“แม็กซ์ เจนมานะ” ความจำเป็นของการเมามาย และการหัวเราะเยาะตัวเองในบางเวลา

“แม็กซ์ เจนมานะ” ความจำเป็นของการเมามาย และการหัวเราะเยาะตัวเองในบางเวลา

หากจะบอกว่า แม็กซ์-ณัฐวุฒิ เจนมานะ คือศิลปินชายที่มีความโดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมาก็คงจะไม่ผิดนัก โดยเฉพาะเพลง “วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า” ที่ร้องตามกันได้ทั่วทุกสารทิศ แต่ในปี 2020 นี้ ก็ถึงเวลาที่หนุ่มคนนี้เดินออกจากป่าเขาลำเนาไพร และลองทำอะไรใหม่ๆ บ้าง

นั่นจึงเป็นที่มาของอีพีอัลบั้มภาษาอังกฤษชุดแรกในชีวิตอย่าง 555! ซึ่งสามารถตีความออกมาได้ถึง 3 ภาษา ไม่ว่าจะเป็นเสียงหัวเราะในภาษาไทย หรือในภาษาญี่ปุ่นที่เขียนว่า “五五五” นั้นจะออกเสียงว่า “GO GO GO” ที่สื่อถึงภาษาอังกฤษได้ และที่สำคัญ แม็กซ์ เจนมานะ ใช้เวลากักตัวอยู่ในบ้านช่วงโควิด-19 ผลิตศิลปะชิ้นนี้ที่บรรจุ 3 เพลงใหม่กับอีก 1 โบนัสแทร็คออกมาอย่างเสร็จสมบูรณ์

และเนื่องด้วยซิงเกิลประเดิมอีพีนี้มีชื่อว่า “Drunk Texting” หรือการพิมพ์ข้อความหาใครสักคนในยามที่เมา และมันมักจะเป็นความจริงเสมอ เราจึงสนใจว่า แท้จริงแล้ว “ความเมามาย” มันจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์หรือไม่? รวมถึงการหัวเราะเยาะตนเองซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์หลักของอีพีชุดนี้มันสำคัญอย่างไร?

ซึ่ง ณ ขณะที่ แม็กซ์ เจนมานะ คุยกับเรา เขามีสติสัมปชัญญะร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มอย่างแน่นอน

แม็กซ์ เจนมานะแม็กซ์ เจนมานะ

ด้วยความที่ “วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า” ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก รวมถึงอัลบั้ม Let There Be Light ก็มีการพูดถึงกันค่อนข้างเยอะ ถ้าให้คุณย้อนกลับไปมอง ณ จุดๆ นั้น มันเป็นอย่างไร?

แม็กซ์ เจนมานะ: ผมว่ามันเป็นงานเพลงที่ผมภูมิใจมาก มากที่สุดในช่วงนั้น และมันมีผลทำให้ผมทำงานต่อๆ ไปอีก คือถ้าไม่มีงานเหล่านั้น ผมคงไม่ได้ชัดเจนขนาดนี้ และก็ยืนอยู่ตรงนี้ได้แบบภูมิใจ

แสดงว่าหลังจากความสำเร็จดังกล่าว ชีวิตก็เปลี่ยนไปพอสมควรไหม?

จริงๆ ไม่ค่อยเปลี่ยนนะครับ อาจจะเปลี่ยนในด้านที่ผมเป็นมืออาชีพมากขึ้น และก็ทำงานตรงสายมากขึ้น พอเราเป็นนักดนตรีมืออาชีพแล้ว เราก็ต้องปรับหลายๆ อย่างเพื่อให้งานทุกอย่างที่ออกไปไม่ว่าจะเป็นการเล่นสด การทำงานสตูดิโอ หรือว่าแบรนดิ้งออกไปมันเป็นงานคราฟท์ที่ทั้งให้ความรู้และความบันเทิงกับคน ซึ่งมันก็ต้องบาลานซ์อะไรหลายๆ อย่าง เรากลับคิดเรื่องงานมากขึ้น แต่ไม่หนักขึ้น คือคิดในสิ่งที่ควรจะคิดจริงๆ ไม่ได้แบบใช้อารมณ์อย่างเดียว

คิดมากขึ้น แต่ไม่หนักขึ้น?

