แพทย์เตือน! 5 อาหารอันตราย กินมากไป "ทำลายสุขภาพ" เร็วยิ่งกว่าเหล้า
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/wo/0/ud/54/270589/nam.jpgแพทย์เตือน! 5 อาหารอันตราย กินมากไป "ทำลายสุขภาพ" เร็วยิ่งกว่าเหล้า

แพทย์เตือน! 5 อาหารอันตราย กินมากไป "ทำลายสุขภาพ" เร็วยิ่งกว่าเหล้า

แชร์เรื่องนี้

เราต่างรู้ดีว่าการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากนั้นส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่ยังมีอาหารอีกบางประเภทที่หากรับประทานมากเกินไป ก็สามารถสร้างความเสียหายต่อร่างกายได้ไม่แพ้กัน หรืออาจจะรุนแรงกว่าด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือหลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

แอลกอฮอล์ถูกตราหน้าว่าเป็น "ศัตรูตัวร้ายของสุขภาพ" มาอย่างยาวนานพร้อมคำเตือนมากมายจากวงการแพทย์ การดื่มหนักส่งผลเสียต่อตับ เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง ทำลายระบบประสาท และทำให้อายุสั้นลง ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้

แต่มีความจริงอีกด้านที่คนพูดถึงกันน้อยกว่า นั่นคือในขณะที่หลายคนกำลังพยายามหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างระมัดระวัง พวกเขากลับรับสิ่งที่มีอันตรายไม่แพ้กันเข้าสู่ร่างกายในทุกๆ วัน เพียงแต่เป็นไปอย่างเงียบเชียบและสังเกตได้ยากกว่า โดยมี 5 อาหารยอดนิยมที่หลายคนโปรดปราน ดังนี้:

1. อาหารที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง

ฟรุกโตส (Fructose) หรือน้ำตาลจากผลไม้ ฟังดูเหมือนเป็นธรรมชาติและไม่มีพิษมีภัย แต่ นพ. เว่ย ซือหาง (Wei Shihang) แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวจากไต้หวัน เตือนว่า เมื่อบริโภคฟรุกโตสมากเกินไป มันจะส่งผลต่อสมองและตับด้วยกลไกที่คล้ายกับแอลกอฮอล์ โดยสมองจะรับรู้ฟรุกโตสเป็นสัญญาณแห่งความสุข และจะคอยกระตุ้นให้อยากกินเพิ่มเรื่อยๆ ไม่ต่างจากกลไกการติดสุรา ในขณะเดียวกัน ตับจะต้องเปลี่ยนฟรุกโตสส่วนเกินทั้งหมดให้กลายเป็นไขมัน นำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับ กรดยูริกสูง โรคเกาต์ และโรคระบบเผาผลาญพังในระยะยาว

สิ่งที่ทำให้ฟรุกโตสน่ากลัวเป็นพิเศษคือ มันไม่ได้ซ่อนอยู่แค่ในขนมหวานหรือน้ำอัดลมเท่านั้น แต่ยังแฝงอยู่ในอาหารที่ดูเหมือนจะดีต่อสุขภาพ เช่น โยเกิร์ตรสหวาน ซอสมะเขือเทศบรรจุขวด หรือกราโนล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "น้ำผลไม้แยกกาก" คือกับดักที่ทำให้คนระวังตัวน้อยที่สุด

เพราะเมื่อคั้นน้ำออกมา ใยอาหารตามธรรมชาติจะถูกกำจัดออกไป สิ่งที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่คือน้ำและน้ำตาลฟรุกโตส ซึ่งจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง ปัญหานี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นในน้ำผลไม้กล่องสำเร็จรูป เพราะหลายผลิตภัณฑ์มีน้ำผลไม้แท้เพียงเล็กน้อย ส่วนที่เหลือคือน้ำตาล สารแต่งกลิ่น และสารกันบูด นพ. เว่ย แนะนำว่าหากต้องการวิตามินจากผลไม้ ควรรับประทานแบบเต็มเมล็ด/ทั้งลูก และควรอ่านฉลากส่วนผสมให้ดีเพื่อหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มี "น้ำเชื่อมข้าวโพดที่มีฟรุกโตสสูง" (High Fructose Corn Syrup)

2. ของทอดต่างๆ

ไก่ทอดกรอบ เฟรนช์ฟรายส์ หรือโดนัททอดใหม่ๆ ล้วนมีเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน แต่ตามความเห็นของ ชิว ซือซิน (Chiu Shih-hsin) นักโภชนาการจากไต้หวัน อาหารกลุ่มนี้ทำลายสุขภาพอย่างเงียบๆ และเรื้อรังกว่าที่คิด การทอดด้วยอุณหภูมิสูง โดยเฉพาะน้ำมันที่ใช้ซ้ำหลายครั้ง จะก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง เช่น อะคริลาไมด์ (Acrylamide) และแอลดีไฮด์ (Aldehyde) ซึ่งเป็นสารที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งและการถูกทำลายของเซลล์เมื่อสะสมเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ แคลอรีที่หนาแน่นในของทอดทำให้อ่างเก็บไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ นักโภชนาการชิวเน้นย้ำว่า การกินของทอดเป็นครั้งคราวไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ถ้ากินจนเป็นนิสัยทุกวัน โดยเฉพาะของทอดจากร้านฟาสต์ฟู้ดที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำไปซ้ำมา ผลเสียที่สะสมก็ไม่ต่างจากการดื่มเหล้าเป็นประจำทุกสัปดาห์

