ปู่ประมาณเปิดบ้านอวยพรวันเกิดครบรอบ 95 ปี

(31ธ.ค.) ที่บ้านพักพล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้เปิดบ้านให้นักการเมือง ข้าราชการ ประชาชน เข้าร่วมอวยพรเนื่องในโอกาสคล้ายวันเกิดครบรอบ 95 ปี และในโอกาสส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โดยในปีนี้พล.ต.อ.ประมาณ ได้แจกหนังสือ หนึ่งเดียวคนนี้ ประมาณ อดิเรกสาร ให้กับผู้ที่มาร่วมงาน ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวชีวิตที่ผ่านมาของพล.ต.อ.ประมาณ ทั้งด้านการเมือง และชีวิตส่วนตัว เช่น คนที่ท่านรัก คนที่ท่านชอบ คนประเภทที่ไม่ชอบ ซึ่งคนประเภทนี้มีนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย รวมอยู่ด้วย พร้อมได้ฝากข้อคิดในคำนำของหนังสือเกี่ยวกับการเมืองในปัจจุบันว่า สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันมีความยุ่งยากและซับซ้อนมากกว่าในอดีต จึงขอฝากนักการเมืองว่า การเป็นนักการเมืองที่ดีนอกจากจะปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว จะต้องมีคุณธรรม และจริยธรรม และการตัดสินใจอะไรนั้นต้องเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวมอย่างแท้จริง อย่าเอาประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องเป็นที่ตั้ง

ทั้งนี้ภายในบริเวณบ้านได้มีการออกร้านอาหารหลากหลายจากที่ต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นสี่ย่าน ข้าวมันไก่ทอด ทอดมัน อาหารทะเล เป็นต้น โดยตลอดช่วงเช้าได้มีนักการเมืองเข้าทยอยอวยพร เช่น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แกนนำพรรคเพื่อไทย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ อดีตส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แต่ไร้เงาส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์

// //

ทั้งนี้พล.ต.อ.ประมาณ ได้อวยพรปีใหม่ ว่า ปีใหม่นี้ขอให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญ และประสบความสำเร็จทุกอย่าง

นายปองพล อดิเรกสาร สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่กระทรวงการต่างประเทศ ว่า เป็นประเด็นที่คนสงสัยว่าขัดต่อข้อกฎหมายหรือไม่ เพราะอาจจะเกิดความไม่สมบูรณ์และเป็นที่กังขาและความสง่างามของรัฐบาล ที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดที่แถลงนโยบายนอกรัฐสภา ดังนั้นต้องตีความว่าจะทำได้หรือไม่ โดยการส่งให้ศาลตีความ ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าส่งให้ศาลใดไปตีความ หากส่งให้ศาลตีความได้ในขณะนี้ เชื่อว่า จะตัดสินได้ไม่เกินวันที่ 5 ม.ค. ดังนั้นเพื่อความสบายใจและความชัดเจนควรส่งไปให้ศาลตีความ ไม่เช่นนั้นก็คงจะมีข้อสงสัยและข้อกังขากันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารราชการของรัฐบาลว่าจะโมฆะหรือไม่

นายปองพล กล่าวว่า ขณะนี้การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นนายกฯก็ถือว่าเป็นจุดสูงสุดของความเป็นนักการเมือง ซึ่งก็มีเสียงตอบรับดี แต่จากนั้นก็ลงมาเรื่อยหลังจากตั้ง ครม.ก็มีเสียงสะท้อนจากนักธุรกิจ มีการวิจารณ์นโยบายว่าเหมือนกับพรรคไทยรักไทย ทำให้แต้มต่อของอภิสิทธิ์ลดลง และสิ่งที่นโยบายชุดนี้ขาดไปคือ นโยบายด้านการปราบปรามยาเสพติดและนโยบายหวยบนดินว่า จะทำอย่างไร

