วิวาห์พลิกชะตา: ชาตินี้ข้าขอแต่งงานกับพระรอง

วิวาห์พลิกชะตา: ชาตินี้ข้าขอแต่งงานกับพระรอง: ตอนที่ 5 มีชายหนุ่มนอนอยู่ข้างกาย ตอนที่ 5

#5ตอนที่ 5 มีชายหนุ่มนอนอยู่ข้างกาย

โต๊ะเครื่องแป้งถูกจัดวางไว้ในห้องข้างเคียง ดูก็รู้ว่าเพิ่งซื้อมาใหม่ ทำจากไม้หนานมู่ ฝีมือประณีต เนื้องามเป็นมันวาวไปทั้งหลัง

ด้านบน มีกระจกทรงดอกกระจับใสกระจ่างวางอยู่ พร้อมทั้งตลับเครื่องแป้งลวดลายอ่อนช้อย

“ท่านอ๋องไม่ได้เห็นรูปโฉมของคุณหนูในวันมงคลเช่นนี้ ช่างน่าเสียดายจริงๆ”

ชิงเชวี่ย สาวใช้ที่ติดตามมาจากบ้านเดิมของเสิ่นเย่าเปรยขึ้นอย่างแผ่วเบา ในขณะที่กำลังปลดปิ่นปักผมให้นาง

เสิ่นเย่ายิ้มจางๆ “ไม่มีอะไรน่าเสียดายหรอก บนโลกนี้ สตรีงามมากมายราวกับหมู่เมฆ ข้าไม่ได้โดดเด่นอะไรเลย”

นางมีอายุเพียงสิบเจ็ดปี ในขณะที่เซี่ยยวนอาวุโสกว่านางถึงสิบปี

สิบปีที่มากกว่านั้น เซี่ยยวนย่อมเคยพบพานหญิงงามมามากมาย ทั้งอ่อนหวาน ทั้งพริ้มพราย เยี่ยงนั้นแล้ว ใบหน้าของเสิ่นเย่าคงธรรมดาเกินไปในสายตาเขา

แต่กระนั้น แม้จะมีหญิงงามมากมายอยู่รอบตัว แต่เซี่ยยวนก็ยังครองตัวเป็นโสดมานานหลายปี

ลือกันว่าเขามีนางในดวงใจอยู่แล้ว

เสิ่นเย่านึกภาพไม่ออกเลยว่า สตรีที่ทำให้อ๋องจิ้งลุ่มหลงได้ถึงเพียงนี้จะต้องมีความงามที่น่าทึ่งเพียงใด

หลังจากชำระล้างร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว เสิ่นเย่าก็ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดนอนสีขาวนวลราวกับแสงจันทร์

ชิวซานได้นำหมอนและผ้าแพรใหม่เอี่ยมมาปูไว้ข้างกายเซี่ยยวน

เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ บ่าวไพร่ก็ถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่

เสิ่นเย่าขึ้นเตียงอย่างแผ่วเบา แล้วนอนลงเคียงข้างเซี่ยยวน

เตียงหลังนี้กว้างขวางพอที่จะเว้นให้ทั้งสองมีระยะห่างกันพอสมควร เสิ่นเย่าได้กลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ รวมถึงสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของเซี่ยยวน

เฉกเช่นเดียวกับบิดาและพี่ชายของนาง เซี่ยยวนฝึกฝนร่างกายอย่างต่อเนื่องมาเนิ่นนาน อุณหภูมิบนร่างกายจึงสูงกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย

เสิ่นเย่าพลิกตัวตะแคง

ยามนี้รัตติกาลมืดมน แสงจันทร์เลือนราง ทว่าเทียนมงคลยังคงลุกโชน สาดส่องให้ห้องสว่างไสว

ใต้แสงเทียนสีอบอุ่น เสิ่นเย่าจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเซี่ยยวน

โครงหน้าคมชัดดุจแนวภูผา ขนตาดกดำทอดเป็นเงาบางๆ

เพราะหลับใหลมาเป็นเวลานาน ริมฝีปากของเซี่ยยวนจึงซีดเซียว มีตอหนวดสีเขียวจางๆ ปรากฏอยู่ที่ใต้คาง

