วิวาห์พลิกชะตา: ชาตินี้ข้าขอแต่งงานกับพระรอง: ตอนที่ 1 ย้อนคืนสู่วัยสิบเจ็ดอีกครา ตอนที่ 1
“เจ้าพึงพอใจผู้ใด บอกเรามาเถิด”
พระสุรเสียงอันน่าเกรงขามของฮ่องเต้ที่ถ่ายทอดลงมาจากเบื้องบนอย่างเชื่องช้า ชัดเจนทุกถ้อยคำ และแฝงไว้ด้วยความเมตตา
เสิ่นเย่ารู้สึกงุนงง นี่…นางเกิดใหม่หรือ
และแล้วก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าตนเองได้ย้อนคืนสู่วัยสิบเจ็ดอีกครา
วันนี้ ฮ่องเต้มีพระบัญชาให้นางเข้าร่วมงานเลี้ยงรื่นเริงในวัง ทั้งยังมีพระราชดำรัสจะพระราชทานสมรสให้แก่นาง
เสิ่นเย่าขยับริมฝีปาก หัวใจพลันรู้สึกสับสน เบ้าตาแสบซ่านร้อนผ่าว
“เจ้าอย่าได้ตื่นเต้นไป”
แลเห็นนางมิเอ่ยคำใด น้ำเสียงของฮ่องเต้ก็อ่อนโยนลงอีก “ตระกูลเสิ่นรับราชการทหารมาหลายชั่วอายุคน ทั้งบิดา ท่านลุง ท่านอา และพวกพี่ชายของเจ้าล้วนพลีชีพในสมรภูมิเพื่อต้าเซิ่งของเรา บัดนี้ ตระกูลเสิ่นเหลือทายาทเพียงเจ้าคนเดียว เรื่องแต่งงานของเจ้า เราจะเป็นธุระให้เอง ไม่ว่าเจ้าปรารถนาจะครองคู่กับผู้ใด เราก็จะอนุญาตตามนั้น”
แม้จะผ่านชีวิตมาถึงสองชาติ แต่เมื่อนึกถึงจวนแม่ทัพ เสิ่นเย่ายังคงรู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
ต้าเซิ่งสถาปนาราชวงศ์ยังไม่ถึงศตวรรษ รากฐานยังไม่มั่นคง มีทั้งปัญหาภายในและภัยคุกคามจากภายนอก
เมื่อปีกลาย ชายแดนทิศเหนือถูกกองทัพทหารม้ารุกประชิด ตระกูลเสิ่นได้รับพระบัญชาให้เคลื่อนทัพขึ้นเหนือเพื่อต่อต้านอริราชศัตรู
ในวันออกเดินทาง พวกท่านพ่อ ท่านลุง ท่านอา และบรรดาพี่ชายต่างร่ำลาด้วยความฮึกเหิม เสียงพูดคุยดังจ้อกแจ้กจอแจไม่หยุดหย่อน จนเสิ่นเย่ายังรู้สึกรำคาญใจอยู่เลยในยามนั้น
ทว่าตอนที่ทุกคนกลับมา เสิ่นเย่าเห็นเพียงร่างไร้วิญญาณที่ถูกห่อด้วยผ้าคลุมขาดวิ่นนอนนิ่งอยู่ในโลง
บรรดาสะใภ้ต่างแยกย้ายลาจาก บ้างก็กลับไปยังบ้านเดิม บ้างก็ออกเรือนใหม่ ส่วนมารดาของนางตรอมใจจนล้มป่วยและเสียชีวิตเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
จวนแม่ทัพที่กว้างขวาง จึงเหลือเพียงเสิ่นเย่าผู้เดียว
งานเลี้ยงที่จัดขึ้นในค่ำคืนนี้ แม้ฮ่องเต้จะปรารภว่าเป็นงานเลี้ยงภายในครอบครัว ทว่าจุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็เพื่อเป็นธุระเรื่องคู่ครองให้เสิ่นเย่า ถือเป็นการปลอบขวัญวีรชนผู้ล่วงลับของตระกูลเสิ่น
เสียงกระเซ้าเย้าแหย่ของดรุณีนางหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านขวา “เสด็จพ่อ ไยจึงต้องถามให้มากความด้วยเล่า ใครๆ ต่างก็รู้ว่าคุณหนูเสิ่นมีใจให้เสด็จพี่รัชทายาท แถมยังชอบจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยเชียวนะเพคะ!”
เสียงนี้คือเสียงขององค์หญิงห้าผู้เป็นที่โปรดปรานในวังหลวงแห่งนี้ ราชทินนามของนางก็คืออันอี๋
ชาติที่แล้ว องค์หญิงห้าก็กล่าวถ้อยคำเหล่านี้
ครั้งนั้นพวงแก้มของเสิ่นเย่าเป็นสีแดงเรื่อ ศีรษะก้มลงต่ำ
แลเห็นเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็โบกพระหัตถ์ หัวเราะลั่น “เช่นนั้นเราจะเป็นธุระมองหาฤกษ์งามยามดีให้เจ้าได้แต่งงานกับจิ่งชู!”
เสิ่นเย่าตระเตรียมงานวิวาห์ด้วยหัวใจที่เบิกบาน แม้แต่ชุดเจ้าสาว ทุกด้ายทุกเข็มล้วนเย็บปักด้วยมือของตนเอง นางเคยได้ยินว่าเช่นนี้ชีวิตคู่จักราบรื่น
แต่ในคืนวันวิวาห์ เซี่ยจิ่งชูกลับปฏิเสธที่ร่วมเรียงเคียงหมอนกับนาง
เขาไม่อนุญาตให้นางขึ้นเตียง ปล่อยให้นางนอนขดตัวอยู่บนพื้นเย็นเฉียบข้างเตียงตลอดทั้งคืน
เมื่อไร้ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา ท้องของเสิ่นเย่าจึงไม่มีความเคลื่อนไหว จากเดิมที่ฮ่องเต้และฮองเฮาเคยเห็นอกเห็นใจ ท้ายที่สุดเหลือเพียงความผิดหวัง
ผู้คนในตำหนักบูรพาต่างก็เหมือนน้ำกลิ้งบนใบบอน มิได้เห็นพระชายารัชทายาทผู้นี้อยู่ในสายตา
ชีวิตในตำหนักบูรพาของเสิ่นเย่าต้องทนทุกข์อยู่กับความอัปยศอดสู
กระทั่งวันหนึ่ง นางได้ยินถ้อยคำสนทนาระหว่างเซี่ยจิ่งชูกับสหายของเขาโดยบังเอิญ
พวกเขากำลังพูดถึงนาง ที่แท้การกลั่นแกล้งและความคับข้องใจที่นางได้รับในตำหนักบูรพานั้น เซี่ยจิ่งชูรับรู้ทั้งหมด
เพียงแต่เขาไม่ใส่ใจ หรืออาจกล่าวได้ว่า ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะเขาเพิกเฉยละเลย
เสิ่นเย่าได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ น้ำเสียงของเซี่ยจิ่งชูเต็มไปด้วยความเย็นชาและเย้ยหยัน “รั้นจะแต่งกับข้า นั่นคือสิ่งที่นางสมควรได้รับ”
สหายของเขาถามด้วยความเห็นใจ “คุณหนูเสิ่นรูปโฉมงดงาม แถมยังชมชอบในตัวเจ้า เจ้าไม่มีความรู้สึกดีๆ กับนางบ้างเลยหรือ”
เซี่ยจิ่งชูตอบกลับอย่างไร้เยื่อใย “นางทำให้ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียนเท่านั้น”
เสิ่นเย่ารู้สึกราวกับตกลงไปในบ่อน้ำแข็ง
รั้นจะแต่งงาน…นางไปบังคับฝืนใจเขาตอนไหน
นี่เป็นพระประสงค์ของพระบิดาของเขาต่างหาก หากเขาไม่ยินดี เหตุใดจึงไม่ทูลปฏิเสธไปตรงๆ แต่กลับมาลงโทษนางน่ะหรือ
การแต่งงานที่น่าหัวร่อในครั้งนี้ ฮ่องเต้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีเมตตาต่อครอบครัวของวีรชน ส่วนองค์รัชทายาทก็ได้เอาใจฝ่าบาท มีเพียงเสิ่นเย่าเท่านั้นที่กลายเป็นเครื่องสังเวยของทุกสิ่ง
นางทำผิดอะไร เหตุใดจึงต้องพบกับจุดจบเช่นนี้
