“Clash” กับบทเรียนที่ได้รับจาก “การจากลา”

“Clash” กับบทเรียนที่ได้รับจาก “การจากลา”
S! Music (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

อาจจะเรียกได้ว่าเป็นข่าวคราวที่น่าตื่นเต้นที่สุดประเด็นหนึ่งของวงการเพลงบ้านเรา ณ ขณะนี้ก็ว่าได้ กับการที่อีกหนึ่งวงร็อคขวัญใจมหาชนอย่าง Clash กลับมารวมตัวกันเป็นที่เรียบร้อย พร้อมทั้งมอบข่าวดีให้เหล่าสาวกด้วยการจัดคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบอีกครั้งกับ Leo Presents “Clash Awake Concert” ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 15 กันยายน 2561 ณ ไบเทค บางนา ฮอลล์ 98 หลังจากแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตนเองเมื่อตัวโน้ตสุดท้ายของคอนเสิร์ต Clash Rebirth The Final Concert สิ้นสุดลงเมื่อราว 7 ปีที่แล้ว … พร้อมกับคราบน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม

อย่างที่หลายคนทราบและอาจไม่ทราบ แบงค์-ปรีติ บารมีอนันต์ (ร้องนำ) แยกตัวออกไปเป็นศิลปินเดี่ยวสไตล์ฮิปฮอปและอาร์แอนด์บีในนาม Bankk Ca$h, พล-คชภัค ผลธนโชติ (กีตาร์) ผันตัวไปเป็นบุคคลเบื้องหลัง และในตอนนี้เขาคือผู้บริหารค่ายเพลง BOXX MUSIC ในขณะที่ ยักษ์-อนันต์ ดาบเพ็ชรธิกรณ์ (กลอง) ที่ปัจจุบันแต่งเพลงและโปรดิวซ์งานให้กับศิลปินหลายเบอร์ ก่อนหน้านี้เขาก็รวมตัวกับ สุ่ม-สุกฤษณ์ ศรีเปารยะ (เบส) ทำวง Shade เจ้าของเพลงฮิต “รอพี่ก่อน” ก่อนที่ ยักษ์ จะเดินหน้าก่อตั้งวง Troop Tower ในขณะที่ สุ่ม หันไปเอาดีทางด้านการปั่นจักรยาน ส่วน แฮ็ค-ฐาปนา ณ บางช้าง (กีตาร์) ก็มีวงดนตรีของตนเองเช่นกันในชื่อ S.D.F

แม้ว่าก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะไม่มีวี่แววว่า Clash จะหวนคืนสู่ถนนสายดนตรี ความหวังของเหล่าแฟนเพลงอาจเป็นเพียงความฝันที่อาจไม่มีวันเป็นจริง แต่จู่ๆ ก็ราวกับว่า 5 สมาชิกที่มีจุดเริ่มต้นจากเวที Hotwave Music Awards ครั้งที่ 3 เมื่อ 20 ปีที่แล้วจะค่อยๆ เดินเข้ามาปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้นมาสนุกและเศร้าไปกับบทเพลงของพวกเขาอีกครั้ง

โปสเตอร์ Clash Awake Concert

“ถ้าเป็นแฟนเพลงจริงๆ เขาจะรู้ว่าเราแยกวงกันเฉยๆ” คำกล่าวหนึ่งระหว่างการสัมภาษณ์จาก แบงค์ นักร้องนำ ที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า Clash ไม่เคยหายไปไหน และปัจจุบันก็คงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่วงดนตรีวงนี้จะลุกขึ้นมาสร้างอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่หาก Sanook! Music จะพาวง Clash ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 7 ปีที่แล้วล่ะ กับช่วงเวลาแห่งการจากลาที่แฟนเพลงทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น ความรู้สึกในตอนนั้นของพวกเขาเป็นเช่นไร และ “การจากลา” ในวันนั้น สร้างบทเรียนอะไรให้กับวง Clash ในวันนี้บ้าง …

 

เราจำได้ว่า เห็นทุกคนเสียน้ำตาให้กับคอนเสิร์ตสุดท้ายของ Clash เมื่อ 7 ปีที่แล้ว บนเวทีตอนนั้นมันเป็นความรู้สึกแบบไหน?

ยักษ์ : ตอนนั้นที่พีคสุดๆ คือตอนเพลง “เพลงสุดท้าย” มันมีหลายๆ ความรู้สึก ความรู้สึกแรกคือไม่น่าเชื่อว่าจะมีวันนี้ วันที่เราต้องมาเล่นเพลงสุดท้ายด้วยกัน มันเป็นความรู้สึกที่รุนแรงมากนะ คนเป็นหมื่นที่มาร้องเพลงครั้งสุดท้ายกับเรา ซึ่งในวงก็มีคุยกันก่อนขึ้นคอนเสิร์ตเหมือนกันนะว่า ใครร้องไห้ก่อนแพ้ ก็คุยกันเล่นๆ แหละ แต่มันทนไม่ไหว เป็นใครก็ทนไม่ไหว ทั้งเพลง ทั้งบรรยากาศ มันทำให้เรารู้สึกอินไปด้วย เหมือนมีคำถามแว่วอยู่ในหัวว่า สุดท้ายแล้วเหรอวะ นี่คือความรู้สึกสดๆ ตรงนั้น

