นักวิชาการ สจล. ชี้ทางรอดในยุค AI: คนไทยต้องเปลี่ยนจาก ‘ผู้ใช้’ เป็น ‘นักวางกลยุทธ์’ ก่อนตกขบวน
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/hi/0/ud/323/1615287/aikl.jpgนักวิชาการ สจล. ชี้ทางรอดในยุค AI: คนไทยต้องเปลี่ยนจาก ‘ผู้ใช้’ เป็น ‘นักวางกลยุทธ์’ ก่อนตกขบวน

นักวิชาการ สจล. ชี้ทางรอดในยุค AI: คนไทยต้องเปลี่ยนจาก ‘ผู้ใช้’ เป็น ‘นักวางกลยุทธ์’ ก่อนตกขบวน

แชร์เรื่องนี้

หลายคนอาจจะวิตกเรื่องของการมาเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ที่ทำให้มาแทนที่คนได้ แต่จริงๆ นั้นอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องจริงเสมอไป เพราะล่าสุดด้าน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ออกโรงเตือนถึงความเปลี่ยนแปลงที่ AI กำลังสร้างขึ้นทั่วโลก ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก พร้อมชี้ว่าคนไทยจำเป็นต้องยกระดับบทบาทของตัวเองจากแค่ ‘ผู้ใช้งาน’ (User) ไปสู่การเป็น ‘นักวางกลยุทธ์ AI’ (AI Strategist) เพื่อความอยู่รอดและสร้างความได้เปรียบในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริเดช บุญแสง อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. และกรรมการสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ให้ทัศนะว่า AI ในปัจจุบันไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่ได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์สำคัญระดับโลกไปแล้ว

 245478

AI ไม่ใช่แค่ 'Data' แต่คือ 'สมรภูมิเศรษฐกิจ' และการดูดซับองค์ความรู้มนุษย์

ดร.ศิริเดช ชี้ว่าความสามารถของ AI ในปัจจุบันเทียบเท่ากับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี และสงคราม AI ได้กลายเป็นสมรภูมิของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน เห็นได้จากการทุ่มงบประมาณมหาศาลของบริษัทยักษ์ใหญ่

  • Meta ทุ่มเงินซื้อตัวผู้เชี่ยวชาญด้าน AI

  • Google ลงทุนถึงขั้นซื้อโรงงานไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังการประมวลผลของ AI

  • เม็ดเงินลงทุน ของบางบริษัทสูงถึง 3-5 เท่าของ GDP ประเทศไทย

เบื้องหลังความฉลาดนี้คือเทคนิคอย่าง RLHF (Reinforcement Learning with Human Feedback) ที่ทำให้ AI ไม่ได้เรียนรู้จากข้อมูลดิบ แต่เป็นการ "ดูดซับ" และ "ถ่ายทอน" องค์ความรู้ของมนุษย์ในทุกมิติ ผ่านทีมงาน Labeling ขนาดใหญ่ของบริษัทชั้นนำอย่าง OpenAI, Scale AI และบริษัทจากจีน นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม AI ในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ Data แต่คือองค์ความรู้ที่ถูกถ่ายโอนไปแล้ว

 

ใครคือผู้เสี่ยง และจะปรับตัวอย่างไร?

 

การมาถึงของ AI กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อหลายอาชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้:

  • โปรแกรมเมอร์ระดับเริ่มต้น (Junior Programmer): กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงสูง เพราะ AI สามารถเขียนโค้ดพื้นฐานได้ดีมาก หากไม่เร่งพัฒนาทักษะเฉพาะทางอาจอยู่รอดได้ยาก

  • นักผลิตสื่อ (Content Creator): แพลตฟอร์มอย่าง TikTok ใช้ AI ในการผลิตคอนเทนต์ หรือแม้กระทั่งการสร้างนักแสดงเสมือนจริง (Virtual Influencer) ขึ้นมาแทนที่คน

  • ที่ปรึกษา และ แพทย์อายุรกรรม: เป็นอีกกลุ่มที่ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในการให้คำแนะนำและวินิจฉัยเบื้องต้น

"ภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี เราอาจได้เห็นบริษัทระดับยูนิคอร์น (มูลค่าเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์) ที่มีพนักงานเพียงคนเดียว แต่ที่เหลือคือระบบ AI ทั้งหมด" รศ. ดร.ศิริเดช กล่าว

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ภัยคุกคามเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็น "โอกาส" สำหรับคนที่เข้าใจและปรับตัวได้ทัน AI จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนธรรมดาสามารถสร้างแอปพลิเคชันหรือโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ได้โดยใช้ต้นทุนด้านบุคลากรน้อยลง

ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ คนไทยต้องคิดใหม่ ทำใหม่

 เพื่อให้ประเทศไทยไม่ตกขบวนและกลายเป็นเพียง "ผู้บริโภคเทคโนโลยี" รศ. ดร.ศิริเดช ได้ให้ข้อเสนอแนะที่ชัดเจน:

  1. เปลี่ยนสู่การเป็นนักวางกลยุทธ์: ต้องเรียนรู้ว่าจะป้อนข้อมูลอะไรให้ AI, จะใช้ AI สร้างความได้เปรียบได้อย่างไร และต้องออกแบบโมเดลธุรกิจ (Business Model) ให้สอดคล้องกับยุคสมัย ต้องตอบให้ได้ว่าใครคือลูกค้า ใครคือผู้ใช้ และใครพร้อมจะจ่ายเงิน

  2. เร่งพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์: เพื่อให้สามารถก้าวไปสู่การเป็น "ผู้พัฒนา" AI ได้เหมือนกับเวียดนามและสิงคโปร์ ไม่ใช่แค่การใช้งานตามความชอบเพียงอย่างเดียว

  3. ใช้ AI เพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่เพื่อลอกเลียน: สำหรับนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ การคัดลอกคำตอบจาก AI มาใช้งานโดยไม่ผ่านการวิเคราะห์ คือการปิดกั้นการพัฒนาตัวเอง ควรใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้และต่อยอดความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

"เราควรใช้ AI เพื่อมาพัฒนาตัวเอง โดยการเรียนรู้วิเคราะห์ไปกับสิ่งที่ AI ตอบกลับมา ไม่ใช่แค่นำ AI มาใช้ให้แค่งานจบๆ ไป เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำร้ายตัวเราในระยะยาว" รศ. ดร.ศิริเดช กล่าวทิ้งท้าย