คือผมยังคิดเยอะครับ แต่ไม่คิดมาก คือตอนนี้ผมค่อนข้างลงรายละเอียด และจับจุดได้ดีขึ้น แล้วพอช่วงโควิด-19 มีเวลาว่างมากขึ้น ปีที่แล้วทั้งปีผมเขียนเพลงไม่ออกเลย แต่ตั้งแต่ต้นปีมานี้มันไหลออกมาแบบง่ายมาก เพราะมันเหมือนมีเวลาพัก มีแรง ผมเลยฉวยโอกาสนี้ทำงานให้มันเสร็จเลย แล้วตอนนี้งานต่างๆ ที่ผมเตรียมปล่อยในอนาคต ภาพทุกอย่างค่อนข้างชัดเจนมากๆ ช่วงนี้ก็จะเป็นเหมือนงานประชาสัมพันธ์ เราอยากจะทำงานให้ดูว่า ศิลปินในช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวตามกระแสโลกเนี่ย มันทำงานได้ไหม มันทำงานอย่างไร ก็ทำเป็นตัวอย่างไปเลยว่าเนี่ยกูปล่อยอัลบั้มช่วงโควิดนะเว้ย แล้วก็ทำกับศิลปินต่างประเทศด้วย ซึ่งมันก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี

โปรเจกต์วง Henri Dunant คุณก็ทำเพลงภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แต่สำหรับผลงานเดี่ยว ไฟในการทำเพลงสากลมันก่อตัวขึ้นจากอะไร?

มีเรื่องเล่าให้ฟังครับ ผมเพิ่งดูปฏิทินในมือถือที่บอกว่าปีที่แล้วว่าผมทำอะไรอยู่ คือประมาณต้นปี 2019 ผมเริ่มทำอัลบั้ม แต่ทั้งปีผมเขียน “Cry Baby” ได้เพลงเดียว ที่เป็นงานคราฟท์ของตัวเองจริงๆ แล้วพอมาต้นปีนี้อยู่ๆ พอมีโควิด-19 ผมใช้เวลาตั้งสติแป๊บนึง แล้วผมก็ลุยงานแบบไม่หยุดเลย อีพีนี้แป๊บเดียวเสร็จเลย แล้วอัลบั้มต่อไปที่จะตามมาซึ่งเป็นเพลงภาษาไทย ผมก็ขึ้นโครงไว้หมดแล้วด้วย

อีพีอัลบั้ม 555! ใช้พลังงานในการทำเยอะกว่า Let There Be Light ไหม?

ไม่ได้เยอะเท่าครับ โดยที่ไม่รู้ด้วยว่าทำไมมันค่อนข้างชิล คือทำแบบล้อเลียนตัวเอง เพลงแต่งมาแป๊บเดียวก็เสร็จ และพูดเรื่องที่ตรงใจที่อยากจะพูดด้วย มันใช้พลังงานผมค่อนข้างน้อย แบบไม่เหมือนกับอันเก่าๆ ที่แบบใช้แลกชีวิตมา ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นทิศทางที่ดีนะ เพราะว่าผมเคยให้สัมภาษณ์บ่อยๆ ว่า ถ้าอัลบั้มใหม่ๆ ผมชิลได้ แปลว่างานกำลังจะมาละ ซึ่งตอนนี้ผมได้ฟีลเดิมกลับมา ฟีลตอนที่เริ่มทำ Let There Be Light กลับมา คือของที่มันใช่ อะไรที่มันใช่ คนที่ใช่ มันต้องไม่มีความพยายามที่มันเยอะเกินไป คือมันไหลออกมาเหมือนน้ำ ออกมาเป็นธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งผมว่ามันก็ไม่ได้ยากนะ

อีพีอัลบั้ม 555!อีพีอัลบั้ม 555!

การล้อเลียนตัวเอง หัวเราะให้ตัวเอง คือสาระสำคัญในอีพีชุดนี้?

มีแค่นี้เลยครับ คือการหัวเราะให้ตัวเอง อย่างเพลงต่อไปหลังจาก “Drunk Texting” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซีเรียสขึ้นไปอีก ส่วนอีกเพลงผมก็แต่งให้แฟนเมื่อนานมาแล้ว ก็เอามาใช้ แล้วก็จะมีเวอร์ชั่นที่เป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย มันก็จะเป็นเรื่องราวที่ผมอยากจะหัวเราะให้กับตัวเอง ผมคิดว่ามันน่าจะเชื่อมโยงกับคนอื่นได้นะครับ อย่าง “Drunk Texting” มันเป็นเรื่องที่คนน่าจะเข้าใจ (หัวเราะ)

คนเราจะหัวเราะให้กับตัวเองในเรื่องอะไรบ้าง?

สำหรับผม ผมหัวเราะให้กับความผิดพลาดแบบปัญญาอ่อนของตัวเอง เคยเป็นไหมที่เวลาอยู่คนเดียวแล้วนึกถึงเรื่องปัญญาอ่อนของตัวเองแล้วตบหัวตัวเองทีนึง มึงพูดไปได้ไงวะ ก็ฟีลนั้นแหละ แล้วก็หัวเราะฮ่าๆๆ พอตบตัวเองแล้วก็บ่นว่ากูจะทำร้ายตัวเองทำไมวะ คือมันมีทั้งเรื่องที่น่าขำขัน และน่าจะขำตัวเองที่ยังยึดไว้อยู่อีกหรือ มึงยังคิดเรื่องนี้อีกหรือ อย่างผมนี่เป็นบ่อยนะ แบบว่าตื่นเช้ามา เมื่อคืนเมาทำอะไรไปวะเนี่ย บ่อยอยู่ ก็ค่อนข้างอยากออกจากลูปแบบนี้เหมือนกัน ก็เลยเขียนเรื่องนี้ไว้ใน “Drunk Texting”

ตอนอัลบั้ม Let There Be Light เรามองว่ามันมีความเทาๆ หม่นๆ แต่สำหรับซิงเกิลแรกในอีพี 555! แม้เนื้อหาจะเหงาจะเศร้า แต่ดนตรีมันสว่างอยู่พอตัวเลยนะ?

ผมคิดว่าคนเขาไม่ได้อยากเสพความ Dramatic ขนาดนั้นเเล้ว ผมเองก็ด้วย คืออีพีนี้มันน่าจะเป็นไมล์สโตนที่ดีของผมก่อนที่มุ่งไปสู่อัลบั้มเต็มชุดใหม่ เพราะว่าผมอยากจะล้อเลียนตัวเองให้มากขึ้น แบบ Make Fun Of Myself ได้ ไม่ ทำให้ตัวเองซีเรียส เราไม่อยากเป็นคนแบบเคร่งเครียดอะไรขนาดนั้น อย่างเพลงใหม่ๆ ที่ผมเขียนไว้มีเรื่องที่เข้าใจง่ายขึ้นหรือมีมิติมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปทางสีดำอย่างเดียว

เติบโตขึ้นในแง่การใช้ชีวิต?

ผมว่าผมเด็กลงนะ (หัวเราะ) ดูเอ็นจอยและปล่อยวางได้มากขึ้น คือเราอยากจะเล่นให้มากขึ้นกับงานศิลปะของเราครับ ไม่อยากจะแบบ... โอ๊ยกูจะเป็นจะตายกับงานนี้ คือคนก็ไม่อยากเสพความจะเป็นจะตายด้วย ชีวิตของเขาก็มีเรื่องของเขาอยู่แล้ว ผมอยากจะทำเรื่องสนุกแต่ก็มีอะไรมอบให้นะ คือมีสีสันอื่นๆ เข้ามาบ้าง คือแต่ก่อนสีแดงคือสีแดงจี๊ด แต่ตอนนี้สีแดงจะเป็นโทนแกมส้มแสด สีม่วงอาจจะเป็นสีม่วงสดใส สีฟ้าน้ำเงินก็อาจจะเป็นน้ำเงินครามน้ำทะเล ไม่รู้สิ ผมคิดว่าผมไม่อยากเป็นแม่สีแล้ว เป็นสีผสมก็ได้

แต่งเพลงไทยกับเพลงภาษาอังกฤษมันยากง่ายแตกต่างกันอย่างไรในมุมมองของคนเขียนเพลงหรือโปรดิวเซอร์?

เดี๋ยวนี้การเชื่อมกันระหว่างเพลงภาษาไทยกับเพลงภาษาอังกฤษมันเริ่มน้อยลงแล้ว อย่างแรกเลยคือเรื่องของเมโลดี้ คนไทยกล้าใช้เมโลดี้แปลกๆ เยอะขึ้น และก็กล้าใช้ทางคอร์ด Progression ที่ไม่ธรรมดามากขึ้น เริ่มมีการหลบไม่เป็นแบบ Typical หรือขนบแบบไทยที่ใช้มา 20 ปีแล้ว เริ่มตามเทรนด์ทัน แต่เรื่องเนื้อเพลงยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะว่าเนื้อเพลงไทยค่อนข้างยาก จะเขียนอะไรที่มันแบบลึกซึ้งหรือซับซ้อนหรือมีลูกเล่น ภาษาไทยจะใช้พื้นที่ค่อนข้างเยอะกว่าภาษาอังกฤษ ตรงนี่แหละครับเป็นเรื่องลำบาก แต่โดยรวมมเห็นว่า เด็กรุ่นใหม่เจ๋งดี คือมีความกล้าเล่น ความกล้าคิด ทำซาวด์ให้เวิลด์คลาส คือเขาทำได้ แล้วเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงก็มีเยอะขึ้น ตอนนี้เราต้องเป็นวัยรุ่นตอนปลายที่มีคุณค่าครับ (หัวเราะ) เราต้องเก๋าในแบบของเรา

สัมภาษณ์กันคราวก่อน คุณบอกว่ารู้สึกดีที่สามารถลบนามสกุล The Voice ออกไปได้แล้ว มันมีความรู้สึกนึกถึงกลับมาบ้างไหม?

