Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
จับตาอาเซียน (ตอนที่ 15) : ความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดีย
แชร์เรื่องนี้
ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1 มีนาคม 2552 ประเทศคู่เจรจาของอาเซียนอีกประเทศหนึ่งที่ยังคงน่าจับตาก็คงหนีไม่พ้นอินเดีย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศที่คาดว่าจะมีศักยภาพในการเข้ามามีส่วนร่วมในการพยุงเศรษฐกิจ กลายเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญกับทั้งโลกและอาเซียน สำนักข่าวแห่งชาติได้มองเห็นว่าอินเดียเป็นตลาดการส่งออกอีกหนึ่งแหล่ง ที่ผู้ประกอบการชาวไทย และชาติอาเซียนอื่น ๆ จะยังคงเข้าไปดำเนินกิจการ ที่ยังคงมีความต้องการทางการตลาดสูง ความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดียผ่านข้อตกลงเสรีทางการค้า หลังจากที่ประเทศไทยประสบภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยมาเป็นเวลาหลายปี ประกอบกับการที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ลุกลามกลายเป็นปัญหาระดับโลกไปเรียบร้อยแล้ว ไทยก็ได้มีความพยายามในการฟื้นฟูการค้าการลงทุนเพื่อการส่งออกกับประเทศต่าง ๆ มากมายผ่านการเจรจา FTA ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการตั้งความหวังไว้ที่ JTEPA หรือข้อตกลงไทย ญี่ปุ่น เป็นอย่างมาก ทว่ากลับมีอัตราการเติบโตของการส่งออกเพียงแค่ร้อยละ 26 ในขณะที่การส่งออกสินค้าไปยังอินเดียภายใต้กรอบข้อตกลงเอฟทีเอนั้น กลับเป็นไปในทิศทางตรงข้ามคืออยู่ที่ร้อยละ 90.5 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้เดินสายจัดสัมมนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2552 เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการในการลงทุนกับตลาดอินเดียภายใต้วิกฤตเศรษฐโลก ทั้งนี้อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และหัวหน้าคณะทำงานศูนย์ภูมิภาคอินเดียกล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเอฟทีเอ ไทย-อินเดีย มากถึงร้อยละ 80 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าข้อตกลงอื่น ๆ ตลาดอินเดียนั้นเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง มีประชากรมาก และมีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่ แต่มีตลาดส่งออกที่ไม่ใหญ่มากนัก ทำให้มีช่องว่างสำหรับไทยที่จะส่งออกสินค้ามาขายยังตลาดอินเดีย ซึ่งในเบื้องต้นมีการเปิดเสรีการค้ากับอินเดียในเบื้องต้นไปแล้ว 82 รายการ ส่วนในกรอบการเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-อินเดีย นั้นมีความตกลงทั้งในแง่การค้าสินค้าซึ่งมีการนำเข้าและส่งออกระหว่างอาเซียนและอินเดีย และการค้าบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าบริการของไทยกับอินเดียภายใต้กรอบข้อตกลงอาเซียน-อินเดียที่กำลังน่าจับตาก็คือ การก่อสร้าง โรงภาพยนตร์ และสปา รวมทั้งโรงแรม โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ภัตตาคารอาหารไทย และห้างค้าปลีก ซึ่งมีผลมาจากการที่อินเดียจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน Commonwealth Games 2010 จึงต้องเร่งระดมก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการไทย ที่จะเข้าไปขยายธุรกิจบริการก่อสร้าง อาเซียนในสายตาอินเดีย อินเดียในสายตาอาเซียน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ก็ได้กล่าวถึงอนาคตของข้อตกลงเอฟทีเอ อาเซียน-อินเดีย ว่าแม้การท่องเที่ยวจะชะงักลงไป แต่การที่อินเดียเปิดประเทศมากขึ้นก็จะส่งผลดีขึ้นทั้งในด้านการท่องเที่ยว ความร่วมมือ และการค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะการลงทุนและการบริการ ที่อินเดียมีศักยภาพในการการสนับสนุนข้อตกลงนี้สูง และอนาคตก็ดูจะสดใสเนื่องจากการค้าระหว่างอินเดียกับอาเซียนนั้นโตขึ้นปีหนึ่งประมาณ ร้อยละ 30 มูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ และคาดว่าในปี 2553 จะพุ่งสูงขึ้นถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เวทีแห่งความเชื่อมั่น ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่ไทยและอาเซียนจะลืมไม่ได้ก็คือ ความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของตนเอง ซึ่งทางประเทศไทยเองก็ไม่ได้นิ่งเฉยจากกรณีนี้ เนื่องจากไทยเองก็ประสบปัญหาภายในและมีความหวั่นไหวภายในประเทศมาประมาณ 3 ปีแล้ว การดำเนินแผนประชาสัมพันธ์ฟื้นฟูความเชื่อมั่น หรือที่เรียกว่า โรดโชว์ จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำการค้าในภาวะเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยกำลังดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ซึ่งถือเป็นหัวเรือใหญ่ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 การสร้างความเชื่อมั่นในเวทีต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ไม่ว่าจะในการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ผ่านไปด้วยความสำเร็จ หรือการเยือนญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการต้อนรับจากทางการญี่ปุ่นเป็นอย่างดี นอกจากนี้สิ่งที่ดูมีความหวังอย่างยิ่งนั้นก็คือ นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตัวแทนประเทศไทย และประธานอาเซียน ได้รับการต้อนรับ ได้รับความสนใจ และได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศ และทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี ในขณะที่นานาประเทศที่เคยเรืองอำนาจในอดีตกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักต่อวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศอินเดียที่เคยผ่านทั้งการเป็นประเทศอาณานิคมและถูกมองว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา กลับกลายเป็นตลาดสำคัญที่มีกำลังซื้อสวนกระแสอย่างแทบไม่น่าเชื่อ ธุรกิจการส่งออกและการบริการของไทยและอาเซียนจึงยังพอมีความหวัง แต่ทั้งนี้ก็ยังต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่ตกถึงจุดต่ำสุดก็ย่อมค่อย ๆ ยกตัวสูงขึ้นมาได้ และในทางกลับกันสิ่งที่ขึ้นไปยังจุดสูงสุด ก็อาจตกต่ำลงมาเรื่อย ๆ ได้เช่นเดียวกัน การทำธุรกิจใด ๆ จึงต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท และยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่จะทำให้ไม่หลงระเริงไปกับผลประโยชน์จนลืมนึกถึงความสุขที่พอดีกับทุก ๆ ฝ่ายไป เรียบเรียงโดย: กนกวรรณ ขวัญคง บรรณาธิการข่าว: ชูชาติ เทศสีแดง
แชร์เรื่องนี้
แท็ก : ต่างประเทศworld