เสิ่นเย่าจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเปรยขึ้นอย่างแผ่วเบาว่า “ต้องขออภัยจริงๆ ที่เอ่ยปากจะแต่งงานกับท่านในยามที่ท่านหลับใหลไม่ได้สติ…”

“เปรี๊ยะ” เสียงประกายเพลิงจากไส้เทียนประทุขึ้นไม่ไกล

เสียงของเสิ่นเย่าขาดหายไปชั่วขณะ “แต่ข้าสัญญา ข้าจะดูแลท่านเป็นอย่างดี ข้าจะทำหน้าที่พระชายาอ๋องจิ้งให้สมบูรณ์”

……

เมื่อเทียบกับบรรยากาศรื่นเริงของจวนอ๋องจิ้ง ตำหนักบูรพากลับดูเงียบเหงาซึมเซา

รัชทายาทล้มป่วยมาหลายวัน แม้หมอหลวงจะมาตรวจดูอาการ รวมถึงกินยาไปบ้างแล้ว แต่อาการก็ไม่ทุเลาขึ้น

ฮองเฮาทรงขุ่นเคืองใจ มักจะติเตียนว่ากล่าวอยู่เสมอ จนบ่าวไพร่ในตำหนักบูรพาล้วนอกสั่นขวัญแขวน ก้มหน้าทำงานอย่างระแวดระวัง ไม่กล้าส่งเสียงพูดคุย

ทว่า เซี่ยจิ่งชูมิได้รู้ถึงเรื่องราวเหล่านี้เลย เขาเอนกายนอนนิ่งอยู่บนเตียง สติมึนงงสับสน

เขาฝันถึงพิธีอภิเษก ทว่าเจ้าบ่าวกลับเป็นตัวเขา

วันนั้นฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เสื้อผ้าอาภรณ์รวมถึงรองเท้าชื้นแฉะเปรอะเปื้อน น่าอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง

กระทั่งตอนที่ก้าวเข้าไปในห้องหอ เขาเห็นเสิ่นเย่ากำลังนั่งอยู่บนเตียง

ผมดำขลับถูกรวบเกล้าเป็นมวยสูง เหนือศรีษะสวมมงกุฎหงส์อันวิจิตรตระการตา

ชุดวิวาห์สีแดงเพลิงปักลายวิหคขาวและเมฆมงคล ระยิบระยับพร่างพราวรับกับแสงเทียน

ชุดเจ้าสาวนี้เป็นฝีมือของนาง

บุตรีแห่งจวนแม่ทัพ ไม่ได้สันทัดเพียงการขี่ม้ายิงธนู ศิลปะการวาดภาพและงานฝีมือก็ไม่เป็นรองใคร

ยามนี้สองพวงแก้มของนางแดงระเรื่อ ใบหน้าก้มต่ำเปื้อนรอยยิ้มจางๆ ลักยิ้มข้างแก้มเอ่อล้นไปด้วยความหวานฉ่ำ

เซี่ยจิ่งชูมองนางอยู่เนิ่นนานไม่อาจละสายตา ลืมเลือนสายฝนที่ชวนให้หงุดหงิดรำคาญใจไปโดยสิ้นเชิง ได้ยินเพียงเสียงหัวใจตนเองที่เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ

เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน เบื้องหน้ามืดมัว เห็นเพียงมุ้งม่านไหมสีเขียวเข้มเหนือศีรษะ

เหงื่อผุดซึมไปทั่วทั้งกายจนรู้สึกเหนอะหนะ ผ่านไปพักใหญ่ถึงจะได้สติคืนกลับมา

“องค์รัชทายาททรงตื่นแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”

บ่าวไพร่คนสนิทเดินเข้ามาจากด้านนอก

เซี่ยจิ่งชูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ยามใดแล้ว”

“ยามจอ[1]ใกล้จะสิ้นสุดแล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกไม่นานฮองเฮาก็จะเสด็จกลับมาจากจวนอ๋องจิ้งแล้ว”

จวนอ๋องจิ้ง

เซี่ยจิ่งชูรีบผุดกายลุกขึ้น “วันนี้วันใด”

“วันที่สามเดือนหก เป็นวันอภิเษกสมรสของอ๋องจิ้งกับบุตรีแห่งจวนแม่ทัพพ่ะย่ะค่ะ”

เซี่ยจิ่งชูผงะเล็กน้อย ภาพของเสิ่นเย่าในชุดเจ้าสาวพร้อมรอยยิ้มพริ้มเพราปรากฏขึ้นในใจอีกครั้ง หัวใจปวดร้าวราวกับถูกใครควักบางสิ่งออกไปจากอก

“ฮองเฮาเสด็จ!”

