วิวาห์พลิกชะตา: ชาตินี้ข้าขอแต่งงานกับพระรอง

วิวาห์พลิกชะตา: ชาตินี้ข้าขอแต่งงานกับพระรอง: ตอนที่ 3 ไปรับเจ้าสาวที่จวนแม่ทัพ ตอนที่ 3

#3ตอนที่ 3 ไปรับเจ้าสาวที่จวนแม่ทัพ

เสิ่นเย่าชะงักเล็กน้อย ไม่เข้าใจในความหมาย “องค์รัชทายาทว่าอะไรหรือเพคะ”

“ในเมื่อเจ้าบอกว่าจะแต่งงานกับเสด็จอาเก้า ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาตอแยกับเราอีก” เซี่ยจิ่งชูพูด “เจ้าทำตัวคลุมเครือเช่นนี้ มีแต่ทำให้เรารู้สึกขยะแขยง”

เสิ่นเย่าชะงักอีกครา ตระหนักได้ทันทีว่าเซี่ยจิ่งชูเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป

ชาติที่แล้วก็มีสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมากมาย เสิ่นเย่ารู้ว่าควรจะแก้ต่าง แต่นางมักจะกังวลว่าการอธิบายของนางจะไม่ดีพอ เกรงว่าเซี่ยจิ่งชูจะชิงชังนางมากขึ้น จึงละล้าละลังมิกล้าเอ่ยปาก

แต่ตอนนี้ นางไม่ได้ชอบเซี่ยจิ่งชูอีกแล้ว เขาจะมองนางเช่นไร ไม่สำคัญอีกแล้ว

ดังนั้น นางจึงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย “รัชทายาท หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะตอแยท่าน หม่อมฉันได้กราบทูลฝ่าบาทไปอย่างชัดเจนตั้งแต่งานเลี้ยงในวันนั้นแล้วว่า หม่อมฉันหาได้มีใจให้ท่านแม้แต่น้อย”

เซี่ยจิ่งชูเลิกคิ้วสูง “อย่างนั้นหรือ แล้ววันนี้เจ้าหลงทางหรืออย่างไร ถึงมาโผล่ที่นี่ได้ แล้วยังบังเอิญมาเจอเราอีก”

“รัชทายาท วันนี้หม่อมฉันมาตามคำเชิญของฮองเฮา หากไม่เชื่อหม่อมฉัน ก็ควรจะเชื่อแม่นมเซี่ยงนะเพคะ”

เซี่ยจิ่งชูตกตะลึง แล้วมองไปยังด้านข้าง

แม่นมเซี่ยงยิ้มเล็กน้อย “รัชทายาท คุณหนูเสิ่น...ได้รับคำเชิญจากฮองเฮาจริงๆ เพคะ…”

นี่คือคนเก่าแก่ข้างกายฮองเฮา เป็นไปไม่ได้ที่จะถูกเสิ่นเย่าติดสินบนให้โป้ปด

เช่นนั้น วันนี้เสิ่นเย่าไม่ได้มาหาเขาจริงๆ

เซี่ยจิ่งชูขมวดคิ้ว ความขุ่นข้องปะทุขึ้นในอก

“หม่อมฉันกำลังจะแต่งงานกับท่านอ๋องจิ้ง ฮองเฮาทรงช่วยดูแลจัดเตรียมเรื่องการอภิเษก วันนี้ที่หม่อมฉันถูกเรียกเข้าวังก็เพื่อเลือกฤกษ์งาม หากองค์รัชทายาทยังไม่เชื่อ ลองเข้าไปทูลถามฮองเฮาดูก็ได้นะเพคะ”

หลังจากพูดจบ เสิ่นเย่ารู้สึกโล่งใจทันที ความปลอดโปร่งแผ่ซ่านไปทั่ว

ทว่าเซี่ยจิ่งชูกลับรู้สึกขุ่นใจบอกไม่ถูก เขาจ้องนางเขม็ง แล้วเอ่ยว่า “เสด็จอาเก้าสลบไสลไม่ได้สติ หมอหลวงต่างคาดเดาว่าเขาจะไม่วันฟื้นตื่นขึ้นอีก เจ้าแต่งงานกับเขา ก็ต้องอยู่เป็นหม้ายไปทั้งชีวิต”

เสิ่นเย่าคิดในใจว่า ชาติที่แล้วแต่งงานกับท่าน ข้าก็เหมือนเป็นหม้ายจวบจนวาระสุดท้ายมิใช่หรอกหรือ

