Bring Me the Horizon Live in Bangkok บอกได้สองพยางค์ว่า “โคตรเดือด”

Bring Me the Horizon Live in Bangkok บอกได้สองพยางค์ว่า “โคตรเดือด”

คำถามถูกตั้งขึ้นมากมายเมื่อครั้งที่วงดนตรีที่มีจุดเริ่มต้นจากความดุดันสไตล์เดธคอร์ สู่ความหนักแน่นในแนวทางเมทัลคอร์ที่สร้างความสำเร็จอย่างถาโถมอย่าง Bring Me the Horizon ได้เดินทางสู่ถนนสายป็อปที่หยอดเสียงสังเคราะห์ลงไปอย่างไม่ยั้งมือในอัลบั้มชุดล่าสุด Amo การแสดงสดของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหนในวันที่เสียงกีตาร์ที่แตกพร่าได้ถูกลดบทบาทลง

คำตอบที่แน่ชัดคงหาไม่ได้จากโลกออนไลน์ มีเพียงสองตาของตัวคุณเองที่จะมาพิสูจน์ว่า โชว์ของ Bring Me the Horizon ยังคงดุเดือดเลือดพล่านเฉกเช่นที่เป็นมาหรือไม่ และในที่สุดคอดนตรีชาวไทยก็ได้รับประสบการณ์ตรงจากคอนเสิร์ต Bring Me the Horizon Live in Bangkok 2019 ที่ผู้จัดใจดีอย่าง The Very Company จัดให้แบบจุกๆ

ต้องบอกว่าบรรยากาศ ณ สถานที่จัดแสดงอย่าง Show DC Arena เหนือความคาดหมายอยู่พอสมควร ไม่ได้แปลกใจในส่วนของปริมาณผู้คนที่สร้างความคึกคักได้เป็นอย่างดี แต่การที่จำนวนแฟนเพลง “วัยรุ่น” ที่คาดการณ์ว่าน่าจะเกิน 75% ก็เป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า นี่คือยุคของวงดนตรีจากเมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ วงนี้ก็คงไม่ผิดนัก

อุ่นเครื่องด้วยเมทัลคอร์สัญชาติไทยที่บุกไปประกาศศักดาที่เมืองนอกเมืองนามาแล้วหลายคราอย่าง Annalynn แล้วพวกเขาทำให้พวกเราภูมิใจ ช่วงเวลาร่วม 1 ชั่วโมง เพลงเก่า เพลงใหม่ Annalynn สามารถไต่ระดับความเดือดได้อย่างน่าปรบมือให้ นี่คือวงดนตรีที่หลายคนมองข้าม แต่เราไม่เคอะเขินที่จะบอกว่า พวกเขาคือตัวจริงเสียงจริงของวงการดนตรีบ้านเรา การสร้างเซอร์เคิลพิทจำนวน 4 วง 4 จุดพร้อมกันระหว่างโชว์คงไม่ต้องสาธยายถึงความเดือดกันให้เสียเวลา อาจจะมีเพียงซาวด์โดยรวมที่ถ้าหนักแน่นกว่านี้ได้อีกโดยเฉพาะเสียงกลองชุดก็คงจะระห่ำกว่านี้เป็นแน่

AnnalynnAnnalynn

เซตเครื่องดนตรีกันเพียงพริบตาเดียว Oliver Sykes ฟรอนท์แมนสุดเท่ก็นำพลพรรค Bring Me the Horizon ขึ้นเวที เปิดฉากความมันด้วยซิงเกิลล่าสุด “Ludens” ที่นำมาแสดงสดเป็นที่แรก! ความหนืดๆ หน่วงๆ ของซินธิไซเซอร์ พร้อมท่อนพาโยกอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้อุณหภูมิความร้อนแรงพุ่งปรี๊ดตั้งแต่แรกอย่างไม่ต้องสงสัย

ต้องบอกว่าโชว์ของ Bring Me the Horizon ค่อนข้างมีความลื่นไหล และดูมีโครงสร้างในแบบศิลปินเมนสตรีมอยู่พอสมควร อัดเพลงเดือดไปสัก 2-3 เพลง ก็มีช่วงพักเบรกด้วยเพลงจังหวะมีเดียม สร้างสีสันด้วยแดนเซอร์สาวที่ออกมาประจำเวทีเป็นระยะ แน่นอนว่าเพลงสร้างชื่อทุกเพลงได้รับการคัดเลือกมาไว้ในลิสต์แบบเต็มอิ่ม

Bring Me the HorizonBring Me the Horizon

“Can You Feel My Heart”, “Wonderful Life”, “Medicine” ต่างถูกขับร้องอย่างกึกก้อง ตามมาด้วย “The House of Wolves” อีกหนึ่งเพลงใหม่ “Sugar Honey Ice & Tea” และเซอร์ไพรส์กับเพลงในอัลบั้ม Suicide Season เมื่อ 11 ปีที่แล้วอย่าง “Diamonds Aren’t Forever” ที่ทำเอาเหล่าสาวกโห่ร้องด้วยความยินดี