พล : ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะร้องไห้เหมือนกัน คือคิดว่าคงมีความซาบซึ้งเกิดขึ้นแน่ๆ แหละ แต่บรรยากาศตอนนั้นคือ ผมเห็นไอ้แบงค์ร้องก่อน คือเวลาเราเห็นผู้ชายร้องไห้มันจะหนักกว่าเห็นผู้หญิงร้องไง (หัวเราะ) แล้วความหมายของเพลง สคริปต์ที่บิลด์มาเรื่อยๆ ตอนนั้นมันคือปลายทางแล้ว อีกแค่ 2-3 เพลงเราก็ไม่รู้เลยว่าจะได้เล่นคอนเสิร์ตอีกเมื่อไหร่ พอแบงค์ร้องปุ๊บ ผมดีดคอร์ดแรก หันหลังกลับไปร้องไห้ ต้องบอกว่าร้องโฮเลย เหมือนมันอั้นมาจนสุดทางแล้ว

>> วง Clash กับความรู้สึกดีใจ เมื่อได้เห็นผลงาน 5 อัลบั้มแรกของพวกเขาอีกครั้ง (คลิป)

แบงค์ : อย่างเพลง “เพลงสุดท้าย” เราเขียนเอง เราน่าจะชินกับเนื้อเพลงนี้ ร้องก็ร้องบ่อย ซ้อมก็ซ้อมบ่อย เหมือนได้ผ่านการร้องหลายครั้งมาแล้ว เราก็จะมั่นใจมากว่า เฮ้ย ไม่ร้องไห้หรอก เพลงนี้มันต้องสง่างาม ต้องเข้มแข็ง พอถึงเวลาเราลืมไปว่าเพลงนี้ message มันอยู่กับเรา แล้วเราจะต้องเป็นคนที่โฟกัสกับคนดูชัดที่สุด เพราะเราเป็นคนสื่อสาร พอเรามองออกไป ด้านหน้าร้องไห้ เขยิบไปตรงกลางก็ร้องไห้ จนไปถึงข้างหลังสุด คือเขาส่งอินเนอร์มาให้เรา เราสื่อสารกันแบบปิงปองมากเลยนะ คือเราเป็นคนพูดคำนี้นี่หว่า แล้วเราก็เป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยว่า เราจะออกจากวง แล้วก็แยกไปพักก่อน ไปทำความฝันก่อน ก็เลยเละเทะไป ร้องไห้เละเทะเลย โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า “ทุกเพลงที่มีความหมาย ใช้เพียงปากกาด้ามหนึ่ง” ก็เหมือนเราเล่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ปากกาด้ามหนึ่งหรือจะเป็นดินสอก็ตาม เราหักปากกาทิ้งเอง คือมันจุกในคำตัดสินใจของตัวเองด้วย

แฮ็ค : ของผมไม่ถึงกับหนัก แต่ก็มาอยู่เหมือนกัน แล้วมาหนักคือตอนที่ยักษ์เดินออกมาข้างหน้า แล้วดันมาแตะผม (หัวเราะ) จริงๆ คือมันบิลด์มาตลอดนั่นแหละ ตั้งแต่กลางโชว์เป็นต้นมาผมคิดมาตลอด เริ่มนับถอยหลังแล้วว่ามันเหลือกี่เพลง เพราะเราจะรู้สคริปต์อยู่แล้วว่าจบเพลงนี้ ต่อเพลงนี้ แล้วเหลืออีกเท่าไหร่ ตอนแรกคิดว่าน่าจะร้องตอนเพลง “เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป” แต่น้ำตามันมาตั้งแต่ “เพลงสุดท้าย” เลยมั้ง

แบงค์ : แฮ็คนี่เขาโซโล่ทั้งน้ำตา

สุ่ม : ผมไม่หนักมากครับ เพราะว่าพอมาใช้ Fender แล้วมันเบา

ทุกคน : ไม่ใช่!

สุ่ม : (หัวเราะ) คือผมทำใจไว้นานแล้วครับ ก็มีซึมๆ แต่ไม่ได้ร้อง คือเหมือนกับว่าเราคิดไว้แล้วว่ามันต้องมาถึงวันนี้ พอพวกเราตัดสินใจว่าจะแยก ผมก็คิดมาตั้งแต่ตอนนั้น เริ่มนับถอยหลัง ก็รู้แล้วว่าจะต้องจากลา โดยส่วนตัวผมจะคิดไว้ตลอดว่า มันไม่ได้ตายจากไปไหน คิดว่าวันหนึ่งมันจะกลับมาใหม่ เพียงแต่ว่ามันยังไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่ๆ ในตอนนั้น

แฮ็ค-ฐาปนา ณ บางช้าง

แฮ็ค-ฐาปนา ณ บางช้าง

 

หลายคนรู้สึกว่า Clash ได้ปิดตำนานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว?