เสียงรายงานดังขึ้นที่นอกประตู

ไม่นานนัก ฮองเฮาก็ก้าวเข้ามา โดยมีแม่นมคอยประคอง

เมื่อเห็นเซี่ยจิ่งชู นางอดไม่ได้ที่จะแสดงความยินดีออกมา “จิ่งชู อาการดีขึ้นแล้วหรือ”

เซี่ยจิ่งชูขานรับจิตใจเหม่อลอย

บ่าวรับใช้จุดเทียนที่อยู่ใกล้ ฮองเฮาทอดพระเนตรเห็นสีหน้าของเซี่ยจิ่งชูไม่สู้ดีนัก ไม่รู้ว่าเพราะยังไม่หายจากความป่วยไข้หรือด้วยสาเหตุประการใด

นางนั่งลงบริเวณขอบเตียง แล้วเอ่ยช้าๆ ว่า “พิธีสมรสของอ๋องจิ้งกับนังหนูตระกูลเสิ่นในวันนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว แม่ก็ถือว่าโล่งใจได้เสียที ต่อจากนี้ไป สิ่งที่แม่ต้องใส่ใจเต็มที่ ก็คือเรื่องการอภิเษกของเจ้า”

เซี่ยจิ่งชูตะลึงไปชั่วขณะ “ลูก…”

“เจ้าเป็นรัชทายาทแห่งตำหนักบูรพา อายุอานามก็เลยวัยสวมมงกุฎมาแล้ว เสด็จพ่อของเจ้าก็ทวงถามอยู่บ่อยครั้ง ขุนนางในราชสำนักต่างก็จับตามอง”

ฮองเฮาตัดบทเขาด้วยรอยยิ้มเมตตา “รอจนเจ้าดีขึ้นแล้ว แม่จะจัดการให้เจ้าเอง ถึงเวลานั้นพวกเราจะค่อยๆ เลือก ยังไงก็ต้องได้คนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นสตรีที่สง่างามอ่อนโยน หรือมีปัญญาและกิริยามารยาทที่ดี ล้วนดีกว่าเสิ่นเย่าทั้งสิ้น”

เมื่อได้ยินชื่อของนาง เซี่ยจิ่งชูก็รู้สึกเจ็บแปลบที่อก

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ถ้อยคำของฮองเฮาก็พรั่งพรูออกมา “ตอนนั้นเมื่อครั้งที่เจ้ายังเล็ก เป็นวัยที่ควรขยันเล่าเรียน แต่เสิ่นเย่ากลับชอบชักชวนเจ้าไปเล่นกับนาง ซ้ำยังแอบพากันหนีไปเที่ยวเล่นนอกวัง จนเจ้าเกือบจะได้รับบาดเจ็บ ตอนนั้นแม่ก็ไม่ค่อยชอบนางแล้ว”

“หลายปีมานี้ เจ้าทุ่มเทให้กับกิจการบ้านเมือง แต่นางกลับเอาแต่เกาะติดเจ้าเหมือนปลิง แม่อยากจะไล่นางออกจากวังไปเสียให้พ้น เพียงแต่เบื้องหลังของนางยังมีจวนแม่ทัพอยู่ แม่จำต้องให้ความเกรงใจ... ตอนนี้คนสกุลเสิ่นตายไปหมดแล้ว นางไม่มีประโยชน์อันใดอีก ยังดีที่นางรู้จักเจียมตัว ไม่หน้าด้านดึงดันจะแต่งงานกับเจ้า”

“จะว่าไป จวนอ๋องจิ้งก็หาใช่วิมานแห่งความสุข อ๋องจิ้งหลับใหลไม่ฟื้น จวนอ๋องก็ถูกญาติพี่น้องพวกนั้นสร้างความวุ่นวายไม่หยุดหย่อน หากไม่ใช่เพราะแม่กดหัวพวกเขาเอาไว้ พิธีสมรสในวันนี้จะราบรื่นได้อย่างไร นับจากนี้ไป เสิ่นเย่าจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากแน่นอน”