นายปองพล กล่าวว่า อย่างไรก็ตามตนในฐานะผู้ประกอบธุรกิจก็ห่วงภาวะเศรษฐกิจ ก็ขอเอาใจช่วยรัฐบาลให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจที่มีที่ปรึกษามากก็ขอให้ระวังอย่าให้ทะเลาะกัน รัฐบาลชุดนี้มีคนช่วยมาก ถ้าทำอะไรขอให้ตั้งหลักคิดให้ดี เพราะมีบทเรียนจากรัฐบาลทักษิณมาแล้ว โดยในช่วงแรกมีคนช่วยแต่สุดท้ายก็ถอนตัวออกไป อยากให้มองดูบทเรียนตรงนี้ เพราะนายอภิสิทธิ์มีแต้มต่อแต่อาจลดลงได้ย่างรวดเร็ว ดังนั้นนายอภิสิทธิ์ต้องพิสูจน์ตนเอง

นายปองพล กล่าวถึงการเมืองไทยในปี 2552 ว่า การเมืองในปีหน้านั้นนักการเมืองจะแบ่งออกเป็น 3 ก๊ก คือ 1.ก๊กพรรคประชาธิปัตย์ 2.พรรคเพื่อไทย และ 3.กลุ่มพรรคขนาดกลาง และกลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักการเมืองรุ่นเก่า คาดว่า กลุ่มนี้คงจะมีการรวมกันเป็นพรรค หากเป็นเช่นนี้กลุ่มนี้จะมีอำนาจการต่อรองทางการเมืองสูงและมีความแข็งแกร่ง เพราะจะมี ส.ส.อยู่ในมือประมาณ 70 คน ถ้ากลุ่มการเมืองใดต้องการเป็นรัฐบาลหรือเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องอาศัยกลุ่มนี้เป็นฐานเสียง โดยที่กลุ่มนี้ไม่ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ต้องการเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงหลักๆ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะมีการยุบสภา ตนจึงอยากให้ข้าราชการประจำเป็นหลักในการทำงานให้กับบ้านเมืองโดยยึดแนวทางนโยบายแห่งรัฐตามรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า ยังมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายปองพล กล่าวว่า ตนเคยพูดหลายครั้งแล้วว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 มีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากจะแก้รัฐธรรมนูญก็แก้เพียง 4 เรื่อง คือ 1.มาตรา 190 ควรแก้ไขให้ชัดเจนเพราะมาตราดังกล่าวทำให้ข้าราชการประจำทำงานไม่ได้ 2.แก้กรณีที่ห้ามไม่ให้ส.ส.และส.ว.เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของข้าราชการประจำ 3.ให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง และ 4.มาตรา 237 ที่ระบุการให้ใบเหลือง-แดง ที่เขียนไว้ว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ ซึ่งตนเห็นว่า ไม่มีความชัดเจน เลื่อนลอย ควรแก้ไขเป็น มีหลักฐานอันพิสูจน์ได้ว่า เพราะจะไปพิสูจน์กันในศาล หากแก้ไขเช่นนี้เชื่อว่า ทุกฝ่ายจะยอมรับได้ และไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น

ตะลุยข่าว - 388 ศพสึนามิ...ยังไม่ได้กลับบ้าน

แม้พิบัติภัยสึนามิจะผ่านพ้นไปแล้ว 4 ปี ทว่าภาพความเสียหาย การล้มตาย และสูญหายไปของคนอันเป็นที่รัก ยังคงติดตรึงอยู่ในใจเหมือนภาพฝันร้ายในคืนที่แสนยุ่งเหยิง หลายครอบครัวยังทำใจไม่ได้กับมหันตภัยที่เกิดขึ้นกับตนเอง ครอบครัว และธุรกิจ เสียงหวีดร้องโหยหวนและร่ำไห้เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ยังคงก้องอยู่ในมโนสำนึก

เรื่องล่าสุดของหมวด การเมือง

ดูหมวด การเมือง ทั้งหมด