สินค้า 6 กลุ่ม เตรียมขึ้นราคา! หลัง 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยออกมาส่งสัญญาณเตือนขยับราคา
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1975/9879286/new-thumbnail1200x720_v2-20.jpgสินค้า 6 กลุ่ม เตรียมขึ้นราคา! หลัง 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยออกมาส่งสัญญาณเตือนขยับราคา

สินค้า 6 กลุ่ม เตรียมขึ้นราคา! หลัง 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยออกมาส่งสัญญาณเตือนขยับราคา

แชร์เรื่องนี้

คนไทยเตรียมรับมือ สินค้า 6 กลุ่มจ่อขึ้นราคา หลัง 5 บริษัทยักษ์ใหญ่เตือนผลกระทบสงคราม

รายงานข่าวจากเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจและฐานเศรษฐกิจระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งในเรื่องของต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมัน ค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น และปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคในไทยมีแนวโน้มที่จะต้องปรับราคาขึ้นในเร็วๆ นี้

ล่าสุด 5 บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย ได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังตัวแทนจำหน่ายและร้านค้าทั่วประเทศว่า สต็อกสินค้าราคาเดิมอาจมีถึงแค่ช่วงเดือนเมษายน 2569 เท่านั้น และอาจมีความจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป

5 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ส่งสัญญาณเตือน

  • บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด: เผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบ ทำให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกผลิตไม่ทัน และอาจเกิดภาวะขาดส่งสินค้าตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป
  • บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด: ได้รับผลกระทบด้านเส้นทางขนส่งทั้งทางเรือและทางอากาศ หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ราคาสินค้าอาจต้องปรับตัวขึ้นในอนาคต
  • บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด: เผชิญต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งจากค่าวัตถุดิบและค่าขนส่ง โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนตั้งแต่เดือนเมษายน 2569
  • บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน): ต้นทุนการผลิต บรรจุภัณฑ์ และการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมด ทำให้กำลังการผลิตมีข้อจำกัด ปริมาณสินค้าพร้อมจำหน่ายอาจลดลงและเกิดการจัดส่งล่าช้า
  • บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC: เผชิญความเสี่ยงเรื่องปริมาณวัตถุดิบที่จำกัดและค่าขนส่งที่แพงขึ้น ซึ่งกระทบต่อสินค้าทุกกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งของใช้ในบ้าน ของใช้ส่วนบุคคล และอาหาร

6 กลุ่มสินค้าใกล้ตัวที่มีความเสี่ยงปรับราคาขึ้น

ข้อมูลจากการประเมินของกรมการค้าภายใน และการสำรวจของสภาผู้บริโภค ระบุว่า มี 6 กลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและระบบโลจิสติกส์ ซึ่งเตรียมจ่อปรับขึ้นราคาในอนาคต ได้แก่

  • กลุ่มอาหารสด (ไข่ไก่ เนื้อหมู เนื้อไก่): กระบวนการเลี้ยงต้องใช้พลังงานสูง และมีต้นทุนค่าขนส่งรายวันจากฟาร์มไปยังตลาดที่เพิ่มขึ้น
  • กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก (ข้าว ปาล์มน้ำมัน ผลไม้): ต้นทุนการเพาะปลูกสูงขึ้นจากราคาปุ๋ยเคมีและราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงค่าขนส่งผลผลิต
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น (กระดาษทิชชู ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน): วัตถุดิบส่วนหนึ่งมาจากปิโตรเคมีและพลาสติกบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีต้นทุนปรับเปลี่ยนตามราคาน้ำมัน
  • กลุ่มอาหารกระป๋อง: ได้รับผลกระทบจากต้นทุนกระป๋องโลหะและค่าขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น
  • กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าบรรจุภัณฑ์พลาสติก (น้ำดื่ม นมบรรจุขวด น้ำมันพืช): ต้นทุนขวดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
  • กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี): กระบวนการผลิตต้องใช้พลังงานมหาศาล และเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมาก ทำให้ต้นทุนการขนส่งขยับขึ้นอย่างชัดเจน

ภาครัฐขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้า

รายงานจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ในขณะนี้ทางภาครัฐยังคงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ตรึงราคาสินค้าไว้ในราคาเดิม เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน สำหรับสินค้าควบคุมในหมวดที่จำเป็น เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ปุ๋ยเคมี และอาหารสัตว์ จะไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้หากไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดได้รับอนุญาตให้ปรับราคาขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทางสภาผู้บริโภคได้ออกมาเตือนว่า หากสถานการณ์พลังงานยังคงผันผวนอย่างรุนแรง ผลกระทบต่อราคาสินค้าอาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพได้ และประชาชนอาจได้เห็นภาพรวมการขึ้นราคาที่ชัดเจนขึ้นภายในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้านี้

แหล่งอ้างอิง

    1. SPACEBAR: สัญญาณเตือนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจาก 5 บริษัทยักษ์ใหญ่
    2. ประชาชาติธุรกิจ: รายงานสถานการณ์ต้นทุนและผลกระทบในวงการค้าปลีก
    3. ฐานเศรษฐกิจ: การประเมินกลุ่มสินค้าเสี่ยงขึ้นราคาโดยกรมการค้าภายใน
    4. ข้อมูลการสำรวจสินค้าจากกรมการค้าภายใน