'จิม ทอมป์สัน' ตำนานสร้างแบรนด์ ปั้นรายได้ปีละกว่า 2,000 ล้านบาท

'จิม ทอมป์สัน' ตำนานสร้างแบรนด์ ปั้นรายได้ปีละกว่า 2,000 ล้านบาท
Money2know

สนับสนุนเนื้อหา

กระแสความแรงของละครเรื่อง "บุพเพสันนิวาส" ส่งผลดีต่อธุรกิจหลากหลายประเภท ซึ่งที่เห็นชัด ๆ ก็อย่างเช่นการท่องเที่ยวในอยุธยา และที่ตีคู่มาด้วยคือการฮิตแต่งกายด้วยชุดไทยโบราณไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหรือสถานที่ต่าง ๆ 

[ผู้คนแห่กินกุ้ง-เที่ยววัดไชยฯ ตามรอยการะเกด บุพเพสันนิวาส]

[ตามรอย 10 โลเคชั่นสวยจากละครบุพเพสันนิวาส]

พอเอ่ยถึงชุดไทย ทำให้ Sanook! Money นึกถึงแบรนด์ผ้าไหมไทยแบรนด์หนึ่ง ซึ่งก็คือ “จิม ทอมป์สัน” ที่เป็นแบรนด์เก่าแก่ของ "ผ้าไหมไทย" แม้จะผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท แต่ธุรกิจยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยรายได้ปีละกว่า 2,000 ล้านบาท

อาจพูดได้ว่า “จิม ทอมป์สัน” เป็นแบรนด์อมตะหนึ่งเดียวของไทยที่อยู่ยงมาได้ แม้เศรษฐกิจของประเทศจะย่ำแย่เพียงใด เพราะความเป็น "อมตะ" มาจากตำนานของนายจิม ทอมป์สัน ที่มีเพียงหนึ่งเดียวยากจะลอกเลียนแบบได้

ความลึกลับจากประวัติส่วนตัวของนายจิม ทอมป์สัน หรือมีชื่อเต็มว่า "เจมส์ แฮร์ริสัน วิลสัน ทอมป์สัน" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ที่สร้างชื่อเสียงให้กับ "ผ้าไหมไทย" ไปทั่วโลก เกิดขึ้นหลังการหายตัวไปจากโรงแรมแห่งหนึ่งในรัฐอิโปห์ มาเลเซีย เมื่อปี 2510 จนบัดนี้ก็ยังหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ทุกวันนี้ ชีวประวัติของเขามีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง และทุกครั้งเมื่อมีข้อมูลหรือหลักฐานใหม่ ๆ เกี่ยวกับนายทอมป์สัน ก็มักจะมีการเสนอเรื่องราวกันใหม่อยู่เป็นระยะ

แต่ "ความลึกลับ" ก็ยังเป็นเรื่องลึกลับต่อไป และเป็นความความลึกลับที่ติดมากับแบรนด์ไหมไทยที่ชื่อ “จิม ทอมป์สัน”

ก่อนการหายตัวอย่างลึกลับ นายทอมป์สัน ได้ก่อตั้งบริษัทและดำเนินธุรกิจจำหน่ายผ้าไหมไทย ซึ่งส่วนมากก็จะส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ

ปัจจุบันคือ บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด โดยจดทะเบียนเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2494 และทุนจดทะเบียนปัจจุบันอยู่ที่ 200 ล้านบาท

บริษัทฯ มีจำนวนหุ้น 2 ล้านหุ้น แบ่งเป็นคนไทย 137 ราย ถือหุ้น 70.9792% ฮ่องกง 1 ราย ถือหุ้น 21.9622% อเมริกัน 11 ราย ถือหุ้น 4.3409% และเยอรมัน 1 ราย ถือหุ้น 2.7174%

ธุรกิจหลักยังเป็นการจำหน่ายผ้าไหมเช่นเดิม แต่มีการพัฒนาไปไกลในเรื่องของแบบและดีไซน์ แม้จะยังขยายทำธุรกิจอื่นบ้าง เช่น ร้านอาหาร ฟาร์มที่อำเภอปักธงชัย โคราช และพิพิธภัณฑ์ แต่ทั้งหมดล้วนเป็นการ "ต่อยอด" จาก "ผ้าไหม" มากกว่าทำธุรกิจใหม่

ธุรกิจของ "จิม ทอมป์สัน" ถือว่ามีความแข็งแกร่งยากจะหาใครเทียบเคียง โดยเฉพาะลูกค้าจากต่างชาติที่รู้จัก "จิม ทอมป์สัน" ดีอยู่แล้วจากตำนานอมตะ ซึ่งปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ย่านบ้านครัว ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูง

ล่าสุด “จิม ทอมป์สัน” มีร้านจำหน่ายในไทย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเมืองท่องเที่ยว รวม 23 แห่ง และมีจำหน่ายในต่างประเทศถึง 43 ประเทศ โดยเพิ่งเปิดช็อปสุดหรูกลางเมืองที่สยามพารากอน

รายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการของ "จิม ทอมป์สัน" สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจ ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปดูสถิติย้อนหลัง 5 ปี จะพบว่าสามารถรักษาระดับรายได้กว่า 2,000 ล้านบาทได้อย่างต่อเนื่อง และมีกำไรสุทธิทุกปี


ปี 59 รายได้ 2,350.56 ล้านบาท กำไรสุทธิ 123.24 ล้านบาท

ปี 58 รายได้ 2,343.19 ล้านบาท กำไรสุทธิ 195.34 ล้านบาท

ปี 57 รายได้ 2,218.29 ล้านบาท กำไรสุทธิ 111.42 ล้านบาท

ปี 56 รายได้ 2,536.67 ล้านบาท กำไรสุทธิ 351.04 ล้านบาท

ปี 55 รายได้ 2,461.23 ล้านบาท กำไรสุทธิ 433.81 ล้านบาท

 

ล่าสุด “จิม ทอมป์สัน” พยามสร้างตัวเองให้เป็น “แบรนด์หรูหราระดับโลก” และมุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์แรกจากภูมิภาคอาเซียนที่ผงาดในตลาดโลกให้ได้

อาจไม่ไกลเกินเอื้อมสำหรับ "จิม ทอมป์สัน" ที่สร้างแบรนด์พ่วง "ตำนานลึกลับ" จนยากที่ใครจะลอกเลียนแบบได้

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!