แบงค์ : ถ้าเป็นแฟนเพลงจริงๆ เขาจะรู้ว่าเราแยกวงเฉยๆ ถ้าวงแตกจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คงตีกันฉิบหายวายป่วง ไม่เอา ไม่มองหน้ากันแล้ว แต่คนที่รับสารไปจากเราเขาจะรู้ว่า Clash แยกวงไปทำอะไรก็ตามแต่ พี่แบงค์จะไปเป็นอาร์แอนด์บีอะไรก็ว่าไป บางคนก็เดินทางของตัวเองไป เพราะเขารู้สึกว่าเราไม่หายไปไหนหรอก แค่เมื่อไหร่จะกลับมารวมกันเท่านั้นเอง เราก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน

พล : แต่มันก็มีแวบๆ อยู่เหมือนกันนะว่า จะกลับมารวมตัวกันได้จริงไหม ตอนที่เลย 5 ปีมาแล้วก็เคยคุยกับยักษ์ ไม่รู้ว่ามันอาจจะเป็นไปได้หรือไม่ได้ที่เราจะกลับมารวมกัน คือตอนนั้นไม่รู้เลย เพราะว่าต่างคนต่างเห็นเส้นทางใหม่ของตัวเองชัดเจน และแต่ละเส้นทางที่พวกเราไปทำมันก็เติบโตของมันไปได้เรื่อยๆ เคยคิดเหมือนกันว่าเราอาจจะไม่มีโอกาสกลับมาเล่นดนตรีด้วยกันก็ได้ แต่สุดท้ายผมว่า ด้วยความที่พวกเราเป็นเหมือนเพื่อนพี่น้องหรือครอบครัวไปแล้ว พอโอกาสเข้ามา เราสามารถจัดสรรมันได้ดี วันนี้มันก็เกิดขึ้น

แฮ็ค : สุดท้ายเล่นดนตรีกับใครก็ไม่เหมือนเล่นกับเพื่อน มันโตมาด้วยกัน มันก็มีคิดถึงกันอยู่แล้ว

พล : คือ Clash มันคงเป็นนามสกุลของพวกเราไปตลอดชีวิตนะผมว่า มันคงติดตัวพวกเราไปจนตาย สำหรับผม เราไม่สามารถเปลี่ยนนามสกุลได้อีกแล้ว ผมรู้สึกว่ามันอาจจะเป็นจุดที่แข็งแรงที่ทำให้พวกเราสามารถออกไปทำอย่างอื่นต่อได้ สามารถนำพื้นฐานนี้ไปต่อยอด แต่พื้นฐานนี้ก็เป็นแค่ใบเบิกทางนะ สุดท้ายมันต้องพิสูจน์ด้วยวิชาชีพ หรือด้วยความสามารถจริงๆ ที่มันมีตัวนำร่องที่ดีแล้ว แต่ทีนี้มันต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน

แบงค์ : ผมจะชอบคิดว่าแบรนด์ที่ชื่อ Clash มันเป็นเหมือนรองเท้า อย่างสมัยก่อนเราก็จะจำได้ว่า เอ… เมื่อไหร่รุ่นนั้นรุ่นนี้จะกลับมาขายวะ มันเป็นเรื่องของคนที่รู้อยู่แล้วว่ามันจะกลับมา พักไปช่วงหนึ่ง หรือรีแบรนด์ใหม่อะไรก็ตามแต่การตลาดของเขา ผมรู้สึกว่าวง Clash เป็นอย่างนั้น ถึงแม้ว่าจะต้องกลับมารื้อไลน์ผลิตใหม่ อาจจะยากเรื่องการทำวง แต่ผมว่ามันทำได้ มันก็เหมือนลายทหารที่ช่วงหนึ่มันฮิต แล้วก็หายไป แล้วลายทหารก็กลับมาใหม่

สุ่ม-สุกฤษณ์ ศรีเปารยะ

สุ่ม-สุกฤษณ์ ศรีเปารยะ

 

ในเมื่อ Clash เป็นนามสกุลติดตัวทุกคนไปแล้ว แต่หลายคนก็มองว่าเส้นทางใหม่ของแต่ละคนหลังการแยกย้ายก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเทียบเท่ากับสมัยของ Clash?

แบงค์ : ผมว่ามันเป็นเรื่องปกติ ก็เหมือนสิ่งๆ หนึ่งที่มันอิมแพ็คมากๆ แล้วอยู่ๆ ก็แยกกันไป ผมว่าขบวนการ 5 สีที่เราดูการ์ตูนกันตอนเด็กๆ ต่อให้พระเอกสีแดงออกไปมีหนังเดี่ยว ก็ดังไม่เท่าขบวนการ 5 สี มันเป็นเรื่องปกติของโลกใบนี้อยู่แล้ว แต่ละคนที่แยกไปทำในสิ่งที่อยากทำก็อาจจะสะใจอีกแบบ อย่างผมก็สนุกไปอีกแบบ สำเร็จหรือเปล่าก็ไม่ได้สน เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าการออกจากวง Clash เป็นการพิสูจน์ตัวเองอย่างยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่ง ว่าการไปยืนคนเดียวมันยืนอย่างไร แล้วอาร์แอนด์บีที่เราชอบที่เรารักมันจะเดินไปอย่างไร แล้วสุดท้ายผมว่าทุกคนก็ทำสำเร็จในรูปแบบของตัวเองกันหมดนะ สุ่มเป็นนักปั่นจักรยาน ยักษ์เขียนเพลงเยอะมากๆ เยอะกว่าผมไม่รู้กี่ร้อยเพลง

