"ฉัตรชัย" บี้สินค้าลดราคาตามราคาน้ำมันสำเร็จ เตรียมออกประกาศราคาแนะนำหมู-ไข่-ก๊าซหุงต้ม 16 ม.ค.นี้

"ฉัตรชัย" บี้สินค้าลดราคาตามราคาน้ำมันสำเร็จ เตรียมออกประกาศราคาแนะนำหมู-ไข่-ก๊าซหุงต้ม 16 ม.ค.นี้
ประชาชาติธุรกิจ

สนับสนุนเนื้อหา

กระทรวงพาณิชย์เตรียมประกาศราคาแนะนำสินค้า 3 รายการ พบหากขายเกินมีโทษทางกฎหมาย ขณะที่สินค้าที่ได้รับผลจากน้ำมันปรับลง น้ำมันหล่อลื่นเตรียมลดราคารายแรก ส่วนตัวอื่นทยอยปรับลง ด้าน "ฉัตรชัย" เร่งเดินหน้าระบายข้าวอย่างต่อเนื่องเป้า 10 ล้านตันปี 58 พร้อมเดินหน้าขายข้าวต่างประเทศสัปดาห์นี้ ลงนามทำสัญญาขายข้าวให้กับเอกชนฮ่องกงปริมาณ 1 แสนตัน

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภายใต้การบริหารงานของกระทรวงพาณิชย์ ว่าในวันที่ 16 มกราคม 2558 กระทรวงพาณิชย์จะออกประกาศราคาแนะนำสินค้า ได้แก่ เนื้อสุกร ไข่ไก่ และก๊าซหุมต้ม เพื่อใช้ในการตรวจสอบ กำกับ การจำหน่ายราคาสินค้า เพราะสินค้าดังกล่าวถือเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่สำคัญ ทั้งนี้หากจำหน่ายราคาสูงเกินกว่าที่ประกาศ จะมีความผิดเข้าข่ายมาตรา 29 มีโทษจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พร้อมกันนี้ หลังจากหารือผู้ประกอบการ ยืนยันว่าราคาสินค้าหลายรายการสามารถปรับราคาลดลงได้ เพื่อให้สะท้อนกับต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง อาทิ น้ำมันหล่อลื่นจะปรับลดราคาลง 5% กลุ่มสินค้าอื่น เช่น เม็ดพลาสติก เช่น เม็ดพลาสติก PE ลดลงจาก 52-58 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 50-55 บาทต่อกิโลกรัม เม็ดพลาสติกขวดเพ็ด จาก 45.5 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 42.2 บาทต่อกิโลกรัม กลุ่มวัสดุก่อนสร้าง เช่น กระเบื้องมุ่งหลังคา เหล็กแผ่น เหล็กเส้น และเหล็กรูปพรรณ กลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ปุ๋ย จากการหารือก็จะทยอยปรับลดเช่นกัน โดยจะปรับลดลงเฉลี่ย 5-7.7% อย่างไรก็ตาม สำหรับราคาน้ำมันที่ปรับลดลง 13% มีผลต่อต้นทุนการขนส่งอยู่ที่ 5% เท่านั้น ซึ่งก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วยซึ่งก็ต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ สำหรับแผนการระบายข้าวในปี 2558 กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศตั้งเป้าจะเร่งระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลให้ได้ถึง 10 ล้านตันภายในปีนี้ เพื่อลดภาระในการจัดเก็บรักษาข้าว พร้อมทั้งเดินหน้าขายข้าวในต่างประเทศ เน้นจะไม่กระทบราคาในประเทศ  โดยการประมูลขย้าวรัฐบาลนักแรกในปี 2558 คาดจะประกาศได้ในวันที่ 20 มกราคม 2558 นี้ ปริมาณข้าว 1 ล้านตัน โดยกฎเกณฑ์การประมูลจะมีการปรับเปลี่ยนมากขึ้น โดยมีการประมูลแบบยกคลัง ซึ่งจะมีการประกาศราคาขั้นต่ำ เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ายื่นเสนอประมูลได้ ส่วนช่วงเวลาการประมูลข้าวของรัฐบาลเห็นว่าจะระบายช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมซึ่งมองว่าเป็นช่วงที่เหมาะสมและระดับราคาข้าวในทิศทางที่ดี

"ส่วนปริมาณข้าวภายหลังจากที่มีการตรวจสอบคุณภาพเป็นที่เรียบร้อย และมีการจัดเกรดเพื่อการระบายมองว่าปริมาณข้าวของรัฐบาลที่ 17 ล้านตัน เชื่อว่าจะระบายได้หมาดภายใน 2 ปี สำหรับข้าวที่มีปัญหากระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการแจ้งความผู้ที่กระทำผิดไปเมื่อวันจันทร์ที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ส่วนปัญหาราคาข้าวในประเทศ สัปดาห์หน้า กระทรวงพาณิชย์จะเชิญตัวเเทนเกษตรกรจากจังหวัดพิจิตร  เข้ามาหารือ เนื่องจากเกษตรกรกังวลว่าราคาข้าวจะตกต่ำไปอยู่ที่ตันละ 6,000 บาท ทั้งนี้เพื่อเข้ามาหารือร่วมกันและหาแนวทางรับมือก่อนที่ข้าวฤดูกาลใหม่จะออกสู่ตลาด"

ขณะเดียวกันในวันพรุ่งนี้ (15 มกราคม 2558) ตนจะเดินทางไปยังฮ่องกง เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามสัญญาซื้อ-ขายข้าวหอมมะลิ ระหว่างเอกชนปริมาณ 100,000 ตัน ซึ่งเป็นล๊อตใหญ่สุดในรอบหลายปี หลังไทยสูญเสียตลาดข้าวในฮ่องกงให้กับประเทศคู่แข่งไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากราคาข้าวไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมทั้งนี้จะใช้โอกาสนี้ร่วมหารือความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงเปิดเขตเสรีการค้า หรือเอฟทีเอ อาเซียน-ฮ่องกง เพื่อให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายในปี 2559 อีกด้วย

นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ยังจะกระจายกันออกเดินทางไปยังประเทศเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันในหลายประเทศ อาทิ เมียนมาร์ เยอรมัน อินเดีย และรัสเซีย เป็นต้น โดยเป็นโรดแมปกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ การเจรจาการค้าให้มากขึ้น

"จากการหารือกับรัฐมนตรีพาณิชย์รัสเซียก่อนหน้านี้ รัสเซียได้แสดงความต้องการซื้อยางพาราจากไทย เบื้องต้นปริมาณ 80,000 ตัน  ทางกระทรวงพาณิชย์ก็ได้เสนอขายข้าว สำหรับรายละเอียดคงต้องมีการหารือต่อไป"

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า เป้าหมายการส่งออกไว้ยังคงเป้าที่ 4% โดยจะเน้นการทำตลาดในอาเซียนและการค้าชายแดน ที่ปัจจุบันมีมูลค่าการส่งออก 1 ใน 4 ของการส่งออกรวม โดยตั้งเป้าจะขยายมูลค่าการส่งออกให้เพิ่มขึ้นเป็น 5.9% ซึ่งสินค้าเป้าหมาย ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค ภาคบริการ และการขยายฐานการลงทุนของผู้ประกอบการไทย และจากการหารือกับผู้ประกอบการรายใหญ่ อาทิ ล็อกเล่ย์ กลุ่มซีพี และกลุ่มเซ็นทรัล ก็ได้ให้ความร่วมมือในการนำผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี นำสินค้านำร่องไปวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าในฮ่องกง ก่อนขยายไปยังจีนต่อไป
 

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!