“Mariah Carey Live in Bangkok” ราตรีไร้ความเศร้า ของดีวาเสียงเหนือกาลเวลา

“Mariah Carey Live in Bangkok” ราตรีไร้ความเศร้า ของดีวาเสียงเหนือกาลเวลา
S! Music

สนับสนุนเนื้อหา

"แม่ก็คือแม่!"

 

วลีข้างต้นคือสิ่งแรกที่อยู่ในหัวเรา หลังจากก้าวออกมาจาก ฮอลล์ 106 ของศูนย์แสดงสินค้า ไบเทค บางนา สถานที่จัดคอนเสิร์ต Mariah Carey Live in Concert, Bangkok 2018 ที่จัดโดย บริษัท เทดดี้ ไทม์ จำกัด ซึ่งถือเป็นโอกาสพิเศษอีกครั้งหลังจากงาน Mariah Carey The Elusive Chanteuse Show Live In Bangkok ในปี 2014 ที่แฟนๆ ชาวไทยได้ชมการแสดงของ Mariah Carey ดีวาเสียงทรงพลัง เจ้าของยอดขายอัลบั้ม 200 ล้านก๊อปปี้ มีเพลงติดอันดับที่ 1 ในชาร์ต Billboard Hot 100 มาแล้ว 18 เพลง และเคยคว้ารางวัล Grammy Awards มาแล้ว 5 ครั้ง >> ตำนานที่ยังมีชีวิต Mariah Carey : Queen of R&B ของโลก

 

Mariah Carey 

 

สำหรับเราแล้ว Mariah Carey คือศิลปินที่มีผลต่อรสนิยมการฟังเพลงของเรามาก เพราะเราได้มาสนใจเพลงอาร์แอนด์บีสากลเพราะเธอ ผลงานเพลง “Without You” ก็เป็นเพลงสากลเพลงแรกที่เรารู้จัก และในขณะเดียวกันตอนที่เราเรียนร้องเพลงในสถาบันแห่งหนึ่ง ก็เคยร้องเพลง “Hero” ในคลาสด้วย ทำให้เราตอบตกลงในการเข้าชมคอนเสิร์ต Mariah Carey Live in Concert, Bangkok 2018 แบบไม่ลังเล หลังจากที่เคยพลาดชมคอนเสิร์ตใหญ่ของเธอในไทยช่วงปี 2014 อย่างน่าเสียดาย 

 

ในวันที่ 9 พฤศจิกายน เราได้เดินทางมาถึงศูนย์แสดงสินค้าไบเทคท่ามกลางสายฝน โดยในบริเวณงานเราได้พบกับ ลูกแกะ (แฟนคลับของ Mariah) ทุกเพศทุกวัยที่เตรียมพร้อมมาร่วมสนุกกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ และมีบางคนที่แต่งตัวในลุคที่คล้ายศิลปินที่พวกเขาชอบและเตรียมป้ายมาเชียร์เธอด้วย

 

แฟนคลับ Mariah Carey

 

แฟนคลับ Mariah Carey

แฟนคลับ Mariah Carey

 

ตอนเวลาสองทุ่มเศษๆ คอนเสิร์ตก็ได้เริ่มต้นด้วยอินโทรเพลง "Fly Away (Butterfly Reprise)" ก่อนที่ Mariah จะทักทายเป็นภาษาไทยและโชว์เพลง “Honey” ซึ่งทั้งสองเพลงมาจากอัลบั้มชุด Butterfly ก่อนจะสลับมาร้องเพลง “Shake It Off” จากอัลบั้ม The Emancipation of Mimi และร้องเพลง “Make it Happen” จากอัลบั้มชุด Emotions พร้อมรอยยิ้มและการร้องที่เป๊ะทั้งพลังเสียงและเทคนิค และในขณะเดียวกันเธอก็พูดคุยอย่างเป็นกันเอง และทักทายแฟนๆ ที่มากับป้ายและการแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์

 

ความพิเศษของโชว์ครั้งนี้ ก็คือช่วงที่ Mariah เปลี่ยนคอสตูม จะมีช่วงโชว์ Medley เพลงพิเศษโดยทีมงานแดนเซอร์และนักดนตรีแบ็คอัพ ซึ่งพาร์ทนี้ทำให้เราประทับใจมาก เพราะเป็นเวทีที่แสดงให้เห็นว่าทีมแบ็คอัพของ Mariah นั้นฝีมือไม่ธรรมดากันจริงๆ โดยนักเต้นหลายคนได้โชว์การเต้นแบบร่วมสมัยประกอบกับการตีลังกาที่ตื่นตาและทำให้เราไม่อยากละสายตาจากเวที แม้จะเป็นช่วงพักก็ตาม 

 

Mariah Carey 

 

ช่วงที่ 2 ของคอนเสิร์ต Mariah ได้มาพร้อมเพลง “Fantasy”, “Always Be My Baby” และ “Fly Like a Bird” ที่ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงที่โยกตามได้ และเปิดโอกาสให้เธอได้โชว์ความสามารถในการร้องที่ทำให้หลายคนเซอร์ไพรส์ ก่อนการแสดงจะเข้าสู่ช่วงพีค เมื่อเธอได้ร้องเพลง “Emotions” เพลงฮิตที่มาพร้อมพาร์ทการร้องที่ต้องใช้เสียงหวีด ที่เรียกว่า Whistle Register หลายๆ ท่อน โดย Mariah ก็ทำออกมาอย่างเต็มที่จนทำให้แฟนๆ อย่างเราต้องทึ่ง เพราะเธอหวีดเสียงในเพลงนี้หลายครั้ง จนเราตกใจว่าเธอเอาพลังจากไหนมาร้องแบบนี้ เพราะเราเองก็เคยได้ยินข่าวลือมาบ้างว่าพลังเสียงของเธอไม่ทรงพลังเหมือนแต่ก่อน ซึ่งต่างจากสิ่งที่เราได้ฟังในโชว์ครั้งนี้ 

 

หลังจากช่วงพัก ที่ Mariah ได้เปิดโอกาสให้ทีมนักดนตรี คอรัส และ นักเต้นได้แนะนำตัวผ่านไป อินโทรเพลง Migrate” ก็ได้เริ่มขึ้นและ Mariah ก็ได้มาโชว์เพลง “#Beautiful” ก่อนจะโชว์เพลง “With You” ซิงเกิลล่าสุดจากอัลบั้มใหม่ Caution ที่แฟนๆ บางส่วนร้องตามได้จนตัวเธอต้องแปลกใจเพราะเพลงนี้เพิ่งปล่อยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา และพอเพลงจบลง อินโทรซิงเกิล “My All” เพลงอมตะของ Mariah ในยุค 90s ก็ดังขึ้นมาจนเสียงกรี๊ดดังสนั่นฮอลล์ โดยโชว์เพลงนี้ก็ออกมาสมบูรณ์ในแง่ของการแสดง ที่ Mariah ได้โชว์การเอื้อนเสียงที่สมบูรณ์สมกับที่หลายคนยกให้เธอเป็นราชินีของแนวเพลงอาร์แอนด์บี

 

Mariah Carey

 

พาร์ทสุดท้ายของโชว์ Mariah ก็ได้นำเพลงจากอัลบั้ม The Emancipation of Mimi อย่าง "It’s Like That" มาโชว์เพื่อเรียกความสนุกสนานให้กลับมาอีกครั้ง หลังโชว์เพลงช้ามาหลายเพลง และตามด้วยเพลง “Touch My Body” ที่เธอได้ชวนแฟนเพลงชาวไทยที่ใส่ชุดซานต้าคลอสขึ้นไปร่วมโชว์บนเวที และพอจบเพลงเธอก็ได้พูดคุยกับแฟนๆ และพยายามใช้ภาษาไทยกับแฟนๆ อย่างเช่นคำว่า "ขอบคุณค่ะ" ก่อนที่จะนำเพลงโปรดอย่าง “We Belong Together” ที่ขึ้นอันดับ 1 ชาร์ต Billboard Hot 100 ถึง 14 สัปดาห์มาโชว์ให้แฟนๆ ได้ฟัง และปิดท้ายงานด้วยการร้องเพลงฮิตตลอดกาลที่เรียกเสียงกรี๊ดตั้งแต่อินโทรขึ้นอย่าง “Hero” เพื่อส่งต่อความมั่นใจและเข้มแข็งในแบบฉบับดีวาให้ผู้ชมในฮอลล์ โดยเราเองและคนดูหลายคนก็ได้หยิบโทรศัพท์มาเปิดไฟฉายและโบกไปมา ก่อนที่เธอจะบอกลาแฟนเพลงชาวไทย

 

แม้ว่าคอนเสิร์ตนี้จะไม่ใช่โชว์ที่มีโปรดักชั่นอลังการ เอฟเฟกต์ตระการตา แต่การแสดงของ Mariah ในงานครั้งนี้ออกมาดีมาก เพราะถึงแม้จะมีอายุมากขึ้นแต่พลังเสียงของเธอก็ยังคงแข็งแรงเหมือนเดิม ซึ่งนอกเหนือจากพลังเสียงแล้ว เธอก็สร้างบรรยากาศโชว์ให้สนุกสนานด้วยการพูดคุยที่เป็นกันเองและรอยยิ้มที่สดใส รวมถึงเซอร์ไพรส์อย่างการพาลูกชายลูกสาวฝาแฝด Moroccan กับ Monroe และเเฟนเพลงผู้โชคดีมาสร้างสีสัน จนทำให้เรามองว่าเธอคือศิลปินที่ไม่ได้มีดีแค่พลังเสียงเพียงอย่างเดียว 

 

Mariah Carey

 

นอกจากความสามารถของ Mariah แล้ว อีกสิ่งที่เราประทับใจก็คือความสามารถของทีมแดนเซอร์ ทีมคอรัส และนักดนตรีแบ็คอัพ ที่นอกจากจะสนับสนุนการแสดงได้แล้ว พวกเขาก็มีช่วงที่โชว์ความสามารถของตัวเองราวกับว่าเป็นเจ้าของเวทีด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากให้มีในหลายๆ เวทีคอนเสิร์ต โดยในงานคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็ทำซาวด์ออกมาค่อนข้างดี รวมถึงการที่ทางผู้จัดพยายามอำนวยความสะดวกผู้ชม ด้วยการนำอาหารและเครื่องดื่มมาบริการผู้เข้าชม และสิ่งเหล่านี้ก็ส่งให้ภาพรวมของโชว์ออกมาสมบูรณ์และทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นรมย์

 

แต่ในการแสดงครั้งนี้ของ Mariah ก็มีบางสิ่งที่เราแอบรู้สึกเสียดาย เพราะเซ็ตลิสต์หรือเพลงที่ใช้ในคอนเสิร์ตนี้ถูกดัดแปลงมาจากโชว์  The Butterfly Returns การแสดงประจำ (Residency Show) ของ Mariah ที่เมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้คอนเสิร์ตครั้งนี้มาพร้อมกับเพลงแนวสนุกสนานเป็นหลัก  รวมถึงเพลงเนื้อหาแง่บวกอย่าง “Hero” และเพลงเศร้าที่มีจังหวะหรือกรูฟที่พอขยับตามได้อย่างเพลง “We Belong Together” ตามธีมการแสดงดังกล่าวที่เน้นความสนุก และทำให้เพลง “Without You”, “I Still Believe” และอีกหลายเพลงฮิตของเธอไม่ได้ถูกนำมาโชว์ ซึ่งถ้ามองในแง่ดี การที่เธอเน้นโชว์เพลงสนุกสนานก็ทำให้วันคอนเสิร์ตนั้นเต็มไปด้วยความสนุกสนานและไม่หลุดธีมหรือมีเพลงที่แปลกแยกจากโชว์ 

 

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เราเสียดายเกี่ยวกับคอนเสิร์ต ก็คือการที่เพลงดังของ Mariah และวง Boyz II Men อย่าง “One Sweet Day” ที่ขึ้นอันดับ 1 ชาร์ต Billboard Hot 100 นาน 16 สัปดาห์ และเพลงสนุกๆ อย่าง "Heartbreaker" ซึ่งถูกนำมาโชว์ในประเทศอื่นๆ ที่จัดทัวร์ครั้งนี้ ขาดหายไปจากเซ็ตลิสต์ของคอนเสิร์ตในไทย เพราะทั้ง 2 เพลงเป็นซิงเกิลที่แฟนๆ หลายคนชอบ แต่เเฟนเพลงชาวไทยก็โชคดีที่ได้ฟังเพลง “Fly Like a Bird” จากอัลบั้ม The Emancipation of Mimi ที่เธอไม่ค่อยได้ร้อง รวมถึงเพลง “With You” ซิงเกิลใหม่ที่เพิ่งปล่อยออกมาเพียงเดือนเดียว

 

Mariah Carey

 

การแสดงคอนเสิร์ต Mariah Carey Live in Concert, Bangkok 2018  ทำให้เราทึ่งกับความสามารถของ Mariah ในฐานะศิลปินเสียงทรงพลังซึ่งสามารถบอกเล่าเรื่องราวความสนุกและเศร้าผ่านเพลงที่เธอร่วมเขียนได้เป็นอย่างดี และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมเมื่อโชว์จบลง คำพูดแรกที่อยู่ในหัวก็คือคำว่า “แม่ก็คือแม่” และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะไปชมการแสดงครั้งต่อไปของเธอแน่นอน

Story : Sidhipong W.