ยักษ์ : เราว่ามันเป็นการมองจากข้างนอก กลับมาที่พวกเราแล้วรู้สึกไม่เปรี้ยงปร้างมากกว่า แต่ความรู้สึกของพวกเขามันคือความหวือหวามาก เราได้ทำในสิ่งที่… เฮ้ย ชีวิตการทำงานในลักษณะนี้มันเป็นแบบนี้นี่เอง ได้เข้าไปอยู่เบื้องหลังจริงๆ จากที่ไม่เคยรู้ เป็นแค่ศิลปิน ก็ได้รู้ว่าการทำงานมันมีตัวเลขอย่างไร เริ่มต้นอย่างไร โปรโมตอย่างไร ได้กลับคืนมาอย่างไร เราได้ไปรู้ตรงนั้น ได้เรียนรู้ชีวิตคนปกติที่เป็นพนักงานบริษัท ได้มีบัตรพนักงานที่ต้องใส่ จริงๆ ในความรู้สึกเราคือไม่ปกตินะ เพราะปกติของเราคือการเล่นดนตรี การไปทัวร์คอนเสิร์ต นั่นคือชีวิตปกติเรา สิ่งที่เราสนุกคือ การใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปนี่แหละ อย่างสุ่มจะชัดเจนมาก

>> Clash รวมตัวเอาใจแฟนเพลง โชว์คลิปแสดงสดช่วงพักครึ่งบอลโลก

สุ่ม : ใช่ จากชีวิตนักดนตรีแล้วมาใช้ชีวิตเหมือนเป็นนักกีฬา คือเราต้องเข้าใจก่อนว่าเราไม่สามารถเป็นนักกีฬาอาชีพได้เพราะเรื่องอายุ อย่างเราเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็กใช่ไหม พอไปทำอย่างอื่นมันก็เริ่มจากการทำเป็นงานอดิเรกก่อน เพียงแต่ว่ามันก็ได้ประโยชน์บางอย่างจากการเล่นกีฬาก็คือ วินัย ก็เอากลับมาผสมกับการเล่นดนตรีได้ อย่างแต่ก่อนเราอาจจะคิดว่าเล่นดนตรีมันต้องเป็นเรื่องของอารมณ์ ถ้ามีอารมณ์ที่อยากจะทำ อยากจะเล่น อยากจะซ้อม แล้วมันจะเล่นดี แต่จริงๆ มันไม่ใช่ คือถ้าเราอยากซ้อมดนตรี อยากทำเพลง มันสามารถเอาวินัยเข้ามาผสมได้ว่า ต้องทำแล้ว ทำได้ไม่ได้ค่อยว่ากัน เหมือนผมกลับมาซ้อมเบสมากขึ้น ผมเคยซ้อมปั่นจักรยานเยอะๆ ได้ ถ้าเป็นเบสที่เราเล่นมาแต่เด็ก ทำไมเราจะทำไม่ได้ มันง่ายกว่าเยอะ วันหนึ่งก็ต้องตั้งไว้ว่า ควรซ้อมอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ก็ทำได้ ผมว่าสุดท้ายนักกีฬากับนักดนตรีมันก็ต้องซ้อมเหมือนกัน

แฮ็ค : ผมว่าสิ่งที่ผมทำอยู่กับ S.D.F มันก็ดำเนินไปด้วยดี ก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ แค่ตอนนี้เบรกกลับมาบ้านแป๊บหนึ่ง มาทำงานกับเพื่อนก่อน

พล : ถ้ามองความเปรี้ยงปร้างระหว่าง Clash กับการที่ทุกคนออกไปเดินในเส้นทางใหม่ ผมว่ามันอาจจะยังวัดไม่ได้ในวันนี้ เพราะจริงๆ มันอาจจะไม่ได้ยืนระยะได้เท่า Clash แล้วกว่าเราจะตั้งหลักได้อีก Clash คือคน 5 คนที่ช่วยกันทำสิ่งเดียว แต่พอเราออกไปทำด้วยตัวเองคนเดียวหรืออาจจะต้องหาทีมงานใหม่ มันใช้เวลาในการสร้าง เพราะฉะนั้นผมมีความเชื่อเสมอว่า เราสามารถประสบความสำเร็จแบบ Clash ได้ไม่มากก็น้อย อาจจะไม่เท่าร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมว่ามันต้องใช้เวลา ผมเชื่อเสมอว่าวงดนตรีหรือการทำงานทุกชิ้นงานมันต้องมีระยะเวลาของมัน มันมีน้อยชิ้นมากที่ทำให้เงื่อนไข 1-2 ปีแล้วสามารถดีดขึ้นไปได้ เอาง่ายๆ เหมือนค่ายที่ผมบริหาร ถ้าจะสู้กับแกรมมี่ ผมเดินยังไม่ได้เสี้ยวเขาเลย เขาเดินมา 25-30 ปี ผมเดินมา 3 ปี เอาอะไรไปวัด เพราะฉะนั้นพื้นที่ของ Clash แต่ละคนที่ออกไปทำงานแล้วยืนระยะกันไป 10 ปี ผมว่าโอกาสประสบความสำเร็จมันมีแน่นอน

พล-คชภัค ผลธนโชติ

พล-คชภัค ผลธนโชติ

 

ในทุกวันนี้ สิ่งที่เหมือนเดิม กับ สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม คืออะไร?