เซี่ยจิ่งชูพูดอะไรไม่ออก

เมื่อได้ระบายออกมาจนหมด ในใจก็ปรอดโปร่งขึ้นมาก ฮองเฮาลุกขึ้นยืน “เอาล่ะ เจ้ารีบพักผ่อนเถอะ รีบฟื้นตัวโดยไว แม่จะจัดการให้เจ้าได้พบกับสตรีเหล่านั้น มีแม่อยู่ด้วย ตำแหน่งรัชทายาทของเจ้าจะมั่นคงอย่างแน่นอน”

……

เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างเต็มที่ เสิ่นเย่าก็ตื่นแล้ว

ชิงเชวี่ยเข้ามาช่วยหวีผมให้นาง เมื่อเห็นใบหน้าของนาง ก็รีบทักว่า “พระชายาพักผ่อนไม่เพียงพอหรือเจ้าคะ”

เสิ่นเย่ากะพริบตาช้าๆ “ข้าไม่คุ้นที่นอน”

แถมยังมีผู้ชายนอนอยู่ข้างๆ นางรู้สึกไม่คุ้นเคย จึงนอนไม่ค่อยหลับ

นางมองตัวเองในกระจกเงา พลางนวดคลึงดวงตา “ชิงเชวี่ย เกล้ามวยสูงทรงกลมธรรมดาก็พอ เดี๋ยวพวกเราจะ…”

“พระชายาตื่นแล้วรึ”

เสียงดังขึ้นจากด้านนอก แหบพร่าด้วยวัยชรา ทว่าหนักแน่นเปี่ยมพลัง

เสิ่นเย่าหันไปมอง เห็นแม่นมคนหนึ่งแต่งกายภูมิฐาน

นางไม่ได้ทำความเคารพ มาถึงก็เปิดปากพูดว่า “น้าสะใภ้โจวต้องการให้พระชายาไปพบในเช้าวันแรกหลังจากแต่งงาน”

เสิ่นเย่าเคยได้ยินสถานการณ์ของจวนอ๋องจิ้งมาบ้าง

เซี่ยยวนและฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเป็นพี่น้องร่วมพระมารดาเดียวกัน ต่างก็เป็นโอรสของฮองไทเฮาซูเสียนเหมือนกัน

สกุลเดิมของฮองไทเฮาซูเสียนแซ่เซวีย พระนางมีน้องชายและน้องสาวอย่างละหนึ่งคน น้องสาวแต่งงานกับจวนโหวที่อยู่ห่างไกลถึงหยางโจว ส่วนน้องชายเข้าร่วมกองทัพ ติดตามเซี่ยยวนออกรบ เสียสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือเซี่ยยวน

คงเพราะรู้สึกติดค้าง เซี่ยยวนจึงรับภรรยาและบุตรของน้าชายมาดูแลในจวนอ๋อง

น้าสะใภ้โจวก็คือภรรยาของแม่ทัพเซวีย

เซี่ยยวนกรำศึกอยู่นอกบ้านเป็นนิจ ไม่อาจดูแลจวนอ๋องได้ น้าสะใภ้โจวจึงอาสาเข้ามาช่วยดูแลกิจการในจวน

อีกนัยหนึ่งก็คือ จวนอ๋องจิ้งในยามนี้ล้วนอยู่ภายใต้ ‘การชี้ขาด’ ของน้าสะใภ้โจว

เสิ่นเย่ายังได้ยินมาว่า น้าสะใภ้โจวหมายจะยกบุตรีคนเล็กให้แต่งงานกับเซี่ยยวน ทั้งยังเคยเกริ่นเรื่องนี้ออกมา แต่เซี่ยยวนไม่เห็นด้วย

แล้วเวลานี้ เสิ่นเย่าก็แต่งงานเข้ามา

[1] ยามจอ ‘戌时’ คือเวลา 19.00 น. – 21.00 น. เป็นเวลาเริ่มต้นกลางคืน สุนัขเป็นสัตว์เฝ้ายาม จึงเรียกเวลานี้ว่ายามจอ(สุนัข)

วิวาห์พลิกชะตา: ชาตินี้ข้าขอแต่งงานกับพระรอง: ตอนที่ 5 มีชายหนุ่มนอนอยู่ข้างกาย ตอนที่ 5