นุ่มนวล หนักแน่น และอบอุ่น กับ Jake Bugg Solo Acoustic Tour Live in Bangkok 2018

นุ่มนวล หนักแน่น และอบอุ่น กับ Jake Bugg Solo Acoustic Tour Live in Bangkok 2018
S! Music

สนับสนุนเนื้อหา

ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นเฟซบุ๊กเพจ BEC-TERO Entertainment ประกาศคอนเสิร์ต Jake Bugg Solo Acoustic Tour Live in Bangkok 2018 เราแทบจะต้องขยี้ตาอีกรอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือนี่ และคิดว่าไม่ใช่แค่เราคนเดียวด้วยที่คิดแบบนี้ เพราะต่างคนต่างไม่คิดไม่ฝันว่าหนุ่ม Jake Bugg ศิลปินอินดี้โฟล์ค-คันทรี่ร็อค อายุ 24 ปี คนนี้จะเดินทางมาเปิดการแสดงที่เมืองไทยได้ ที่น่าสนใจคือการแสดงในครั้งนี้เป็นอะคูสติกกีตาร์โชว์ที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ด้วยการเลือกสถานที่จัดงานเป็นโรงภาพยนตร์สกาล่า สยามสแควร์ ทำให้เราค่อนข้างจะรอคอย และคาดหวังกับความอบอุ่น ใกล้ชิด และเรียบง่ายเป็นกันเองจากโชว์ในครั้งนี้ค่อนข้างมาก ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามที่คาดหวังไว้จริงๆ

19.00 น. ไฟในโรงภาพยนตร์ดับลง Jake Bugg ปรากฏตัวง่ายๆ จากการเดินเข้ามาทางด้านข้างของเวที โบกมือทักทายเบาๆ ก่อนจะไม่พูดพร่ำทำเพลง เริ่มเล่น How Soon the Dawn” ซิงเกิลแรกจากอัลบั้มล่าสุด Hearts That Strain ทันที เวอร์ชั่นอะคูสติกกีตาร์แตกต่างจากในอัลบั้มเล็กน้อย นอกจากเครื่องดนตรีมีเพียงกีตาร์ตัวเดียวแล้ว หนุ่ม Jake ยังเลือกที่จะเล่นเพลงนี้ในจังหวะที่ช้าลง เน้นโชว์ให้มีความเป็นอะคูสติกให้มากที่สุด ถือว่าเป็นการเลือกแทร็กเปิดโชว์ได้อย่างนุ่มนวล และล่องลอยได้ดี เรียกรอยยิ้มให้กับแฟนเพลง และตัวเขาเองได้ไม่ยาก

 

jakebuggliveinbangkok201

 

Jake Bugg จิบน้ำเปล่าจากแก้วพลาสติกเล็กน้อย ก่อนจะพูดเข้าเพลงต่อไปสั้นๆ ว่า เป็นเพลงค่อนข้างเก่าแล้ว นั่นก็คือ Saffron” จากนั้นถึงเริ่มเร่งจังหวะขึ้นอีกนิด แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้ม แต่แฟนเพลงก็ตั้งใจฟังกันอย่างเต็มที่ ถึงขนาดที่จบเพลงแล้ว หนุ่ม Jake แอบแซวว่า “เงียบเหมือนกันนะเนี่ย” จนแฟนๆ แอบหัวเราะและส่งเสียงเชียร์ให้เขาเบาๆ เราจึงได้เห็นหนุ่ม Jake ยิ้มที่มุมปากเบาๆ อย่างเขินๆ ไปด้วย

แม้ว่า Jake Bugg จะมีเพลงเร็วที่มีจังหวะกระแทกกระทั้นอยู่บ้าง แต่สำหรับ Solo Acoustic Live ในทัวร์นี้ เขาเลือกที่จะหยิบเพลงแนวโฟล์ค หรือคันทรี่ร็อคที่มีจังหวะให้เล่นกีตาร์โปร่งไฟฟ้าได้สบายๆ มากกว่า ไม่ว่าจะเป็น Strange Creatures”, “Slide”, “Simple As This”, “Bigger Lover”, “Never Wanna Dance”, “Love, Hope and Misery”, “Broken” (แฟนๆ ดูจะชอบเพลงนี้กันมาก) หรือจะเป็นเพลงที่มีกลิ่นอายของคันทรี่จ๋าอย่าง Country Song” และ Trouble Town” ที่เขาบอกว่าเป็นเพลงที่เกี่ยวกับบ้านเกิดของเขา ก็ทำให้ผู้ชมทั้งหมดตกอยู่ในภวังค์ได้ไม่ยาก