ยักษ์ : พวกเราเหมือนเดิม แต่วงการดนตรีและหลายๆ อย่างต่างหากที่เปลี่ยนไป เอาเรื่องง่ายๆ ทุกวันนี้ซีดีมันขายไม่ได้แล้ว เราเดินมาตั้งแต่สมัยเทป มาเป็นซีดี จนทุกวันนี้แผ่นผียังขายไม่ได้เลย ธุรกิจมันเปลี่ยน แต่คำว่าเพื่อนของเรา 5 คนมันเหมือนเดิม มันไม่เคยแตกไปไหน มันแค่แยกไปสนุกในเรื่องส่วนตัวกัน

พล : แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมของ Clash คือพวกเราโตขึ้นเยอะ เรามีวิธีการพูดคุยที่ดีกว่าเมื่อก่อน แต่ละคนพยายามประนีประนอมในสิ่งที่เห็นปัญหา หรือพอเห็นข้อดีหรืออะไรที่มีประโยชน์ก็เอามาโยนแชร์กัน อันนี้มันคือวัยวุฒิและคุณวุฒิที่เติบโต ไม่เหมือนสมัยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วที่เราจะมีแต่พลังงานพรั่งพรูเอามาซัดใส่กันว่า กูอยากได้แบบนี้ อยากเป็นแบบนี้ พร้อมจะชน แต่วันนี้กลายเป็นว่า เราต้องมานั่งไตร่ตรองทบทวนว่าสิ่งที่เราทำอยู่ หรือกระบวนการทั้งหมดมันโอเคไหม แล้วเพื่อนของเราแต่ละคนเขาอยู่ในจุดที่สบายใจหรือเปล่า รวมถึงเรื่องวินัยต่างๆ ผมว่าวันนี้พวกเรามีมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ เราสามารถวางแผนคิดงานในอนาคตและทำให้มันเป็นไปตามเป้า ผมว่านี่คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงของวง อีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกคนพร้อมที่จะเปิด เปิดเพื่อจะเจอโลกของธุรกิจเพลงในวันนี้ซึ่งมันเปลี่ยนไปอย่างที่ยักษ์ว่า 1-2 ปีหลังจากนี้มันต้องเปลี่ยนอีกแน่ เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วยูทูปอาจเป็นเป้าหมายแรกที่ทุกคนโฟกัสมากๆ ว่า ยอดวิวต้องมา แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่พวกเราแข็งแรงพอที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

จนมาถึงวันนี้ วันที่ Clash กำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่อีกครั้ง?

แบงค์ : ผมมองว่ามันเหมือนเรากลับไปเล่นเพลงที่เราไม่ได้เล่นมานานแล้ว แค่นั้นเอง นี่คือในมุมผมนะ แล้วก็ได้มาเจอพรรคพวก พี่น้อง ญาติๆ ผมรู้สึกว่าคิดแบบไม่กดดันมันจะรุ่ง เพราะเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องประดิษฐ์อะไรใหม่ๆ ให้มันเกินตัวไปนัก มันไม่เหมือน Clash Army Rock Concert เมื่อราวๆ 10 ปีที่แล้วที่เราจำเป็นจะต้องหาสิ่งใหม่เข้ามาเติมเต็มให้คนดู เพราะว่าคนดูได้ดูความเป็นออริจินัลมาโดยตลอด เราต้องบิดซ้ายบิดขวาให้มันไม่รู้สึกเบื่อ แต่คอนเสิร์ตนี้เป็นเรื่องที่ไม่ต้องบิดอะไรเยอะ คนดูต้องการออริจินัล ต้องการอะไรที่มันใกล้เคียงในสิ่งที่เขาไม่ได้ดูมา 7 ปี

สุ่ม : นี่ยังไม่รู้จะจำไลน์ที่เล่นได้หมดหรือเปล่าเลย (หัวเราะ) เพราะมันไม่ได้เล่นมานาน 7 ปี แล้วแต่ละเพลงก็ไม่ใช่เล่นกันง่ายๆ นะ

ยักษ์ : ผมว่ามันเหมือนงานเลี้ยงรุ่นที่เราแค่ลุ้นว่า เราจะได้เจอเพื่อนเก่าหรือเปล่าวะ เพื่อนรักกันที่เคยเจอกันมานาน เคยวิ่งเล่นมาด้วยกัน เขาจะมาหรือเปล่า จะได้เจอความรู้สึกเหล่านั้นเหมือนเดิมหรือเปล่าเท่านั้นเอง เราทำด้วยความสุข ด้วยความคิดถึง อยากจะเจอ

ยักษ์-อนันต์ ดาบเพ็ชรธิกรณ์

ยักษ์-อนันต์ ดาบเพ็ชรธิกรณ์

 

ยังจำคอนเสิร์ตครั้งแรกในชีวิตของ Clash ได้ไหม?

พล : เป็น School tour ที่ไหนสักที่ อัสสัมชัญคอนแวนต์ ป่ะ?

แบงค์ : ไม่ใช่สายปัญญาเหรอวะ

สุ่ม : เหมือนจะเป็นสายปัญญาก่อน โห… นานมากแล้ว (หัวเราะ)

ความรู้สึกในวันนั้นแตกต่างจากวันนี้ที่กำลังจะขึ้นเวทีคอนเสิร์ตอีกครั้งหนึ่งไหม?