นางเศร้าโศกจนอยากอาเจียน แต่กลับไม่มีสิ่งใดถูกสำรอกออกมา
เบ้าตาปวดแสบร้อนผ่าว ทว่าไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว
นางเดินตรงไปหาเซี่ยจิ่งชูด้วยหัวใจที่ด้านชาไร้ความรู้สึก ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้น แล้วเอ่ยปากขอหย่า
เซี่ยจิ่งชูที่มักจะเย็นชาต่อนางกลับเดือดดาลขึ้นมาอย่างกะทันหัน คว้าถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวข้างกายขึ้นมา ขว้างใส่นางอย่างรุนแรง
เสิ่นเย่าไม่หลบไม่เลี่ยง ถูกถ้วยกระแทกเข้าที่ขมับ โลหิตไหลซึมออกมา
เซี่ยจิ่งชูดูจะชะงักไปเล็กน้อย ปฏิกิริยาแรกคิดอยากจะผุดกายเข้าไปหา แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม แล้วเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเบาๆ “เจ้าไม่จำเป็นต้องเสแสร้งทำตัวน่าสงสาร”
เขาไม่ยินดีที่จะหย่า กระทั่งไม่ยอมพูดกับเสิ่นเย่าแม่แต่คำเดียวเป็นเวลาหลายวัน
ต่อมา ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เซี่ยจิ่งชูจึงยอมผงกศีรษะตกลง
ก่อนวันหย่า เสิ่นเย่ามองไปรอบๆ เรือน แล้วพลันตระหนักได้ว่า นางไม่มีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อสถานที่แห่งนี้เลย แล้วก็ไม่มีสิ่งใดที่จำเป็นต้องหอบหิ้วติดตัวไปด้วย
ครั้นมองไปยังกระจกทองเหลือง เสิ่นเย่ารู้สึกราวกับว่าเวลาได้ผ่านไปนานแสนนาน นางแต่งงานเข้าสู่ตำหนักบูรพาเมื่อตอนอายุสิบเจ็ดปี เพียงแค่สี่ปี ร่างกายกลับต้องทนทุกข์ทรมานจนซูบผอมซีดเซียว
ยังดีที่นางกำลังจะจากไปแล้ว...
เสิ่นเย่าง่วงงุนหลับไป แต่ไม่รู้เพราะเหตุผลใด นางได้ย้อนเวลากลับมาในปีที่นางอายุสิบเจ็ด
บางทีสวรรค์คงสงสารนางกระมัง?
“เอ๋? ชอบจิ่งชูน่ะหรือ” ฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองนางอย่างใคร่ครวญ
“ใช่เพคะ คุณหนูเสิ่นชอบเสด็จพี่รัชทายาทมากเลยทีเดียว!”
องค์หญิงห้าแย้มสรวลหยอกเย้า “คุณหนูเสิ่นมักจะทำขนมสารพัดชนิดมามอบให้เสด็จพี่รัชทายาทเสมอ มีครั้งหนึ่ง นางไม่ทันระวังจนได้รับบาดเจ็บที่มือ ปากก็เอาแต่บอกว่าไม่เป็นไรไม่เจ็บ แต่ก็ว่านะเพคะ ขนมพวกนั้น ส่วนใหญ่เป็นหม่อมฉันเองที่จัดการเรียบ ฮิๆ”
นางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วกล่าวต่อว่า “ยังมีอีกนะเพคะ เมื่อไม่นานมานี้ เสด็จพี่รัชทายาททำถุงหอมที่หวงแหนที่สุดหาย อารมณ์จึงบูดบึ้งอยู่ตลอดเวลา คุณหนูเสิ่นยังอุตส่าห์มาถามหม่อมฉันว่าเสด็จพี่รัชทายาทชอบลวดลายแบบใด นางจะได้ทำถุงหอมมามอบให้เสด็จพี่!”