 

jakebuggliveinbangkok201_1

 

อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ลืมที่จะเรียกพลังคนดูด้วยการคั่นโชว์ด้วยเพลงจังหวะกลางไปถึงเร็วที่เขาใส่พลังในการเล่นกีตาร์อย่างเต็มที่ รัวนิ้วอย่างรวดเร็ว และหนักแน่น จนเรากลัวว่าสายกีตาร์จะขาดกลางเวทีหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็น Slumville Sunrise”, “Me and You” หรือจะ There’s A Beast And We All Feed It” ที่รัวนิ้วบนกีตาร์รัวๆ และมีจังหวะหยุดให้แฟนเพลงกรี๊ดเล่น แม้กระทั่งเพลงช้าอย่าง A Song About Love” ก็ทำให้เราทึ่งกับพลังเสียง และฝีมือการเล่นกีตาร์กระแทกกระทั้นของเขามากเช่นกัน ที่คิดว่าน่าจะเป็นคอนเสิร์ตเพลงเย็นๆ สบายๆ ต้องรีบปรับโหมดกันยกใหญ่เลยทีเดียว

ระหว่างเปลี่ยนเพลง แม้ว่าหนุ่ม Jake จะไม่ค่อยพูดพร่ำทำเพลงอะไรมากนัก บทสนทนามีแค่เพลงต่อไปเป็นเพลงอะไร และขอบคุณย้ำๆ ทุกครั้งหลังจากจบเพลง พร้อมกับบอกว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาที่นี่ เขามีแต่ความทรงจำที่ดี ขอบคุณที่คืนนี้มาฟังเพลงของเขา ถามแฟนเพลงว่าเขาเล่นดีไหม (เพราะเขาบอกว่า เมื่อกี้เล่นในแบบที่ยาวกว่าเดิมเล็กน้อย) และอาจจะมีแซวคนดู และหยอดคำหวานเป็นภาษาไทยว่า “ผมรักคุณ” บ้าง แต่ก็ถือว่า Jake Bugg เป็นศิลปินที่พูดน้อยเล่นหนักของจริง ทุกอย่างบนเวทีเป็นอะไรที่สดใหม่ ไม่ปรุงแต่ง เปลี่ยนกีตาร์ จิบน้ำ (เป็นแก้วที่สาม) เปลี่ยนใจเล่นเพลงอื่นกะทันหัน สิ่งเหล่านี้ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติของเขามากขึ้นจากที่เราเคยเห็นเขาตามสื่อเมืองนอกต่างๆ ที่เคยคิดว่าเขาเป็นเสือยิ้มยาก ขอบอกเลยว่าไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะในค่ำคืนนี้เราได้เห็นรอยยิ้มของเขาจนเลิกนับครั้งได้เลย แม้กระทั่งแฟนเพลงที่ตะโกนชื่อเพลง “Wonderwall” (เพลงดังของ OASIS ที่หนุ่ม Jake Bugg เคยเป็น supporting act ให้กับทัวร์ของ Noel Gallagher หนึ่งในสมาชิกของวง) เพื่อเป็นการ ‘ลองของ’ กับหนุ่มคนนี้ เขาก็สามารถต่อกรกับแฟนเพลงได้ในทันทีกับการตอบกลับไปเสียงดังพร้อมรอยยิ้มว่า “Get out!” (ออกไปเลย!) แต่สุดท้ายหลังเสียงหัวเราะของเขา และแฟนเพลง เขาก็รีบปลอบใจแฟนเพลงรายนั้นไปว่า “เมื่อกี้ล้อเล่นนะ อย่าเพิ่งออกไป อยู่ต่อเถอะ”

 

jakebuggliveinbangkok201_2

 

