ปุ่ม "Ask App Not to Track" บน iPhone ยังกันแอปฯ เผือกได้หรือแค่คำปลอบใจ?

ปุ่ม "Ask App Not to Track" บน iPhone ยังกันแอปฯ เผือกได้หรือแค่คำปลอบใจ?

ปุ่ม "Ask App Not to Track" บน iPhone ยังกันแอปฯ เผือกได้หรือแค่คำปลอบใจ?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

 

ย้อนกลับไปตอน iOS 14.5 (ปี 2021) Apple ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนวงการโฆษณาโลกด้วยฟีเจอร์ App Tracking Transparency (ATT) หรือไอ้เจ้า Pop-up ที่เด้งขึ้นมาถามเราทุกครั้งที่โหลดแอปฯ ใหม่ว่า "จะอนุญาตให้แอปนี้ติดตามกิจกรรมของคุณไหม?"

ตัดภาพมาที่ปี 2025 แม้เราจะชินกับมันแล้ว แต่หลายคนก็ยังสงสัยว่า ทำไม Apple ถึงใช้คำว่า "Ask App Not to Track" (ขอให้แอปไม่ติดตาม) ทำไมไม่ใช้คำว่า "Block" (ปิดกั้น) ไปเลย? แล้วสรุปว่ากดไปแล้วมันช่วยได้จริงหรือเปล่า? เรามาหาคำตอบกีัน

ทำไมต้องมี 2 ปุ่มนี้

หลายคนรู้สึกว่าคำว่า "ขอให้ไม่ติดตาม" ฟังดูอ่อนโยนไปหน่อย เหมือนแอปฯ จะเชื่อฟังไหมนะ? ความจริงคือ Apple ไม่ได้เล่นลิ้นครับ แต่มันคือ "ความจริงใจทางเทคนิค" ที่ต้องรู้ว่า

  • สิ่งที่ Apple บล็อกได้ 100%: เมื่อเรากดปุ่มนี้ ระบบจะตัดการเข้าถึง IDFA (Identifier for Advertisers) ทันที ซึ่งเจ้า IDFA นี้เปรียบเสมือน "บัตรประชาชนดิจิทัล" ที่ทำให้นักโฆษณารู้ว่า นาย A ที่กดดูรองเท้าในแอปฯ Shopee คือคนเดียวกับ นาย A ที่กำลังเล่น Facebook อยู่ เพื่อยิงโฆษณาตามไปหลอกหลอน
  • สิ่งที่ Apple บล็อกไม่ได้: นักพัฒนาหัวใสอาจใช้วิธีอื่น เช่น อีเมล, เบอร์โทรศัพท์ หรือ IP Address ที่เรากรอกให้แอปฯ ไปเอง มาใช้ระบุตัวตนเราแทน ซึ่งส่วนนี้ Apple ควบคุมไม่ได้ทั้งหมด จึงใช้คำว่า "Ask" เพื่อบอกเป็นนัยว่า "ในส่วนของระบบ ฉันปิดให้แล้วนะ แต่ส่วนอื่นฉันบังคับเขาไม่ได้ ทำได้แค่ขอความร่วมมือตามกฎ" นั่นเอง

 batchapple-privacy-att-prompt

แล้วยังทำงานได้อยู่ไหม

สถิติชี้ชัดว่าก่อนมีฟีเจอร์นี้ ผู้ใช้กว่า 73% ถูกติดตามตัวได้ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 18% เท่านั้น! เล่นเอาบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Meta (Facebook, IG) รายได้หายไปกว่า 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปีเดียว เพราะยิงโฆษณาไม่แม่นเหมือนเมื่อก่อน เท่ากันกันได้จริง แต่ก็ย้งมีเหตุอยู่

เมื่อนักโฆษณาไม่ยอมแพ้

ในเมื่อขอ IDFA ไม่ได้ นักโฆษณาในปี 2025 จึงหันไปใช้วิธีเทาๆ ที่เรียกว่า Device Fingerprinting แทน คือการเก็บข้อมูลยิบย่อย เช่น รุ่นมือถือ, ความละเอียดหน้าจอ, เวอร์ชั่น OS, ระดับแบตเตอรี่ หรือโซนเวลา มาปะติดปะต่อกันเพื่อเดาว่า "นี่น่าจะเป็นเครื่องของคุณ"

แม้จะแม่นยำสู้ IDFA ไม่ได้ แต่มันก็ยังพอถูไถขายโฆษณาได้บ้าง และแอปฯ ส่วนใหญ่หันมาทำ Contextual Advertising คือดูพฤติกรรมเราเฉพาะตอนอยู่ในแอปฯ เขาเท่านั้น (ไม่ตามข้ามแอปฯ) แทน

สรุปแล้วการกด "Ask App Not to Track" ยังไงก็ดีกว่ากด Allow เสมอครับ แม้มันจะไม่ใช่การตัดวงจร 100% แต่มันคือการ "ตัดท่อน้ำเลี้ยงใหญ่" ของนักโฆษณา ทำให้การติดตามตัวเราทำได้ "ยากขึ้นและแพงขึ้น" อย่างมหาศาล ดังนั้นเจอปุ่มนี้เมื่อไหร่ กดปฏิเสธไว้ก่อน ปลอดภัยกว่า
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล