นางหนาวตายในวัดร้าง เหล่าพี่ชายเสียใจจนคลั่ง: ตอนที่ 3 พบพานในคืนหิมะตก ท่านแม่ทัพโปรดรอก่อน ตอนที่ 3
ยิ่งไปกว่านั้น แม้นางจะไม่ยินยอม ก็เปล่าประโยชน์
พวกเขามีวิธีบีบให้นางจำใจตกลงอยู่แล้ว
เมื่อเจียงหนานถูกถามก็ถึงกับใบ้กิน
เจียงหลานเยว่ชอบตามหลังซูเฉิงเจ๋อต๊อย ๆ ตั้งแต่ยังเยาว์ เพียงเห็นเขาเหลียวมองคุณหนูตระกูลใด นางก็จะไม่สบอารมณ์
นางผู้ก้าวร้าวเอาแต่ใจลงทุนปักถุงหอมให้ซูเฉิงเจ๋อ จนมือเต็มไปด้วยรอยเข็ม แต่ไม่เคยปริปากบ่นสักคำ
ทุกคนทราบดีว่านางปฏิพัทธ์มีใจต่อซูเฉิงเจ๋อ
แต่บัดนี้กลับยินยอมให้ซูเฉิงเจ๋อแต่งภรรยาเท่าเทียมอย่างง่ายดาย เจียงหนานย่อมยากจะเชื่อได้
ทว่าอย่างที่หลานเยว่กล่าวไว้ ตระกูลซูตอบตกลงแล้ว ซูเฉิงเจ๋อเป็นบุรุษสุภาพและมีสัจจะ ย่อมแต่งงานกับน้องสาวคนรองแน่แท้
เจียงหนานละสายตาที่ใช้พิจารณานาง ถอนหายใจเบา ๆ แล้วพยักหน้า “ข้าจะส่งสารกลับจวน ท่านพ่ออนุญาตเมื่อใด ข้าจะรับเจ้ากลับจวนเมื่อนั้น”
“ข้าเพียงหวังว่าในภายหน้า เจ้าจะระวังคำพูดและการกระทำ อย่าทำตัวให้ผู้อื่นติฉินนินทา อย่าให้ตระกูลเจียงต้องขายหน้าอีก”
เจียงหลานเยว่นิ่งเฉยดังเดิม ค้อมกายคารวะเจียงหนานกล่าวว่า “คำสั่งสอนของพี่รอง หลานเยว่จะจดจำไว้ในใจ มิกล้าลืมแน่”
เจียงหนานพยักหน้า ก่อนหมุนกายก้าวข้ามธรณีประตูออกไป
เขายังรู้สึกแปลกใจไม่หาย ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องจนบัดนี้ เจียงหลานเยว่เรียกเขาว่า ‘พี่รอง’ ตลอด หาได้เรียกว่า ‘พี่รองเจ้าคะ’ เหมือนเก่าไม่
กระนั้นการที่นางรู้จักปรับนิสัยถือเป็นเรื่องดี ต่อไปเขาก็ไม่ต้องคอยสะสางปัญหาที่นางก่อไม่เว้นวันแล้ว
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าเร่งรีบพลันดังข้างหู “คุณชายรอง ท่านหมอบอกว่าร่างกายคุณหนูใกล้จะทนไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ บนภูเขาขาดสมุนไพร เขาจนปัญญา!”
สีหน้าของเจียงหนานพลันเคร่งขรึม “ไปเตรียมรถม้าให้พร้อม พวกเราจะกลับจวนคืนนี้!”
เอ่ยจบ เขาก็รีบสาวเท้าออกไปอย่างเร่งร้อน
......
“พวกเขาไปแล้วหรือ?”