ในขณะที่องค์หญิงห้ากำลังสาธยาย คิ้วของเซี่ยจิ่งชูขมวดแน่น เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ยินดีที่จะมีพันธะใดๆ กับเสิ่นเย่า สำหรับเขาแล้ว เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงภาระเท่านั้น
สายตาของแขกเหรื่อภายในท้องพระโรงจับจ้องมาที่เสิ่นเย่า บ้างก็เจือปนไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ บ้างก็ระคนไปด้วยความเย้ยหยัน
ทุกคนต่างกำลังรอฟังเรื่องน่าขบขัน หรือไม่ก็กำลังรอรับชมเรื่องน่าหัวร่อ
ท่ามกลางสายตาของผู้คนจำนวนมาก เสิ่นเย่าควรจะรู้สึกกระดากอาย แต่นางเคยผ่านพ้นประสบการณ์ที่พบพานมาในชาติที่แล้ว จึงรู้สึกเพียงความชินชา หาใช่เรื่องใหญ่อะไร
ฮ่องเต้สรวลสันหรรษา “ที่แท้เจ้าก็ชอบรัชทายาทถึงเพียงนี้ แต่คิดๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เจ้ากับจิ่งชูเติบโตมาด้วยกัน เป็นธรรมดาที่ต่างฝ่ายต่างจะมีใจให้กัน หากเป็นเช่นนี้ เราก็จะขอออกหน้า….”
แลเห็นฮ่องเต้กำลังจะผูกด้ายแดงแห่งบุพเพให้คนทั้งสอง เสิ่นเย่ารีบสูดหายใจเข้าลึกๆ ขัดจังหวะขึ้นทันที “ทูลฝ่าบาท”
“หืม?” ฮ่องเต้มองมาที่นาง
เสิ่นเย่าขอบตาแดงก่ำ พยายามรวบรวมสติ ครั้งนี้นางไม่มองเซี่ยจิ่งชูที่นั่งอยู่บนที่ประทับอีกต่อไป
แต่กลับย่อกายคุกเข่า หน้าผากจรดลงบนพื้นแน่นแข็ง แล้วเปล่งวาจาเด็ดเดี่ยวหนักแน่น ต่อหน้าเชื้อพระวงศ์และบรรดาขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ “หม่อมฉันเติบโตมาพร้อมกับองค์รัชทายาทก็จริง แต่หม่อมฉันเพียงแค่นับถือในพระองค์ หาได้เคยมีความคิดล่วงเกินแม้แต่น้อย”
ชั่วขณะที่ถ้อยคำนี้ถูกเปล่งออกมา ภายในท้องพระโรงก็เงียบสงัด
นางไม่ได้สังเกตเห็นว่า คิ้วของเซี่ยจิ่งชูที่นั่งอยู่บนที่ประทับขมวดแน่นขึ้นอีก
ฮ่องเต้กึ่งเชื่อกึ่งแคลงใจ “จริงหรือ”
เสิ่นเย่ารู้ดี ไม่ว่าอย่างไร วันนี้ฮ่องเต้จะต้องให้นางออกเรือนแน่นอน
หากนางไม่เอ่ยชื่อผู้ใดออกมา ฮ่องเต้คงไม่ยอมยุติเรื่องนี้แน่ๆ
ด้วยเหตุนี้ เสิ่นเย่าจึงยังหมอบราบอยู่กับพื้นไม่ลุกขึ้น แล้วกล่าวอย่างแน่วแน่จริงใจ “หม่อมฉันมีใจปฏิพัทธ์ต่อท่านอ๋องจิ้งมานานแล้วเพคะ หากสามารถครองคู่กับท่านอ๋องจิ้งได้ ชั่วชีวิตของหม่อมฉันก็ไม่มีสิ่งใดค้างคาอีกแล้ว”
ภายในท้องพระโรงเกิดเสียงอื้ออึง
“ท่านอ๋องจิ้ง?”
“นางปรารถนาจะแต่งงานกับท่านอ๋องจิ้ง…”
“แต่งกับองค์รัชทายาทดีจะตาย ทำไมถึงเลือกอ๋องจิ้ง”
“นางไม่รู้หรืออย่างไรว่าท่านอ๋องจิ้งในตอนนี้…”