นางไม่ยโสไม่นอบน้อม กระทั่งเผยรอยยิ้มจางๆ ตอบกลับว่า “ขอบคุณรัชทายาทที่ห่วงใย อย่างที่หม่อมฉันได้กราบทูลไปในวันนั้น หม่อมฉันชื่นชมท่านอ๋องจิ้งมานานแล้ว ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างท่านอ๋อง ไม่ว่าจะท่านอ๋องจะฟื้นตื่นหรือไม่ หม่อมฉันก็ยินยอมด้วยใจ”

เมื่อเซี่ยจิ่งชูได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าที่หล่อเหลาก็มืดทะมึนลง

เสิ่นเย่าเรียกแม่นมเซี่ยง “พวกเราไปกันเถอะ อย่าให้ฮองเฮาต้องรอนานเลย”

เซี่ยจิ่งชูยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาจับจ้องแผ่นหลังของนาง ทันใดนั้น ตรงหน้าพลันปรากฏใบหน้าของนางขึ้น ทว่าไม่เหมือนกับความเหินห่างในวันนี้ ใบหน้านั้นดูจะเขินอายเล็กน้อย น้ำเสียงนุ่มนวลกล่าวว่า “องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันดีใจมากที่ได้แต่งงานกับพระองค์...”

ทว่าใบหน้าของเสิ่นเย่าก็เลือนรางไปอย่างรวดเร็ว แตกกระจายราวกับคลื่นน้ำที่สั่นไหว กระทั่งหายไปในที่สุด

เซี่ยจิ่งชูรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นในใจอย่างอธิบายไม่ได้ ราวกับมีบางสิ่งที่สำคัญมากกำลังหลุดลอยไป

……

ภายในตำหนักฉางชิว ฮองเฮาที่รออยู่นานแล้วเผยรอยยิ้มอ่อนโยนและเมตตาออกมาทันทีที่เห็นนาง เพียงแต่รอยยิ้มนั้นช่างตื้นเขิน หาได้มีความจริงใจ

นางกวักมือเรียก “เย่าเย่า ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว เร็วเข้า มานั่งข้างๆ ข้านี่”

เสิ่นเย่าไม่ได้เดินเข้าไปในทันที แต่ย่อกายทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อน “ถวายพระพรฮองเฮา ขอทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน”

ฮองเฮายังคงยิ้ม “เจ้านี่นะ ยังคงขี้เกรงใจอยู่เสมอ…เหตุใดเจ้าถึงเข้ามาคนเดียวเล่า”

เสิ่นเย่ารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังถามว่าเหตุไฉนเซี่ยจิ่งชูถึงไม่เข้ามาด้วย แต่นางแสร้งทำไขสือ ตอบกลับด้วยความโศกเศร้าว่า “จวนแม่ทัพเหลือเพียงหม่อมฉันคนเดียว มิได้มีผู้ใดติดตามมาด้วยเพคะ”

แววตาของฮองเฮาสั่นไหว แล้วกล่าวด้วยความอ่อนโยนว่า “เอาล่ะ อย่าพูดถึงเรื่องเศร้าเลย มาดูฤกษ์ยามกันดีกว่า”

บนโต๊ะด้านหน้า มีกระดาษขาวแผ่นหนึ่งกางอยู่ บนนั้นมีวันที่เขียนไว้สองวัน

วันที่สามเดือนหก และวันที่สิบเก้าเดือนสิบ

วันที่สิบเก้าเดือนสิบคือวันที่เสิ่นเย่าแต่งงานกับเซี่ยจิ่งชูในชาติที่แล้ว

ว่ากันว่าเป็นวันฤกษ์งามยามดี ทว่าวันนั้นกลับมีฝนตกหนัก ขบวนแห่เจ้าบ่าวเปียกปอนเป็นลูกหมาตกน้ำ ตลอดพิธีเป็นไปอย่างทุลักทุเล

ภายหลังผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กล่าวหาว่าเสิ่นเย่าเป็นตัวอับโชค ที่ร้ายกว่านั้น บางคนถึงกับบอกว่านางจะนำภัยมาสู่ราชวงศ์

“ตามความคิดของข้า วันที่สิบเก้าเดือนสิบเป็นวันดีที่สุดแล้ว เลือกวันนี้ดีหรือไม่” ฮองเฮาเสนอ

“ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ” เสิ่นเย่ายิ้มอย่างอ่อนโยน “แต่หม่อมฉันรู้สึกว่าวันที่สามเดือนหกน่าจะดีกว่า”