ไห่ถังพยักหน้ารับ “ได้ยินว่าคุณหนูรองอาการทรุดกะทันหัน คุณชายรองเลยจะพาลงเขาคืนนี้เลยเจ้าค่ะ”
ใบหน้าซีดเซียวของเจียงหลานเยว่พลันขาวซีดไร้เลือดฝาด ดวงตาแดงก่ำแฝงแววโกรธแค้น
เรื่องที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหล่านั้น มิใช่เพียงความฝัน ทุกสิ่งในฝันคืออดีตชาติที่นางเคยเผชิญจริง
นาง...ฟื้นคืนชีพจริง ๆ
พี่น้องร่วมสายโลหิตของนางล้วนปรารถนาให้นางตาย
ไห่ถังเห็นเช่นนี้ก็นึกสงสารคุณหนูจับใจ
“คุณหนูรองอยากไต่ขึ้นที่สูง พวกเขาถึงใช้วิธีต่ำทรามเช่นนี้มาบีบบังคับคุณหนู ไม่ยุติธรรมกับคุณหนูเลยเจ้าค่ะ ท่านเป็นถึงคุณหนูเอกแห่งตระกูลเจียง”
“พวกเราไปขอร้องฮูหยินซูเถิดเจ้าคะ ท่านกับรัฐทายาทซูโตมาด้วยกัน ฮูหยินซูเอ็นดูท่านตั้งแต่เด็ก บางที…”
“เรื่องนี้คุยกันแล้ว ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้อีก” เจียงหลานเยว่หลุบตา แล้วหันไปลูบศีรษะไห่ถัง พลางยิ้มบาง “ไห่ถัง สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือพวกเรายังปลอดภัยดี”
นางเล่าเรื่องในภพก่อนไม่ได้ ทว่านางรู้ดีว่าครานี้ตนรอดพ้นจากสิ่งใด
ไห่ถังสูดจมูก พลางพึมพำ “งานแต่งล่มแล้วจะยังมีสิ่งใดดีอีก?”
เจียงหลานเยว่เอ่ยเสียงเบา “ไห่ถัง เก็บของเถิด ไปเตรียมรถม้ามาด้วย พวกเราจะลงจากเขาคืนนี้”
นางจะรออยู่แต่ที่นี่ไม่ได้
“เจ้าค่ะ บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้”
หลังจากไห่ถังออกไป ห้องพระเล็ก ๆ ก็เงียบสงัดลงทันตา
แสงเทียนถูกลมพัดโอนเอน เสียงรอบข้างเงียบงัน เหลือเพียงเสียงลมคำราม เจียงหลานเยว่เริ่มรู้สึกหวาดหวั่น
“คุณหนูเจ้าคะ แย่แล้ว!”
ความคิดของเจียงหลานเยว่ถูกขัดจังหวะ เห็นไห่ถังวิ่งหน้าตาตื่นกลับมา “คุณหนูเจ้าคะ คุณชายรองเอารถม้าทั้งหมดลงเขาไปแล้ว ตอนนี้ไม่มีรถม้าให้พวกเราใช้แล้ว!”
“รถม้าสามคัน!”
“ไม่เก็บไว้ให้แม้แต่คันเดียวรึ?”
เจียงหลานเยว่ถึงกับตะลึงงัน
ไห่ถังขมวดคิ้วแน่น พยักหน้าเศร้าสร้อย “บ่าวถามสามเณรที่เฝ้าประตูแล้ว ไม่มีรถม้าเหลืออยู่แม้แต่คันเดียว”
“คุณหนู แล้วพวกเราจะกลับกันอย่างไรเจ้าคะ?!”
หากเป็นวันปกติยังพอว่า แต่บัดนี้อากาศหนาวเหน็บ หิมะตกหนักปกคลุมจนเส้นทางปิดตาย ไม่มีผู้ใดขึ้นมาสักการะสักคน แล้วพวกนางจะกลับจวนอย่างไร
เจียงหลานเยว่กำมือแน่น ความรู้สึกโล่งอกที่รอดชีวิตกลับแปรเปลี่ยนเป็นโทสะที่พลุ่งพล่านอยู่เต็มอก
พี่รองไม่อยากให้ข้ากลับไปสินะ!
เจียงหลานเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพาไห่ถังออกเดินไปข้างนอก ลองเสี่ยงโชคดูว่าพอจะเจอคนที่มาทำบุญลงจากเขาบ้างหรือไม่
วันนี้มีผู้คนมาทำบุญบนภูเขาไม่น้อย บางทีอาจมีคนกลัวว่าพรุ่งนี้จะเดินทางไม่สะดวก จึงรีบลงจากเขาในคืนนี้
นางรอท่ามกลางสายลมและหิมะโปรยปรายอยู่เนิ่นนาน ท้ายที่สุดก็เห็นรถม้าคันหนึ่งแล่นมาจากที่ไกลลิบ
เจียงหลานเยว่ถอนหายใจอย่างโล่งอก พาไห่ถังเดินเข้าไปหา
ทว่านางคุกเข่าหน้าพระพุทธรูปทั้งวันทั้งคืนจนเป็นหวัด เดิมทีก็รู้สึกเวียนหัวและตาลายอยู่แล้ว ยามก้าวเดินจึงโซซัดโซเซเล็กน้อย
เจียงหลานเยว่เผลอไผลเหยียบชายเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกของตนเอง พลางร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ ร่างพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่อาจควบคุม
“อ๊าก!”
ภายในรถม้า มีมือใหญ่ยื่นออกมาคว้าแขนของนางไว้ ยกตัวนางขึ้นทั้งร่าง
เจียงหลานเยว่ตกอยู่ในท่าทางอเนจอนาถ กึ่งนั่งกึ่งพาดอยู่ข้างรถม้า
“ผู้ใด?!”
เมื่ออยู่ดี ๆ ก็มีคนกระโจนเข้ามา หยุนซงตกใจขวัญหนีดีฝ่อ รีบกระตุกบังเหียนเพื่อให้ม้าหยุดวิ่งทันที
เจียงหลานเยว่ตกใจจนขนลุกซู่
นางไม่หนาวตายในวัด แต่เกือบตายใต้ล้อรถม้าเสียแล้ว
ใบหน้าไห่ถังซีดขาว รีบสาวเท้าเข้าไปสองสามก้าว พลางเร่งอธิบาย “คุณหนูของข้าเป็นบุตรีของราชครูเจียง เป็นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเจียง ไม่ทราบว่าสะดวกให้โดยสารลงเขาด้วยหรือไม่เจ้าคะ”
หยุนซงตะลึง ก้มหน้ามองคุณหนูใหญ่เจียงผู้ที่อยู่ในสภาพมอมแมม แล้วหันไปคุยกับบุรุษในรถม้า “ท่านแม่ทัพ เป็นคุณหนูใหญ่เจียงขอรับ”
“ตระกูลเจียงหรือ?”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย
เดิมทีเจียงหลานเยว่ก็ไม่ค่อยสบายอยู่แล้ว เมื่อต้องมาล้มคำมำเช่นนี้ก็เจ็บจนต้องสูดลมหายใจ
นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษ
สิ่งแรกที่สะดุดตาคือรองเท้าบูทสีดำทองคู่หนึ่ง
ถัดขึ้นไป เขาสวมอาภรณ์สีดำสนิท ขนคิ้วดั่งคมดาบ ดวงตาคมกล้า ทั้งร่างไร้ซึ่งเครื่องประดับใด ๆ แม้สีหน้าจะซีดขาวมากนัก แต่กลับแผ่รังสีอันน่าเกรงขามโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
ขณะนี้เขากำลังมองนางจากที่สูง สายตาเยียบเย็นราวน้ำแข็งและหิมะ แฝงแรงกดดันจนผู้ถูกจ้องแทบหายใจไม่ออก
เจียงหลานเยว่สะดุ้งเฮือก!
เขาหรือนี่!