เสนาะ เทียนทอง (6 ) ตอน... นักปั้นนายกฯ

เสนาะ เทียนทอง (6 ) ตอน... นักปั้นนายกฯ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
การที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีโอกาสนั่งเก้าอี้ นายกรัฐมนตรี ไวกว่าที่คิด ทั้งๆ ที่การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนเสียงมาเป็นอันดับสอง (164 คน) รองจากพรรคพลังประชาชน ที่ได้ส.ส.อย่างท่วมท้น 233 คน

งานนี้ ใครๆก็รู้กันว่า เป็นฝีมือของผู้จัดการรัฐบาลนาม สุเทพ เทือกสุบรรณ จนคุณอภิสิทธิ์ ได้รับฉายา นายกฯเทพประทาน

แต่ผลงานของคุณสุเทพ คราวนี้ สามารถพลิกขั้วการเมือง เปลี่ยนสถานะพรรคฝ่ายค้านเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลได้ภายในชั่วข้ามคืน ยังห่างไกลผลงานของ ป๋าเหนาะ ที่เคยทำสถิติปั้นนายกฯมาแล้วถึง 4 คน คือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และ บรรหาร ศิลปอาชา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

วันที่ 4 สิงหาคม 2531 พรรคชาติไทย รวบรวม 6 พรรคร่วม (พรรคชาติไทย กิจสังคม ประชาธิปัตย์ ราษฎร มวลชน และสหประชาธิปไตย ) จัดตั้งรัฐบาล รวม 128 เสียง

พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 17 ของไทย

ตอนนั้น น้าชาติได้เป็นนายกฯ ก็เพราะผม ผมเป็นคนรวบรวมส.ส. ทุกวันนี้ โต้ง (นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ บุตรชาย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ) ยังบอกเลย ถ้าไม่ใช่เพราะอาเหนาะ พ่อผมคงไม่ได้เป็นนายกฯ

ต่อมาในปี 2539 หลังปั้นบรรหาร เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 2 เสนาะ ลาออกจากพรรคชาติไทย ด้วยปัญหาคลางแคลงใจหลายอย่าง ไม่ว่า กรณีบรรหารนั่งควบทั้งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งที่ควรเป็น เสนาะ เลขาธิการพรรค และในฐานะผู้จัดการรัฐบาล

รอยร้าวในครั้งนั้น ป๋าเหนาะ ตัดสินใจ ย้ายมาอยู่กับพรรคความหวังใหม่ ในฐานะแม่บ้านพรรค เป็นมือประสานสิบทิศ หนุน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2539

นับเป็นความโชคร้ายของรัฐบาลชวลิต เพราะเข้ามาบริหารประเทศ ในช่วงที่เศรษฐกิจฟองสบู่แตกคามือพอดี การเปิดเสรีการเงินโดยยังไม่ปรับกลไกบริหารอัตราแลกเปลี่ยนรองรับ ทำให้เงินบาทไทยถูกโจมตีจากกองทุนเก็งกำไรทั่วโลก และธนาคารแห่งประเทศไทยก็นำทุนสำรองไปสู้จนหมดกระเป๋า ไทยเจอวิกฤติการเงิน ต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท และต่อมาเข้าโปรแกรมไอเอ็มเอฟ วิกฤติการเงินลุกลามไปทั่วภูมิภาค จนถูกตั้งสมญาวิกฤติต้มยำกุ้ง

วันที่ 19 มิถุนายน 2540 นายอำนวย วีรวรรณ ขุนคลังขณะนั้น ลาออก แล้วแต่งตั้ง นายทนง พิทยะ ดำรงตำแหน่งแทน วันที่ 21 มิถุนายน 2540

ต่อมามีการปรับคณะรัฐมนตรี ครั้งใหญ่ รวม 15 คน บิ๊กจิ๋ว ดึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นรองนายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลงานด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะ กระทั่ง

วันที่ 24-27 กันยายน 2540 พรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี ประเด็นความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่เมื่อลงมติรัฐบาลได้คะแนนไว้วางใจ

ช่วงนั้น รัฐบาลบริหารประเทศยากมาก มีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นหลายอย่าง มีทั้งกลุ่มนักธุรกิจ ที่เรียกตัวเองว่า ม็อบสีลม เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน รวมทั้งนักศึกษาตั้งเวทีด่ารัฐบาล ข้างทำเนียบและย่านถนนสีลม เรียกร้องให้รัฐบาลลาออก แต่ อยู่ ๆ คุณอำนวยก็ลาออก โดยไม่บอกใคร

พอคุณอำนวยลาออก พี่จิ๋วมาหาผม ปรึกษาว่า น้าเหนาะ จะเอาใครมาเป็นรัฐมนตรีคลังแทนคุณอำนวย ผมก็ไปหาพี่สุธี ( สุธี สิงห์เสน่ห์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ) ท่านบอกแก่แล้วไม่ไหว ผลที่สุด

มาได้ท่าน โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ได้ 10 กว่าวัน พี่จิ๋วก็ลาออก จากนายกรัฐมนตรี

หลังพล.อ.ชวลิต ลาออก ป๋าเสนาะ นำพลพรรคแยกตัวจากความหวังใหม่ ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย โดยการปรากฏตัวของป๋าเหนาะในไทยรักไทยดังกล่าว คือ สัญญาณที่ชี้ชัดว่า พรรคไทยรักไทยที่เพิ่งก่อตั้งและประกาศเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ และเคยประกาศจะไม่เอานักการเมืองรุ่นเก่า แต่เมื่อถึงเวลาต้องเข้าสู้ในสนามเลือกตั้งและเปิดรับกลุ่มการเมืองทุกกลุ่ม

และครั้งนี้ เสนาะ ปั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544

เป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของนักเลงโบราณอีกหนึ่งบนสนามการเมือง เจ้าของสมญาเจ้าพ่อวังน้ำเย็น ที่โลดแล่นบนเวทีการเมืองต่อเนื่องยาวนาน และมีบทบาทอยู่เบื้องหลังการผลักดันคนขึ้นนั่งเก้าอี้นายกฯสำเร็จถึง 4 คน เป็นคิง เมกเกอร์ หรือผู้มีบทบาทในการกำหนดหรือผลักดันคนขึ้นมานั่งเป็นเบอร์หนึ่งของฝ่ายบริหารด้วยสถิติที่ยังไม่มีใครทำลายได้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล