เฮ้ย! ศูนย์วิจัยฯ เปิดข้อมูล คนไทยอาจตกงาน 4 หมื่นคนต่อเดือนในปี 69 ตำแหน่งไหนเสี่ยงสุด
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1975/9879278/new-thumbnail1200x720_v2-20.jpgเฮ้ย! ศูนย์วิจัยฯ เปิดข้อมูล คนไทยอาจตกงาน 4 หมื่นคนต่อเดือนในปี 69 ตำแหน่งไหนเสี่ยงสุด

เฮ้ย! ศูนย์วิจัยฯ เปิดข้อมูล คนไทยอาจตกงาน 4 หมื่นคนต่อเดือนในปี 69 ตำแหน่งไหนเสี่ยงสุด

แชร์เรื่องนี้

น่าห่วง! ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผย คนไทยอาจตกงาน 4 หมื่นคนต่อเดือนในปี 2569 กลุ่มผลิต-ค้าปลีก-ก่อสร้างเสี่ยงหนัก

ตลาดแรงงานไทยในช่วงปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ การแข่งขันจากสินค้านำเข้า และการเร่งใช้เทคโนโลยี AI ในภาคธุรกิจ จนทำให้ความเสี่ยงเรื่องการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานไทยและอุตสาหกรรมหลักของประเทศ

สัญญาณว่างงานยังไม่นิ่ง แม้ตัวเลขรวมดูไม่สูงมาก

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ไตรมาส 2 ปี 2568 ไทยมีผู้ว่างงาน 3.66 แสนคน คิดเป็นอัตราว่างงานร้อยละ 0.9 ขณะที่รายงานภาวะแรงงานรายเดือนระบุว่า เดือนสิงหาคม 2568 มีผู้ว่างงาน 2.98 แสนคน หรือร้อยละ 0.7 ของกำลังแรงงาน ซึ่งสะท้อนว่าแม้ภาพรวมการว่างงานยังไม่พุ่งแรง แต่แรงกดดันในตลาดงานยังไม่หายไป

เมื่อเจาะลึกลงไปในกลุ่มผู้ว่างงานที่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในภาคบริการและการค้า รองลงมาคือภาคการผลิต และภาคเกษตรกรรม สะท้อนว่ากลุ่มงานหลักของเศรษฐกิจไทยเริ่มรับแรงกระแทกมากขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ ปี 2569 อาจมีคนถูกเลิกจ้างเฉลี่ย 4 หมื่นคนต่อเดือน

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย การเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 7 ต่อปีในช่วง 2565-2568 และในปี 2568 มีแรงงานถูกเลิกจ้างสูงถึง 531,779 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากปีก่อนหน้า

ตัวเลขของศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังระบุด้วยว่า แรงงานที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่กว่า 94% เป็นแรงงานสัญชาติไทย และสำหรับปี 2569 ยังมีความเสี่ยงที่จำนวนผู้ถูกเลิกจ้างจะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน หรือมากกว่า 480,000 คนตลอดทั้งปี หากเศรษฐกิจยังอ่อนแรงและการแข่งขันทางธุรกิจยังรุนแรงต่อเนื่อง

ธุรกิจไหนเสี่ยงสุดในรอบนี้

  • ภาคการผลิต มีสัดส่วนการเลิกจ้างสูงสุดที่ร้อยละ 24
  • ค้าส่ง-ค้าปลีก อยู่ที่ร้อยละ 12
  • ภาคก่อสร้าง อยู่ที่ร้อยละ 9

จากตัวเลขของศูนย์วิจัยกสิกรไทย กลุ่มที่น่าจับตาที่สุดยังเป็นภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ โลหะ สิ่งทอ และอาหาร ซึ่งต้องเผชิญทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีในหลายอุตสาหกรรมพร้อมกัน

ทำไมภาคการผลิตจึงเปราะบางที่สุด

จากการวิเคราะห์ของหลายหน่วยงาน ปัญหาของภาคการผลิตไทยไม่ได้เป็นเพียงรอบเศรษฐกิจชะลอตัวชั่วคราว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งการถูกกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูก การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า และความต้องการสินค้าบางประเภทที่ลดลงในตลาดโลก

ในอีกด้านหนึ่ง การใช้ AI และระบบอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงาน โดยจากบทวิเคราะห์ของ TDRI พบว่า หลายตำแหน่งงานมีจำนวนประกาศรับสมัครลดลง ขณะที่งานที่ต้องมีทักษะด้าน AI เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบางสายงานอย่างวิศวกรซอฟต์แวร์และนักออกแบบกราฟิก ส่วนงานที่ยังต้องอาศัยความรับผิดชอบเฉพาะทางและการตัดสินใจของคน เช่น นักบัญชี หรือสายงานที่ผูกกับโลกกายภาพมากอย่างวิศวกรโยธา ยังได้รับผลกระทบจาก AI น้อยกว่า

ถ้าถามว่า “อาชีพไหนเสี่ยงที่สุด” ต้องแยกดู 2 มิติ

  • มิติเชิงอุตสาหกรรม กลุ่มเสี่ยงที่สุดยังอยู่ที่แรงงานในภาคการผลิต ค้าส่ง-ค้าปลีก และก่อสร้าง
  • มิติเชิงเทคโนโลยี งานที่เป็นงานรูทีน งานดิจิทัลบางประเภท และตำแหน่งที่นายจ้างคาดหวังให้ใช้ AI ได้ มีแรงกดดันเพิ่มขึ้น

ดังนั้น หากมองภาพรวมแรงงานไทยในตอนนี้ กลุ่มเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่แค่อาชีพใดอาชีพหนึ่ง แต่เป็นแรงงานในธุรกิจที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านพร้อมกันทั้งจากเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการแข่งขันระหว่างประเทศ

สัญญาณปิดกิจการเริ่มเห็นชัดขึ้น

จากข้อมูลของวารสารสถานการณ์ตลาดแรงงานของกรมการจัดหางาน เดือนกันยายน 2568 มีโรงงานอุตสาหกรรมเลิกกิจการ 97 โรงงาน ขณะเดียวกันรายงานเดียวกันยังสะท้อนว่า การปิดกิจการเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ประกันตนออกจากงานหรือถูกเลิกจ้าง โดยมีลูกจ้างได้รับผลกระทบ 2,034 คนในเดือนเดียว

ภาพนี้สอดคล้องกับรายงานข่าวเศรษฐกิจหลายสำนักที่พบว่า การเลิกกิจการของภาคธุรกิจยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกิจการขนาดเล็ก แต่เริ่มลามไปถึงบริษัทขนาดใหญ่บางรายด้วย ทำให้ตลาดแรงงานไทยเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในระยะต่อไป

โจทย์ใหญ่ของแรงงานไทยในปี 2569

จากข้อมูลของทั้งภาครัฐและภาควิจัย ภาพที่ชัดเจนคือวิกฤตแรงงานรอบนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการชนกันของหลายความเสี่ยงพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจอ่อนแรง ต้นทุนธุรกิจสูง การแข่งขันจากต่างประเทศ และเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบงานเร็วขึ้น

ทางออกสำคัญจึงไม่ใช่แค่การประคองการจ้างงานในระยะสั้น แต่รวมถึงการเร่งยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สอดรับกับความต้องการใหม่ของตลาด โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล การทำงานร่วมกับ AI และการปรับตัวไปสู่งานที่ใช้ทักษะเฉพาะมากขึ้น

แหล่งอ้างอิง

  1. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
  2. สำนักงานสถิติแห่งชาติ: สถานการณ์ด้านแรงงานไตรมาส 2 ปี 2568
  3. สำนักงานสถิติแห่งชาติ: รายงานภาวะการทำงานของประชากร เดือนสิงหาคม 2568
  4. กรมการจัดหางาน: วารสารสถานการณ์ตลาดแรงงาน
  5. TDRI: เมื่อ AI เขย่าตลาดงาน ใครอยู่ ใครไป