ด้วยความเป็นอะคูสติกโชว์ที่ค่อนข้างใกล้ชิด และเรียบง่าย บนเวทีจึงไม่มีอะไรมากนอกจากกีตาร์โปร่งไฟฟ้า อุปกรณ์ต่างๆ เช่น แอมป์ ลำโพง สายไฟ ขาตั้งไมค์ แก้วน้ำ สำหรับไฟก็เป็นไฟง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่การเปลี่ยนสี จังหวะของไฟ และจำนวนไฟที่ใช้ในแต่ละเพลงให้เข้ากับจังหวะ และอารมณ์ของเพลงก็ถือว่าทำออกมาได้ดีเกินคาด ข้อผิดพลาดแทบไม่มีให้เห็น แต่เรื่องของคุณภาพเสียงที่ในพื้นที่ที่จำกัดของโรงภาพยนตร์สกาล่า อาจจะทำให้แต่ละมุมของที่นั่งคนดูได้รับคุณภาพของเสียงแตกต่างกัน ใครอยู่ใกล้ลำโพงอาจจะได้ยินเสียงดัง เสียงแตกพร่า หรือบางส่วนของที่นั่งอาจจะได้ยินเสียงดังก้องเกินไปเล็กน้อยบ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องของเพอร์ฟอร์แมนซ์ของเขาแล้ว เพลงช้าก็นุ่มนวลชวนฝัน เพลงเร็วก็กระแทกกระทั้นจนต้องปรบมือรัวๆ เสียงร้องที่แรงดีไม่มีตก ท่อนขึ้นสูงลงต่ำทำได้ดีไม่มีแกว่ง และฝีมือในการเล่นกีตาร์คนเดียวตลอดทั้งงาน เป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือของ Jake Bugg ได้ดีว่าเขาเป็นวันแมนโชว์ตัวจริงเสียงจริง

ช่วงหลังของโชว์ Jake Bugg ชวนให้คนดูลุกขึ้นยืน (ตัวเขาเองก็ยืนเล่นด้วย) แล้วเริ่มฟาดมือลงบนกีตาร์ไม่ยั้งในเพลง Seen It All” ตามด้วย Two Fingers” ที่แค่เริ่มท่อนแรก ‘I drink to remember, I smoke to forget’ แฟนๆ ก็เริ่มต้นร้องเพลงนี้ตามไปได้ตั้งแต่ท่อนแรกยันท่อนสุดท้าย พร้อมกับชูสองนิ้วแบบไม่สนใจใครหน้าไหนตามแบบฉบับเพลงอัลบั้มแรกของ Jake Bugg ก่อนจะแนะนำเพลงใหม่ที่ร้องกับ Noah Cyrus น้องสาวของ Miley Cyrus ในเพลง Waiting” ก่อนจะรัวกีตาร์มันๆ กับ Folsom Prison Blues” คัฟเวอร์จากงานของ Johnny Cash ตำนานเพลงคันทรี่ และจบเพลงสุดท้ายในค่ำคืนนี้ด้วย Lightning Bolt” เพลงที่ทำให้ใครหลายคนรู้จัก และจดจำน้ำเสียง และดนตรีของเขาได้ตราบจนถึงทุกวันนี้

 

jakebuggliveinbangkok201_3

 

Jake Bugg โบกมือลาแฟนเพลงไปพร้อมกับคำมั่นสัญญาว่าครั้งหน้าเขาจะกลับมาพร้อมกับวงแบ็คอัพจัดเต็ม และร้องเพลงอื่นๆ ที่แฟนๆ อยากฟังเพิ่มให้ รวมไปถึงเพลงจากอัลบั้มใหม่ที่ตอนนี้เขาก็เริ่มต้นเขียนไปแล้วบางส่วน และยังบอกอีกว่าไม่นานเกินรอเหมือนครั้งนี้แน่นอน แฟนๆ ชาวไทยก็เตรียมตัวเตรียมเงินไว้ให้พร้อม เพราะเห็นตัวเล็กๆ แค่นี้ แต่คอนเฟิร์มว่า ‘เล็กพริกขี้หนู’ จริงๆ

 

 

___________________

Story : Jurairat N.

Photos : BEC-TERO Entertainment