน่ะสิ! ข้าลำบากวางแผนเพื่ออนาคตของนาง แต่นางกลับเข้าข้างคนนอก! ดูเอาเถอะ เรียกคนอื่นว่าพี่สะใภ้ได้เต็มปาก อีกไม่กี่วันคงจะเต็มใจไปเป็นบ่าวล้างเท้าให้คนอื่น!”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘พี่สะใภ้’ เซวียซุ่ยชวนเลิกคิ้วเล็กน้อย แล้วนั่งลงข้างๆ นางโจว เขาจับมือของนางเบาๆ “เจียวเย่ว์ยังเด็ก ยังไม่เข้าใจอะไรหลายอย่าง ท่านแม่ อย่าได้ถือสานางเลย ส่วนพระชายาอ๋องจิ้งของเรา...”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง มุมปากยกยิ้ม “เดี๋ยวลูกไปดูนางสักหน่อย ท่านแม่ ขอป้ายผ่านทางให้ลูกหน่อยสิ”
เรือนนั้นมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด หากไม่มีป้ายผ่านทาง เซวียซุ่ยชวนย่อมเข้าไปไม่ได้
หากยังฝืนจะบุกเข้าไป ดาบในมือองครักษ์เหล่านั้นคงไม่ไว้หน้าเขาแน่
นางโจวขมวดคิ้ว “เจ้าจะไปดูนางทำไม? ไม่ได้!”
ทว่าตลอดหลายชั่วยามที่ผ่านมา ใบหน้าและเรือนร่างอ้อนแอ้นของเสิ่นเย่าได้วนเวียนอยู่ในความคิดของเซวียซุ่ยชวน รบกวนจนหัวใจของเขากระสับกระส่าย มีหรือที่เขาจะยอมแพ้ง่ายๆ
เขาเกลี้ยกล่อมอย่างอดกลั้น “ท่านแม่ ท่านโมโหที่นางไม่ยอมมาคำนับท่านไม่ใช่หรือ ในเมื่อท่านแม่เป็นผู้ดูแลจวน จะลดตัวลงไปหานางได้อย่างไรกัน จะใช้พวกบ่าวไพร่ นางย่อมไม่เห็นอยู่ในสายตา มีแต่ลูกเท่านั้นที่ไปได้ ท่านแม่โปรดวางใจ ลูกรับรองว่าพรุ่งนี้นางจะต้องมาคารวะท่านแม่ด้วยความนอบน้อมแน่นอน!”
……
เสิ่นเย่าคลายมวยผม ถอดปิ่นและเครื่องประดับออก หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ ก็เตรียมตัวเข้านอน
ชิงเชวี่ยจัดที่นอนเสร็จแล้วก็ก้าวเดินออกไปด้านนอก ไม่ทันไร นางก็ส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ
เสิ่นเย่าเร่งฝีก้าวออกไปสองก้าว กำลังจะถามว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
ทันใดนั้น มีเสียงหัวเราะของบุรุษดังมาจากด้านนอก “คุณหนูไม่ต้องตกใจ ข้าน้อยเซวียซุ่ยชวน เป็นลูกพี่ลูกน้องของท่านอ๋อง ข้ามิได้มีเจตนาร้าย ดูสิ นี่คือป้ายผ่านทางของข้า”
เสิ่นเย่าหน้ามุ่ย
ดึกดื่นขนาดนี้ เขามาทำอะไร?
ข้างนอก ชิงเชวี่ยถามด้วยความระแวดระวัง “ดึกดื่นเช่นนี้ ไม่ทราบว่าคุณชายเซวียมาที่นี่ด้วยเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ”
เซวียซุ่ยชวนตอบกลับอย่างอารมณ์ดี “ข้ามีเรื่องสำคัญอยากจะหารือกับพี่สะใภ้”
ชิงเชวี่ยปฏิเสธทันทีโดยไม่ลังเล “พระชายาเข้านอนแล้ว คุณชายเซวียกลับไปก่อนเถอะ”
เซวียซุ่ยชวนกลับดื้อรั้น “เรื่องสำคัญมาก รบกวนแจ้งพี่สะใภ้ด้วย!”