การที่ Bring Me the Horizon จัด “Shadow Moses” และ “Happy Song” มาเล่นต่อกันนี่ถือว่าหฤโหดใช่ย่อย สมใจสายโหดกันถ้วนหน้า พักเหนื่อยกันยาวๆ ด้วย “Mother Tongue”, “Antivist”, “Nihilist Blues” และ “Follow You” ที่ Oli ชวนแฟนเพลงให้ขี่คอกันร้องเพลงอย่างมีความสุข (ต่างจากคอนเสิร์ตในไทยก่อนหน้านี้ที่มักจะมีการ์ดส่องไฟฉายเรียกให้ลงจากคอเสมอ) หลังจากนั้นก็จัดความเดือดกันอย่างต่อเนื่องทั้ง “Throne” และในช่วงอังกอร์อย่าง “Mantra” และ “Drown”

Oliver SykesOliver Sykes

ย้อนกลับไปที่คำถามที่ว่า การแสดงสดของ Bring Me the Horizon จะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน ในวันที่ท่วงทำนองของพวกเขาเปลี่ยนไปพอสมควร?

ในความคิดเห็นของผู้เขียน บรรยากาศแบบร็อคๆ เดือดๆ ในโชว์ของ Bring Me the Horizon ยังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะช่วงที่ “Shadow Moses” และ “Happy Song” ติดกันนี่บอกเลยว่าพลังมาเต็ม ในขณะที่เพลงที่ค่อนข้างป็อปจากอัลบั้มล่าสุด เมื่อนำมาแสดงสดก็ดูมีการแฝงไลน์กีตาร์เอาไว้ เมื่อผสานกับจังหวะจะโคนที่หนักแน่น ก็ทำให้กลิ่นอายร็อคชวนโยกสอดแทรกอยู่ในทุกเพลง

ก่อนหน้านี้ Oliver Sykes ถูกค่อนขอดว่าพลังเสียงของเขาค่อนข้างมีปัญหา ว้ากได้ไม่เต็มที่ เสียงปกติก็ทรงไม่ค่อยจะดีนัก ทว่าตลอด 2 ชั่วโมงเศษใน Bring Me the Horizon Live in Bangkok 2019 เขาแผดเสียงอย่างไม่เกรงกลัวว่ามันจะหายไป วิ่งพล่านไปทั่วเวที นั่ง นอน ทำทุกอย่างที่ฟรอนท์แมนของวงจะส่งต่อพลังลงไปด้านล่าง มากไปกว่านั้น พาร์ทของการเซอร์วิสแฟนๆ ทั้งการลงมาใกล้ชิด ลูบหัว จูบหน้าผาก แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ทุกคนหลงรัก โดยเฉพาะรอยยิ้มบนใบหน้าที่เห็นบ่อยครั้งเหลือเกินก็น่าจะทำให้สาวๆ โดนตกได้ไม่ยาก แต่บทจะโหดก็จัดเต็มทั้งการสั่งให้นั่ง ให้กระโดด ให้มอชพิทต่างๆ นานา หนุ่ม Oli ก็ทำได้เป็นอย่างดี

เรื่องซาวด์ก็ยกระดับความหนาของทุกส่วน สร้างความหนักแน่นของภาพรวมได้โดยตลอด ฟังอย่างไรก็ไม่มีทางอดใจไม่โยกหัวกันไหวล่ะน่า ส่วนวิชวล แสง สี ก็สีสันฉูดฉาด ดูเป็นขั้วตรงข้ามกับแนวเพลงของพวกเขาอยู่ไม่น้อย ยิ่งเมื่อมีการยกเวทีขึ้นเป็น 2 ระดับ เจ้าหนุ่มสะพายเบส Matt Kean ที่ยืนค้างเติ่งวิ่งไปวิ่งมาอยู่ด้านบนก็ดูเป็นสง่าทีเดียว

อีกหนึ่งประเด็นที่อยากจะกล่าวถึงและชื่นชมก็คือวัฒนธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณด้านล่าง ไม่ว่าจะเป็นเซอร์เคิลพิท, มอชพิท, วอลล์ ออฟ เดธ และอื่นๆ ที่บางคนอาจมองว่าเป็นความรุนแรง ทว่าสิ่งที่ผู้เขียนมองเห็นด้วยสองตาก็คือ เมื่อมีคนล้ม ก็มีคนช่วยดึงมือขึ้นมา เมื่อมีคนทำสิ่งของหล่น ก็มีคนช่วยกันหาเจ้าของ ต่างคนต่างดูแลกันไม่ให้มีใครบาดเจ็บ นี่กลับเป็นความงดงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุดันที่หาจากที่ไหนไม่ได้ นอกจากคอนเสิร์ตวงร็อคเท่านั้น

และที่สำคัญ คอนเสิร์ตคราวนี้ก็เป็นข้อยืนยันชั้นเยี่ยมว่า Bring Me the Horizon คือวงดนตรีของยุคสมัยนี้ที่ไม่ว่าแนวทางการทำเพลงจะเปลี่ยนไปอย่างไร การแสดงสดของพวกเขาก็ยัง “โคตรเดือด” อยู่ดี