แฮ็ค : ผมก็ตื่นเต้นทุกครั้งนะ ไม่ว่าเวทีเล็กหรือเวทีใหญ่ ก็จะปวดหนักเข้าห้องน้ำตลอด (หัวเราะ)

แบงค์ : ตื่นเต้นสม่ำเสมอ เลือดลมจะเดินไวมาก

พล : คือแค่บิลด์ว่าจะขึ้นคอนเสิร์ต สคริปต์เราเป็นแบบนี้ๆ นะ คือแค่วางแผนเท่านั้นแหละ พอแฮ็คคิดตามลำดับมันก็จะอยากเข้าห้องน้ำทันที (หัวเราะ) เอางี้ คือถ้าไม่มองเรื่องสเกลเวที แต่มองที่ฟีลลิ่ง ผมรู้สึกว่า คอนเสิร์ตสุดท้ายที่ผมเล่น กับเพลงแรกในวันแรกที่เล่นคอนเสิร์ต ผมอื้ออึงในหูมาก กว่าจะตั้งสติได้ต้องสักพักหนึ่งเลยนะ จริงๆ คอนเสิร์ตสุดท้าย ทีมงานด้านนอกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเราเหวอแ-กกันไปแล้ว คือผมคิดว่าฮาร์ดดิสก์ที่เล่นอยู่มันไม่ตรง จริงๆ มันตรง แต่ไอ้ยักษ์ตีกลองอีกแพตเทิร์นหนึ่ง ไอ้แบงค์ยังไม่รู้เลย แต่ผมเหวอไปแล้ว มันเป็นเรื่องบนเวทีที่เราจะได้ยินอยู่ในหู แค่วิธีการเล่นของพี่ยักษ์มันเป็นอีกแบบ เลยทำให้ที่เราซ้อม กับที่เล่นจริงมันคนละแพตเทิร์นกัน  มันเหมือนพอนึกถึงวันที่ขึ้นไปเล่นที่สายปัญหาหรืออัสสัมชัญคอนแวนต์ จำได้เลยว่าผมไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากตู้กีตาร์ตัวเอง ด้วยเรื่องบรรยากาศด้วย สติด้วย

แบงค์ : แล้วสมัยก่อนไม่มีเงินซื้อ Ear monitor กันหรอกครับ ก็ฟังกันโล่งๆ ไปเล่นโรงเรียนหญิงล้วนที เสียงกรี๊ดของผู้หญิงมันรวมกัน เป็นย่านเสียงที่ยากพอสมควรสำหรับการเล่นสด

ยักษ์ : สำหรับผมมองว่ารู้สึกคนละแบบ เราถอดจิตคนละอย่าง ครั้งแรกๆ จิตเราจะไปอยู่ที่มือ ทุกอย่างมันจะตัดออก ไม่เหลืออะไรเลย ผมได้ยินแค่เสียงติ๊กต่อก ตีให้ตรง ไม่ได้มีฟีลลิ่งอะไรเลย รับผิดชอบงานนี้ให้ได้ก่อน พอหลังๆ เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ จิตเราก็จะเป็นอีกแบบ เราหายไปกับผู้คน กับเพลง โดยที่เราใช้กล้ามเนื้อจำในการตี ที่ผมตีหลุดก็ยังไม่รู้จนขึ้นอีกเพลงไปแล้ว เฮ้ย เมื่อกี๊กูตีผิดนี่หว่า จิตหลุดไปแล้ว แต่กล้ามเนื้อมันจำได้ (หัวเราะ)

แบงค์-ปรีติ บารมีอนันต์

แบงค์-ปรีติ บารมีอนันต์

 

คำว่า “การจากลา” มักมาพร้อมกับความ “เศร้า” 7 ปีที่ผ่านมาเคยรู้สึกเสียดายหรือเศร้าบ้างไหมที่ตัดสินใจแยกวง?

แฮ็ค : มันมีความรู้สึกนั้นตอนเพลง “เพลงสุดท้าย” ในคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายนี่แหละ รู้สึกว่า ทำไมต้องเลิกวะ เลิกทำไมวะ ทั้งที่คนก็ตอบรับดีอยู่ หันไปเห็นไอ้แบงค์ร้องไห้ โกรธมันด้วยนะ คิดในใจว่ามึงจะร้องไห้ทำไม ก็มึงเลิกเองนี่ (หัวเราะ) แต่ก็คิดแค่ตอนนั้นแหละ หลังจากนั้นก็ดำเนินชีวิตปกติ ไม่ได้คิดแล้วว่าเราจะต้องกลับมา

พล : ผมไม่เคยเสียใจ ไม่เคยรู้สึกเศร้า… มันคงเป็นความเศร้าในการที่เราจะไม่ได้เล่นดนตรีกับเพื่อนไปอีกสักพัก และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาเล่นด้วยกันอีก แต่ไม่ได้รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เราตัดสินใจลงไป รู้สึกว่าชีวิตมันเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ตลอด แค่เรายอมรับมัน เข้าใจมัน และเดินทางต่อไป ผมกลับรู้สึกดีด้วยซ้ำที่วันนั้นเราตัดสินใจแยก แล้วพอวันนี้เรากลับมาบนความสดชื่น ทุกคนมี input มีประสบการณ์ชีวิตที่ออกไปเรียนรู้มาแล้ว มันทำให้การกลับมาในวันนี้ของ Clash ผมรู้สึกว่าพวกเราโคตรแข็งแรง แล้วเดินทางได้อีกไกล อาจจะ 10 หรือ 15 ปี โดยถึงวันนั้นเราอาจจะมานั่งคุยกันใหม่ว่า ต้องพักกันอีกสักพักหรือเปล่าวะ (หัวเราะ)

สุ่ม : คือเราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เราไม่รู้หรอกว่า ถ้ารวมวงกันไปเรื่อยๆ มันจะมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างเกิดขึ้นหรือเปล่า เราเดาไม่ได้อยู่แล้วถูกไหม แต่พอมันผ่านไปแล้ว มองย้อนกลับไป ผมก็คิดคล้ายๆ พลแหละว่า มันเป็นเหมือนอีกประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้เราต้องออกไปดิ้นรนกับอะไรสักอย่าง ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ที่ถ้าไม่หยุดตรงนั้นก็จะไม่ได้ทำ

>> คิดถึงพวกเขาไหม? Clash กลับมารวมตัวจัดคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 7 ปี

ยักษ์ : การเปลี่ยนแปลงมันยากอยู่แล้ว มันต้องมีความเหวอ ความเคว้งว่าเราจะทำอะไรต่อ เราจะทำได้ดีไหมวะในอีกหน้าที่หนึ่ง ไม่ได้เสียใจนะ แต่รู้สึกเสียดายบางอย่างในช่วงเวลาหนึ่งที่เรากำลังเคว้งอยู่ แบบว่า เสียดายว่ะ ถ้าเรายังอยู่นะ คงได้เล่นคอนเสิร์ตนี้ เห็นคนเขาได้ไปเล่นคอนเสิร์ตแล้วรู้สึกเสียดายเฉยๆ แต่พอเรารู้สึกสนุกกับอีกงานที่เราทำ เรามีภาระหน้าที่ ก็ไม่ทันได้คิดว่าเราจะต้องเสียใจหรือเสียดายอะไร มันก็ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เราทำได้ พอวันหนึ่งเราหยุดไป วันนี้เรามีไฟมาก อยากมาเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ อยากสนุกจนมีความรู้สึกเหมือนเป็นเด็กอีกครั้ง หลังจากเล่นคอนเสิร์ตเยอะมากจนเราเบื่อหน้ากันเองด้วยซ้ำ วันนี้เราก็คิดถึงกันเอง และมีความสุขในการเล่นเพลงเดิมๆ ที่วันนั้นเรารู้สึก … เพลงนี้อีกแล้วเหรอ แต่ตอนนี้อยากเล่นเพลง “ขอเช็ดน้ำตา” อยากได้ยินคนร้องเพลงนี้ให้เราฟัง

แบงค์ : ก็มีคิดบ้างเหมือนกัน จริงๆ ไม่ได้เสียดายหรอก เพราะว่าเราได้ไปทำอย่างอื่น และก็ได้พัฒนาตัวเอง ในแบบที่ต้องโฟกัสกับตัวเองมากๆ สมมติถ้า Clash ยังอยู่ มันอาจจะวงแตกจริงๆ เลยก็ได้นะ ประเภทแบบตีกันเลยน่ะ กูเบื่อแล้ว อาจจะมีแบบนั้นก็ได้ แต่พอเราแยกออกไป มีสมาธิกับตัวเอง ช่วงหนึ่งผมได้ไปเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) อยู่กับละครเวทีเยอะมาก ไปอยู่ในโรงละคร แล้วมันส่งผลให้การร้องเพลงของเราดีขึ้นในเรื่องของอินเนอร์ ตอนเล่น ลอดลายมังกร เดอะมิวสิคัล ผมต้องร้องไห้ 8 ครั้งต่อรอบ ทำไมกูร้องไห้ได้ทุกครั้งเลยวะ มันก็เหมือนการร้องเพลงนั่นแหละ ถ้าเรารู้สึกเหมือนร้องเพลงครั้งแรกทุกครั้ง เราก็จะร้องได้ดี บางครั้งเราลืมฟังเพลงตัวเองว่าเราเขียนเนื้ออะไรด้วยซ้ำ ซึ่งวันนี้ก็ย้อนกลับไปคำเดิมคือ Clash แข็งแรงในแบบที่ไม่เคยแข็งแรงได้เท่านี้มาก่อน

Clash

Clash

 

บทเรียนที่ได้จากการจากลาในวันนั้นคืออะไร?

พล : ชีวิตมันต้องรอด ไม่มี Clash กูก็ต้องรอด คำๆ นี้มันฝังอยู่ในหัวผมเลยนะ เป็นสิ่งที่ผมเคยคุยกับแฮ็คบ่อยมาก Clash คือบ้านที่สร้างเรามา แต่วันหนึ่งเราก็ต้องออกไปเรียนใช่ไหม เหมือนในชีวิตจริงเลย พ่อแม่สร้างเรามา ให้ความรู้ ให้เงิน แต่สุดท้ายเราไม่สามารถเกาะพ่อแม่กินไปจนตาย วันนั้นก็ถึงเวลาที่เรา 5 คนต้องเดินออกไป แล้วไปเอาตัวรอดด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งที่ดี ที่ตัวเองมีความสุข และสามารถอยู่รอดได้