ชิงเชวี่ยยังคงหนักแน่น “ข้ารับใช้พระชายามาตั้งแต่เล็ก รู้ดีว่าเมื่อพระชายานอนหลับไปแล้ว คงปลุกให้ตื่นไม่ได้ง่ายนัก หากคุณชายเซวียมีเรื่องสำคัญจริงๆ โปรดมาแต่เช้าตรู่ในวันพรุ่งนี้ดีกว่าเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงของนางมั่นคง ไม่เปิดช่องให้ต่อความ
เซวียซุ่ยชวนเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วยิ้มอีกครั้ง “ดีละ เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าข้าจะมาใหม่”
ชิงเชวี่ยที่อยู่ด้านนอกรู้สึกโล่งใจ
เสิ่นเย่าที่อยู่ในห้องก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะเดินไปที่เตียง
ทว่าทันใดนั้น มีเสียงกรอบแกรบดังขึ้นมาจากหน้าต่างทางทิศตะวันตก
นางหันไปมองตามเสียง เห็นเงาตะคุ่มกำลังผลักบานหน้าต่าง แล้วปีนเข้ามาจากด้านนอก!
เสิ่นเย่าร้อง ‘แย่แล้ว’ อยู่ในใจ เงาตะคุ่มนั้นก้าวเดินเข้ามาสองก้าว แสงเทียนข้างเตียงส่องให้เห็นใบหน้ากรุ้มกริ่มไร้ยางอายชัดเจน
“พี่สะใภ้โกหกข้าจริงๆ ด้วย”
เสิ่นเย่าไม่มีเวลาคิดมาก รีบร้องเรียกขอความช่วยเหลือทันที แต่ดูเหมือนเซวียซุ่ยชวนจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาก้าวพรวดพราดเข้ามา แล้วปิดปากนางไว้แน่น “ชู่ว์…”
เรื่องแบบนี้ เขาทำมาหลายครั้งแล้ว ช่ำชองยิ่งนัก
“พี่สะใภ้ อย่าเอะอะไป! เกิดมีคนเข้ามาเห็นท่านกับข้าอยู่ในห้องเดียว ถ้าข่าวแพร่สะพัดออกไป คงไม่งามนัก อีกอย่าง ท่านคิดจะครองตัวเป็นหม้ายไปชั่วชีวิตหรอกหรือ”
เสิ่นเย่าพยายามดิ้นรน แม้ว่านางจะเคยฝึกวรยุทธ์กับบิดาและพี่ชายมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดก็ยังสู้แรงของบุรุษวัยฉกรรจ์อย่างเซวียซุ่ยชวนไม่ได้
เมื่อรู้สึกถึงการต่อต้านของนาง ลมหายใจของเซวียซุ่ยชวนก็เร็วขึ้นเล็กน้อย เขาปลอบโยน “พี่สะใภ้ ท่านยังไม่เคยลิ้มรสแห่งความสุขระหว่างบุรุษสตรี ท่านเลยไม่คิดอยากลอง ขอแค่ได้ลองสักครา ต่อไปท่านจะถวิลหาข้าทุกคืนวันอย่างแน่นอน หืม?”
เขาก้มศีรษะลงต่ำ สายตาที่เต็มไปด้วยความกำหนัดจับจ้องใบหน้าของเสิ่นเย่า แล้วเขาก็หัวเราะเบาๆ เมื่อพบว่านางกำลังจ้องมองเซี่ยยวนที่อยู่บนเตียง “พี่สะใภ้วางใจเถอะ พี่ชายไม่รู้หรอก พวกหมอหลวงและบรรดาหมอมีชื่อเสียงทั่วแผ่นดินล้วนมาตรวจดูกันหมดแล้ว ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาจะไม่มีวันฟื้นตื่นขึ้นมาได้อีก เขาเป็นคนพิการไปแล้ว”
จู่ๆ เสิ่นเย่าก็สวนกลับ กระทืบลงบนเท้าขวาของอีกฝ่ายเต็มแรง
เซวียซุ่ยชวนเจ็บปวด เผลอคลายแรงที่กดรั้งลงเล็กน้อย
เสิ่นเย่ากระชากตัวออกสุดแรง แล้วตะโกนไปทางประตู “ชิงเชวี่ย! ชิวซาน!”