“บัดนี้เวลาล่วงเลยมากลางเดือนสี่แล้ว หากจัดพิธีในวันที่สามเดือนหก จะไม่เร่งรีบเกินไปหน่อยหรือ”

“ก็เร่งรีบอยู่บ้าง แต่หม่อมฉันอยากจะแต่งงานกับท่านอ๋องจิ้งให้เร็วที่สุด” เมื่อพูดถึงตรงนี้ เสิ่นเย่าก็แสดงสีหน้าเขินอายออกมาได้อย่างเหมาะเจาะ

แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่เซี่ยจิ่งชูเดินเข้ามาในตำหนักพอดี

เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ ฝีเท้าของเขาหยุดชะงัก เผลอขบกรามโดยไม่รู้ตัว

นางกระหายจะออกเรือนไปกับเขาเพียงนี้เชียวหรือ

“จิ่งชูมาแล้ว”

ฮองเฮาแย้มยิ้ม “พอดีเลย เย่าเย่าอยากออกเรือนในวันที่สามเดือนหก แต่แม่ว่าวันนั้นมันเร็วเกินไป ควรจะกำหนดเป็นเดือนสิบจะดีกว่า เจ้าช่วยเกลี้ยกล่อมหน่อยสิ เย่าเย่าเชื่อฟังเจ้าที่สุดแล้ว”

เซี่ยจิ่งชูเหลือบมองเสิ่นเย่า น้ำเสียงเย็นชาแข็งกระด้าง “ในเมื่อนางรีบร้อนจะอภิเษกกับเสด็จอาเก้า พวกเราจะไปขัดขวางความปรารถนาของนางทำไม หากยื้อเวลาออกไปจนถึงเดือนสิบ คนเขาอาจจะแอบด่าเราลับหลังก็ได้”

ถ้อยคำนี้รุนแรงและเสียดแทง

เขานึกว่าเสิ่นเย่าจะรู้สึกขายหน้าหรือเสียใจ แต่นางกลับยิ้มจนตาหยี “องค์รัชทายาทกล่าวได้ถูกต้องแล้ว เช่นนั้นก็กำหนดพิธีเป็นวันที่สามเดือนหกก็แล้วกัน ขอเชิญองค์รัชทายาทเสด็จมาในงานเลี้ยงด้วยนะเพคะ”

แววตาของเซี่ยจิ่งชูมืดมิดลงและอันตรายมากขึ้น เขายิ้มเยาะที่มุมปาก แล้วกล่าวกับฮองเฮาว่า “ลูกมีธุระ ต้องขอตัวไปสะสางก่อน”

“ดีแล้ว อย่าหักโหมจนดึกจนดื่น พักผ่อนให้เร็วหน่อย”

เซี่ยจิ่งชูตอบรับอย่างเรียบเฉย แล้วหมุนกายเดินจากไป

เสิ่นเย่าก็เตรียมจะทูลลา แต่ฮองเฮาพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ “จริงสิ เย่าเย่า”

เสิ่นเย่าหันกลับไปมองนาง

“เจ้าก็รู้ว่าอ๋องจิ้งยังคงไม่ได้สติ ถึงเวลานั้นเกรงว่าจะไม่สามารถไปรับเจ้าสาวที่จวนแม่ทัพได้ คงต้องมอบหมายให้ใครสักคนทำหน้าที่แทน” ฮองเฮาใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง “ตามธรรมเนียมแล้ว ผู้ที่จะทำหน้าที่รับเจ้าสาวแทนจะต้องเป็นผู้ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ข้าคิดว่าให้จิ่งชูไปแทน เจ้าเห็นว่าเป็นอย่างไร”

เสิ่นเย่าส่ายศีรษะทันทีโดยไม่ต้องตรึกตรอง “องค์รัชทายาทมีภารกิจมากมาย หม่อมฉันไม่กล้ารบกวน ฮองเฮาเลือกเชื้อพระวงศ์คนอื่นดีกว่า ซื่อจื่อ[1]แห่งจวนอ๋องรุ่ยก็ดูเหมาะสม เขาก็ยังไม่ได้แต่งงาน อายุยี่สิบปีพอดี ผ่านพ้นพิธีสวมมงกุฎ[2]แล้วเพคะ”

หากปล่อยให้เซี่ยจิ่งชูไปรับเจ้าสาวแทน เขาจะต้องประชดประชันถากถางนางอีก

ฮองเฮาพยักหน้าเบาๆ “ก็ดี”