ยักษ์ : การเปลี่ยนแปลงมันทำให้เหงา ความเหงามันทำให้เจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดจะสอนให้คุณมีชีวิตรอด คือทุกๆ อย่างเป็นประสบการณ์ที่ดี ไม่ว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างไรที่ผ่านมา จะล้มจะลุกจะอะไรก็แล้วแต่ เราเก็บมันมาเป็นประสบการณ์เพื่อทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้เสมอ การกลับมาครั้งนี้เราทุกคนรู้สึกว่ามันดีขึ้นหมด ทั้งการทำงาน ทั้งเพลงที่เราทำ เราสนุกในการทำเพลงมาก เพลงมันจะดังหรือเปล่าไม่รู้ แต่เรารู้สึกภูมิใจที่ได้ทำเพลงๆ นี้ออกมาได้สำเร็จ และคอนเสิร์ตในครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งดีๆ ที่เราอยากจะทำ เรามีไฟในการทำมากๆ อยากจะเล่นนานๆ นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เพราะเราคิดถึงกันจริงๆ

สุ่ม : มันก็ได้ไปเจออะไรใหม่ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับดนตรี ซึ่งมันก็สอนเรากลับมา ผมว่าการจากลาก็คือการออกไปหาบทเรียนอะไรใหม่ๆ แล้วพอกลับมา แต่ละคนก็เอาบทเรียนเหล่านั้นกลับเข้ามาด้วย มาทำงาน มาฝึกให้วงเดินต่อไปข้างหน้าได้อีก

แฮ็ค : ผมได้เรียนรู้คนมากกว่า เรียนรู้ว่าในวันที่เราอยู่ในจุดสูงสุดก็จะมีคนคอยซัพพอร์ตเราทั้งหมด แล้ววันหนึ่งที่เรากลับไปเริ่มต้นใหม่กับ S.D.F ผมก็ต้องเดินตะลุยทุกช่องทาง เข้าไปเองบ้าง ชนเองบ้าง แล้วบางคนก็อาจจะไม่รู้จักเราด้วยซ้ำ แล้วเหมือนจะไม่ใส่ใจเราเลยก็มี ก็รู้สึกน้อยใจนิดนึงนะ แต่เราก็ต้องลุยต่อ มันก็ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น เราเจอมาหมดแล้ว ซึ่งเราเป็น Clash อยู่ เราจะไม่เจอคนประเภทนั้นเลย

แบงค์ : ผมเริ่มอินกับเรื่องความแข็งแกร่ง พอไปออกเดี่ยวปุ๊บ มันก็จะมีเสียงก่นด่าเลยนะ บางทีก็สาปแช่งเลยว่า ออกจากวง Clash มาทำไม แล้วทำอาร์แอนด์บีไปเพื่ออะไร บางทีคนไม่เข้าใจว่าทำทำไม แม้กระทั่งเพื่อนรอบๆ ตัวเราเองก็ เฮ้ย จะทุบหม้อข้าวตัวเองทิ้งทำไมวะ โดนเยอะมาก จนแข็งแรงมาก สมัยก่อนเราก็จะรับไม่ได้กับการถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงด้วยพลังคีย์บอร์ดของคนในบ้านเมืองเรา จนเจอเหตุการณ์แบบนี้ตอนออกจากวงไปทำอัลบั้มเดี่ยว มันอ่านจนเราเอาชนะข้อความนั้นได้ จนรู้สึกว่ามันทำอะไรเราไม่ได้แล้ว จะเรียกว่าหน้าด้านหรือเปล่าไม่รู้นะ (หัวเราะ) นอกจากแข็งแกร่งขึ้น มันก็ทำให้เรามีสติมากขึ้น มันกลายเป็นเรื่องของความแข็งแรงทั้งข้างในและข้างนอก เมื่อก่อนมันดูแข็งแรงข้างนอก แต่ข้างในอาจจะไม่ใช่ก็ได้

 

และในวันพรุ่งนี้แล้ว (1 สิงหาคม 2561) ที่บัตร Early Bird ของคอนเสิร์ต Leo Presents “Clash Awake Concert” จะเริ่มจำหน่ายเป็นวันแรก (และจะขายไปจนถึงวันที่ 5 สิงหาคม) บัตรยืน VIP ราคา 3,000 บาท (ราคาเต็ม 3,500 บาท), บัตรยืน A ราคา 2,000 บาท (ราคาเต็ม 2,500 บาท), บัตรยืน B และ บัตรนั่ง ราคา 1,500 บาท (ราคาเต็ม 2,000 บาท) ส่วนบัตรราคาเต็มเริ่มขายตั้งแต่ 6 สิงหาคม เป็นต้นไป จับจองกันได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา และสำหรับผู้ที่ซื้อบัตรยืน VIP ยังจะได้รับสิทธิพิเศษอีกมากมาย สามารถติดตามได้ทางเฟซบุ๊กเพจ Clashrockband กันได้เลย แล้วไปมันพร้อมกันในวันเสาร์ที่ 15 กันยายน 2561 ที่ ไบเทค บางนา ฮอลล์ 98 

 

ชมคลิปเมื่อวง Clash เห็นเทปและซีดี 5 อัลบั้มแรกของพวกเขาอีกครั้ง ที่นี่

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Ditsapong K.