พวกเขาไม่มีทางพุ่งพรวดมาได้ในทันที ยังมีระยะห่างจากจุดนี้ไปถึงประตูอีก เสิ่นเย่ารู้ว่าตัวเองคงวิ่งหนีเซวียซุ่ยชวนไม่พ้น ดังนั้น นางจึงล้มเลิกความคิดที่จะวิ่งหนีไปทางประตู แต่รีบวิ่งไปยังชั้นวางของโบราณที่อยู่ด้านข้างแทน
บนชั้นวาง มีกระบี่เหล็กเล่มหนึ่งวางอยู่
ชิวซานเคยบอกว่านี่คืออาวุธคู่กายของเซี่ยยวนยามออกศึก
เสิ่นเย่าเป็นบุตรีในตระกูลแม่ทัพ จะยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร
เซวียซุ่ยชวนมองอย่างขบขัน “พี่สะใภ้ แน่ใจหรือว่าจะเรียกพวกเขาเข้ามา ข้าไม่อยากให้คนนอกเห็นท่านกำลังซุกอยู่ในอ้อมแขนของข้าในสภาพที่เสื้อผ้าอาภรณ์หลุดรุ่ย… ฟังข้านะ พี่สะใภ้ เดี๋ยวให้พวกเขาถอยออกไป แล้วเราจะอยู่กันที่ข้างเตียงของพี่ชาย ดีไหม เขาไม่รู้หรอก แล้วข้ากับท่านจะสนุกสุดเหวี่ยงไปด้วยกัน…”
“หุบปาก!”
เสิ่นเย่าตะคอก นางใช้สองมือยกกระบี่เหล็กขึ้นมา
ในอดีตนางไม่ใช่ไม่เคยจับอาวุธของบิดาและพวกพี่ชาย แต่นางคิดไม่ถึงว่า กระบี่เล่มนี้จะหนักจนน่าตกใจขนาดนี้
นางยกมันขึ้นมาอย่างยากลำบาก มือสั่นระริกแทบควบคุมไม่ได้
และเป็นเพราะใจจดจ่อจนเกินไป นางจึงมิทันเห็นความผิดปกติบนเตียง
นางทำได้เพียงกัดฟันกำด้ามกระบี่ไว้แน่น จ้องเขม็งเซวียซุ่ยชวนที่อยู่ตรงหน้า
หากเขากล้าเข้ามา นางจะสังหารเขาด้วยกระบี่เล่มนี้!
เดิมทีเซวียซุ่ยชวนหาได้สะทกสะท้าน ทำหน้าทะเล้น คิดจะสืบเท้าก้าวเข้ามาใกล้
แต่จู่ๆ ไม่รู้ว่าเขาเห็นสิ่งใด สีหน้าของเขาถึงได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ราวกับเห็นบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด ในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา สองขาก้าวถอยหลังไม่หยุด
ภายใต้ความประหลาดใจ เสิ่นเย่ากลับได้กลิ่นสมุนไพรจางๆ
นางค่อยๆ หันศีรษะไปมองด้านข้าง จากมุมนี้ นางเห็นริมฝีปากบางสีซีดก่อนเป็นอย่างแรก เมื่อไล่สายตาขึ้นไป ก็เห็นดวงตาเรียวยาวคมกริบคู่หนึ่ง
เปลือกตาบาง หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อย ชวนให้รู้สึกห่างเหินและน่าเกรงขาม
ทว่าเมื่อดวงตาสีดำสนิทหันมาหานาง ประกายความคมกริบกลับลดลง ค่อยๆ แทนที่ด้วยระลอกคลื่นแห่งความอ่อนโยนแทน
เสิ่นเย่าตกตะลึง หัวใจสะดุ้งวาบ จนกระบี่เหล็กเกือบจะหลุดร่วงจากมือ
เซี่ยยวนตวัดมือขึ้นทันควัน ประคองข้อมือของนางไว้มั่น ช่วยแบ่งเบาน้ำหนักส่วนใหญ่ให้นาง
“ระวัง”
นานมากแล้วที่ไม่ได้เปล่งวาจา เสียงของเขาจึงแหบพร่าแห้งผาก แต่เมื่อกระทบหูของเสิ่นเย่า กลับทำให้นางรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด
“ตึง” ด้วยความตกใจสุดขีด เซวียซุ่ยชวนทรุดฮวบก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
“พะ…พะ…พี่…พี่ชาย!”