จริงๆ มันก็เป็นช่วงเวลาที่ดีนะ แค่ว่าเราไม่ได้อินกับมันแล้ว แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ดีด้วย คือมันเป็นช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่เราได้ทดลองทำอะไรสักอย่าง มีเรื่องหนึ่งโคตรตลกเลย ผมเพิ่งฝันถึงพี่แสตมป์ (อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข) ฝันว่าผมเข้าไปออดิชั่น The Voice ใหม่ ไปนั่งเรียงแถวเหมือนคนอื่นเลย แล้วข้างหน้าเป็นพี่แสตมป์ เหมือนเป็นห้องสอบเลย ผมพูดกับพี่แสตมป์ว่า ผมไม่รู้ว่าผมมาทำอะไรที่นี่ว่ะพี่ งั้นผมไปก่อนนะ แล้วพี่แสตมป์ก็หัวเราะ แล้วผมก็ตื่น ตลกดี

จากเพลง “Drunk Texting” คุณคิดว่า “ความเมามาย” มันจำเป็นกับชีวิตมนุษย์ไหม?

ผมคิดว่า ไม่จำเป็นกับบางคนนะ บางคนอาจจะต้องใช้มันในการเรียนรู้อะไรบางอย่าง หรือค้นหาความรู้สึกจริงๆ ของตัวเอง หรือค้นหาว่าตัวเองจริงๆ รู้สึกอะไรที่ไม่จริงอยู่หรือเปล่า แต่ผมว่ามันจะดีที่สุดถ้าเราสามารถมีสติในการจัดการทุกอย่าง เพราะฉะนั้นมันจะไม่มีส่วนที่เราต้องมาเสียใจ เพราะสุดท้ายเราทำทุกอย่างไปพร้อมกับสติไง พอเรามีสติ เราเลือก เราตัดสินใจทำ มันจะมีผิดพลาดก็เพราะเราผิดพลาดเอง ไม่ต้องคิดไปเอง ซึ่งความเมามันมีความคิดไปเองเยอะมาก

จริงหรือที่คำพูดของคนเมามักจะจริงเสมอ ในเมื่อการเมามายอาจทำให้สติสัมปชัญญะของเราลดลง?

ผมว่ามันเหมือนการเปิดประตู แต่อาจจะเป็นประตูที่ไม่ควรเปิด ซึ่งประตูนั้นก็รู้กันอยู่ว่า ถ้ามีสติก็คงไม่เปิด แต่บางคนก็ไม่ลุยตรงนั้นถ้าเขาจัดการตัวเองได้ เขาก็เลือกที่จะล็อกประตูนี้ไว้ มันไม่ใช่สถานการณ์จริงที่คนปกติทำกัน แต่สุดท้ายทุกอย่างมันคือเรื่องจริงแหละ (หัวเราะ)

ท้ายที่สุด หลายคนอาจยังมองว่าคุณเป็นศิลปิน One Hit Wonder ที่มีเพลงฮิตเพลงเดียวคือ “วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า” คุณอยากจะพิสูจน์อะไรไหมกับประโยคข้างต้น?

ผมก็กลัวมากเหมือนกันสำหรับคำพูดนี้ คือผมเคยอยากพิสูจน์นะครับ แต่ตอนนี้ไม่อยากพิสูจน์อะไรแล้ว ก็คือทำเพลงที่เป็นทางของเรา แล้วเรามีแฟนเพลงของเราอยู่ สมมติผมตัดเพลง “วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่าไป” ออกไป ผมจะกลายเป็นศิลปินอินดี้ที่มีเพลงชื่อ “ไวน์”, “ปีศาจ”, “Bipolar”, “ดารา” เป็นเพลงที่อยู่ในวงจำกัดวงหนึ่งที่คนชอบเพลงประมาณนี้ เพราะฉะนั้นผมก็ยังยืนยันที่จะทำตามมาตรฐานผม อาจจะต้องเข้าถึงหูคนได้มากขึ้นกว่านี้ในอัลบั้มต่อไป ซึ่งอีพีภาษาอังกฤษชุด 555! นี้มันมาช่วงนี้คือถูกต้องแล้ว เพราะมันไม่ได้เป็นอัลบั้มที่หวังการตอบรับจากคนไทย จากการทัวร์ หรือจากเงินสักเท่าไหร่ ก็ทำให้เป็นงานสนุกๆ หัวเราะให้กับตัวเองไป เพื่อเตรียมตัวทำงานให้มันถูกใจทั้งเราและคนที่เราต้องการให้ไปให้ถึงจริงๆ อัลบั้มนี้ก็เอาความภูมิใจไปก่อน