3. เครื่องดื่มน้ำอัดลม

น้ำอัดลมเย็นๆ สักกระป๋องในวันหน้าร้อนดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ นพ. เว่ย ชี้ว่า เครื่องดื่มน้ำอัดลมมีปริมาณน้ำตาลและฟรุกโตสสูงมาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น เพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวานประเภทที่ 2 และโรคหัวใจหากดื่มเป็นประจำ นอกจากนี้ กรดฟอสฟอริก (Phosphoric acid) ยังค่อยๆ ลดความหนาแน่นของกระดูก ทำให้เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่า

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ปริมาณคาเฟอีนในน้ำอัดลมหลายชนิดทำให้เกิดกลไกการเสพติดอ่อนๆ ทำให้ผู้ดื่มต้องพึ่งพามันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว นพ. เว่ย ข้อสังเกตว่า แม้แต่สูตร "ไม่มีน้ำตาล" (No Sugar) หรือ "0 แคลอรี" ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% เพราะสารให้ความหวานแทนน้ำตาลยังคงส่งผลกระทบต่อจุลินทรีย์ในลำไส้และปฏิกิริยาอินซูลินของร่างกายได้

4. เนื้อสัตว์แปรรูป

ไส้กรอก เบคอน แฮม และกุนเชียง เป็นอาหารยอดนิยมในมื้อเช้าของหลายครอบครัว อย่างไรก็ตาม นักโภชนาการชิวเตือนว่า นี่คือกลุ่มอาหารที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้อยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งประเภทที่ 1 (Group 1) ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับบุหรี่และแอลกอฮอล์ สารกันบูดเช่น ไนเตรตและไนไตรต์ เมื่อเข้าสู่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นสารไนโตรซามีน (Nitrosamines) ซึ่งเป็นสารประกอบที่เชื่อมโยงโดยตรงกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งตับอ่อน

นอกเหนือจากความเสี่ยงโรคมะเร็งแล้ว ปริมาณเกลือ (โซเดียม) และไขมันอิ่มตัวที่สูง ยังทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เพิ่มไขมันเลว (LDL) และเพิ่มภาระให้กับระบบหัวใจและหลอดเลือด นักโภชนาการชิวแนะนำว่าควรทานเนื้อแปรรูปเป็นเพียงอาหารจานเสริมทานนานๆ ครั้ง ไม่ควรยึดเป็นแหล่งโปรตีนหลักในมื้ออาหารประจำวัน

5. อาหารที่มีโซเดียม (เกลือ) สูง

เกลือเป็นเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้ในครัว แต่การกินเค็มเกินไปเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและโรคไตทั่วโลก นพ. เว่ย อธิบายว่า เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป ร่างกายต้องกักเก็บน้ำไว้เพื่อปรับสมดุลความเข้มข้น ส่งผลให้เกิดแรงดันต่อผนังหลอดเลือดและทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป สภาวะนี้จะทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและหนาขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และกล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ไม่ต่างจากอันตรายในระยะยาวของแอลกอฮอล์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

ที่อันตรายกว่านั้นคือ อาหารที่มีโซเดียมสูงไม่ได้มีแค่ของที่มีรสเค็มจัดจนรู้ได้ชัดเจน เช่น ผักดอง น้ำปลา หรือปลาเค็ม เท่านั้น แต่ยัง แฝงตัวอยู่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว แครกเกอร์ ซอสสำเร็จรูป และอาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งมีปริมาณโซเดียมสูงมากแต่รสชาติกลับไม่ได้เค็มจัด นักโภชนาการชิวแนะนำว่าผู้ใหญ่ควรบริโภคเกลือน้อยกว่า 5 กรัมต่อวัน (เทียบเท่าโซเดียมประมาณ 2,000 มิลลิกรัม) ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก และควรฝึกนิสัยอ่านปริมาณโซเดียมบนฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อ

จุดร่วมของอาหารทั้ง 5 กลุ่มนี้คือ รสชาติอร่อย ทานง่าย ชวนให้เสพติด และกลายเป็นความเคยชินในชีวิตประจำวันได้ง่ายมาก ไม่มีใครเจ็บป่วยทันทีหลังจากกินไปเพียงครั้งเดียว แต่ผลเสียที่สะสมเป็นเดือน เป็นปีต่างหากคือสิ่งที่น่ากลัวอย่างแท้จริง ทั้ง นพ. เว่ย และนักโภชนาการชิว ต่างเน้นย้ำว่า กุญแจสำคัญไม่ใช่การอดอย่างเด็ดขาด แต่คือ "การควบคุมความถี่และปริมาณในการกิน" โดยหันมาเลือกอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย และอย่าปล่อยให้ความอร่อยชั่วครู่มาทำลายสุขภาพในระยะยาว

ที่มาและภาพ: Good Morning Health, Family Doctor