ระหว่างทางกลับจวนแม่ทัพ เสิ่นเย่าหวนคิดถึงเรื่องราวในวัยเยาว์

ท่านปู่ของเสิ่นเย่าเป็นครูสอนขี่ม้าและยิงธนูให้เซี่ยจิ่งชู เขามักจะพาเสิ่นเย่าเข้าออกวังอยู่เป็นเนืองๆ จึงถือได้ว่านางเติบโตมาด้วยกันกับเซี่ยจิ่งชูจริงๆ

ในอดีต ทั้งคู่สนิทกันมาก มักจะชวนกันหนีไปเที่ยวเล่นนอกวังเสมอๆ

มีอยู่ปีหนึ่ง ทั้งสองเจอรถม้าวิ่งตะบึงห้ออยู่บนถนน เสิ่นเย่าผลักเซี่ยจิ่งชูออกไปช่วยชีวิตเขาเอาไว้ได้ท่วงที แต่นางกลับโชคร้ายถูกรถม้าชนจนล้มลง หัวเข่าซ้ายกระแทกพื้นอย่างแรง บวมช้ำเป็นบริเวณกว้างจนเดินไม่ได้

เวลานั้น เซี่ยจิ่งชูร้อนรนจนเหงื่อท่วม จับมือเสิ่นเย่าไว้แน่น “ข้าจะรับผิดชอบเจ้าตลอดไป!”

ตั้งแต่เมื่อใดที่เซี่ยจิ่งชูเริ่มเหินห่างและเกลียดชังนาง?

เสิ่นเย่าจำไม่ได้

ชาติที่แล้ว นางเศร้าใจกับเรื่องนี้อยู่เสมอ ได้แต่ร่ำไห้เงียบๆ เพียงลำพังคนเดียวในยามราตรี

กระทั่งต่อมา ไม่เพียงแต่หัวเข่าที่บาดเจ็บจะปวดอยู่บ่อยครั้ง ดวงตาก็พร่าเลือนและขุ่นมัว หากแสงสว่างไม่มากพอ นางจะมองเห็นไม่ชัดเจน

ได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เสิ่นเย่าตัดสินใจที่จะมองโลกอย่างปล่อยวางมากขึ้น

ไม่จำเป็นต้องไปใคร่ครวญว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ เซี่ยจิ่งชูถึงได้เกลียดชังนาง ใต้หล้าแห่งนี้ เว้นแต่ความเป็นความตาย เรื่องอื่นๆ ก็เป็นแค่เรื่องขี้ปะติ๋ว

วันวิวาห์ใกล้เข้ามา ทั้งวังใน จวนอ๋องจิ้ง และจวนแม่ทัพ ต่างก็เตรียมการกันอย่างเร่งรีบ

เซี่ยจิ่งชูพำนักอยู่ในตำหนักบูรพา จึงยากจะหลีกเลี่ยงไม่เจอสีแดงฉานระคายตาเหล่านั้น

หลายวันจิตใจรุ่มร้อนไม่เป็นสุข เซี่ยจิ่งชูจึงออกจากห้องนอนไปเดินเล่นสูดอากาศ

ทว่าตำหนักบูรพากลับมีอาคันตุกะมาเยือน เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา เซี่ยฉางโย่ว บุตรชายคนโตโดยชอบธรรมของอ๋องรุ่ยผู้เป็นอาสี่ของเขา

เซี่ยจิ่งชูพบเขาในห้องหนังสือ จึงเอ่ยทักทายตามอัธยาศัย “เข้าวังมา มีธุระอันใดหรือ”

เซี่ยฉางโย่วตอบอย่างรื่นรมย์ “ก็เสด็จอาเก้ากำลังจะแต่งงานน่ะสิ ฮองเฮาจะเลือกคนหนึ่งจากเชื้อพระวงศ์ของพวกเรา ให้ไปทำหน้าที่รับเจ้าสาวที่จวนแม่ทัพแทน”

[1] ซื่อจื่อ ‘世子’ ตำแหน่งทายาทผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ 'อ๋อง' มักเป็นบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก

[2] พิธีสวมมงกุฎ / วัยสวมมงกุฎ ‘弱冠’ ในสมัยโบราณ เด็กหนุ่มจะเข้าร่วมพิธีสวมมงกุฎเมื่ออายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ เป็นสัญลักษณ์ว่าพวกเขาบรรลุนิติภาวะแล้ว

วิวาห์พลิกชะตา: ชาตินี้ข้าขอแต่งงานกับพระรอง: ตอนที่ 3 ไปรับเจ้าสาวที่จวนแม่ทัพ ตอนที่ 3